เลมอนฟาร์ม
” จังหวัดน่าน ” กำลังเผชิญกับวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง ทั้งตัวเลขผืนป่าที่ลดลงกลายเป็นไร่ข้าวโพดและภูเขาหัวโล้น ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของคนเมืองน่านแล้ว ยังส่งผลกระทบถึงคุณภาพชีวิตคนที่อยู่ปลายน้ำ ที่อาศัยน้ำกินน้ำใช้ในลุ่มเจ้าพระยาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ … น่ี่คือปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่คนไทยต้องช่วยกันแก้ไขอย่างเร่งด่วน • จังหวัดน่านมีสภาพภูมิประเทศเป็นป่าต้นน้ำและภูเขา มีจำนวนพื้นที่ทั้งหมด 7, 51,585.93 ไร่ ในปี 2507 มีเขตพื้นที่ป่าตามกฎหมาย 6,435,792.16 ไร่ หรือร้อยละ 84 และมีพื้นที่นอกเขตป่าไม้ 1,215,793.77 ไร่หรือร้อยละ 16 • ในปี พ.ศ. 2556 มีจำนวนพื้นที่ป่าไม้เมืองน่านทั้งหมด 4,892,272.80 ไร่หรือร้อยละ 66 (เอกสารงานสัมมนาวิชาการ“รักษ์ป่าน่าน” 2557) ปริมาณป่าไม้ที่ลดลงเป็นจำนวนมากในช่วงเวลา 15 ปีที่ผ่านมา โดยสาเหตุหลักมาจากความล้มเหลวในการทำเกษตรกรรม มีการบุกรุกทำลายพื้นที่ป่าอย่างต่อเนื่องเพื่อขยายพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้อมูลสถิติจากลุ่มงานสารสนเทศ สำนักงานเกษตรจังหวัดน่าน ปี 2554 พบว่า จังหวัดน่านมีการนำเข้าสารเคมี ส่วนใหญ่เป็นสารเคมีป
วันที่ 1 มีนาคม 2561 ที่ข่วงเมืองน่าน จ.น่าน เลมอนฟาร์ม ร่วมกับสำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและ สสส. จัดพิธีให้คำปฏิญญา (Pledge) ของเครือข่ายเกษตรอินทรีย์PGSน่าน ที่มุ่งแสดงเจตจำนงทำการผลิตพืชผักเกษตรอินทรีย์อย่างซื่อตรงต่อผู้บริโภคตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าวเป็นกรณีศึกษาในการใช้ห่วงโซ่เกษตรอินทรีย์ทั้งระบบเพื่อสร้างอาหารที่สะอาดแก่ผู้บริโภค และสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยในการเลี้ยงชีพให้สามารถหยุดการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ใช้เคมีเข้มข้นไปสู่เกษตรอินทรีย์ มีรายได้ ลดหนี้ และจะเป็นรูปแบบหนึ่งในการช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมปนเปื้อนสารเคมีของ จ. น่าน และร่วมแก้ปัญหาป่าน่านที่มีความสำคัญยิ่งในฐานะเป็นป่าต้นน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยาถึง 40% และแก้ปัญหาสุขภาพของคนเมืองน่าน นางสุวรรณา หลั่งน้ำสังข์ กรรมการผู้จัดการ เลมอนฟาร์ม ให้รายละเอียดงานว่า การพัฒนาเครือข่ายเกษตรกรอินทรีย์ PGS ที่จังหวัดน่านดำเนินการโดยเลมอนฟาร์ม ร่วมกับสำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้การสนับสนุนของ สสส. โดยดำเนินการพัฒนารูปแบบกรณีศึกษาการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ โดยใช้ Lemon F
