เฉลิมพระชนมพรรษา
“…ข้าพเจ้ามีความปลื้มใจอย่างยิ่ง ที่ได้มาท่ามกลางมหาสมาคม พรั้งพร้อมด้วยทุกท่าน จากทุกสถาบันสำคัญของชาติ ขอขอบพระทัยพระบรมวงศานุวงศ์ และขอบใจนายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกา ในคำอำนวยพร และการเฉลิมฉลองอันงดงามยิ่งใหญ่ ที่ทุกคนทุกฝ่ายตั้งใจจัดให้ข้าพเจ้า เป็นพิเศษในวาระนี้…” ความตอนหนึ่งในพระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการเสด็จออกมหาสมาคม ในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย 28 กรกฎาคม 2567 พระองค์ทรงตรัสขอบใจและชมเชยทุกฝ่ายที่ร่วมกันจัดงานพระราชพิธีอย่างยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ หนึ่งในกิจกรรมที่รัฐบาลนำโดย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และหน่วยงานภาครัฐร่วมกันจัดทำขึ้น เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ คือการปรับภูมิทัศน์ถนนสายสำคัญรอบกรุงเทพมหานคร อย่างบริเวณถนนราชดำเนินกลาง อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย หน้าศาลฎีกา ถนนหน้าพระลาน สวนหย่อมหน้าประตูวิเศษไชยศรี สนามหลวง สะพานผ่านฟ้าลีลาศ เชิงสะพานผ่านพิภพลีลา ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ และบริเวณรอบสวนจิตรลดา ให้มีความสวยงามตระการตาผสมผสานความประณีตอันเป็นเอกลักษณ์ไทย โด
เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 85 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงโปรดดอกไม้ไทยและสนพระราชหฤทัยในการส่งเสริมดอกไม้ให้มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม และดิ เอ็มควอเทียร์ จึงจัดทริปชมแปลงไม้ดอก “กระเจียว ปทุมมา” ซึ่งปัจจุบันสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย และเป็นดอกไม้เศรษฐกิจส่งออกเป็นลำดับที่ 2 รองจากกล้วยไม้ ณ จ.เชียงใหม่ รศ.โสระยา ร่วมรังษี ผู้อำนวยการศูนย์บริการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.หางดง จ.เชียงใหม่ เล่าว่า จากสายพระเนตรอันยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ที่มีพระราชดำริให้ทดลองปลูกไม้ดอกเมืองหนาวของต่างประเทศ นำมาสู่การศึกษาและพัฒนาพันธุ์ไม้ดอกจนเป็นศูนย์นี้เกิดขึ้น ที่ผ่านมาเราได้พัฒนาสายพันธุ์ไม้ดอกเมืองหนาวให้สามารถปลูกทนแดดทนร้อนในไทยได้ อาทิ แกลดิโอลัส ต่อมาได้พัฒนาสายพันธุ์ไม้ดอกไทยให้มีความสวยงามและแข็งแรงยิ่งขึ้น อย่างดอกกระเจียวและปทุมมา ที่เดิมถูกมองเป็นดอกไม้ไหว้พระ เราก็มาคิดว่าจะทำอย่างไรให้สามารถใช้ได้ในทุกโอกาส ลดการนำเข้าดอกไม้จากต่างประเทศที่มีมูลค่าถึง 500 ล้
