เสียบยอดอะโวกาโด
ว่าไปแล้ว บ้านเราปลูก อะโวกาโด มานานหลายสิบปีแล้ว แต่ความที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้ชมชอบเจ้าผลไม้ชนิดนี้ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะไม่รู้จักด้วย ที่ผ่านมาเกษตรกรจึงไม่นิยมปลูกกันมากนัก อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ อะโวกาโด ได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะใช่ว่าจะรับประทานได้เพียงอย่างเดียว แต่สามารถนำมาแปรรูปทำผลิตภัณฑ์เสริมความงามและอาหารเสริมได้ด้วย จึงถือเป็นผลไม้ที่มีอนาคตสดใส “คุณวรเชษฐ์ วังพลากร” เจ้าของสวนวังพลากร ในเนื้อที่ 19 ไร่ อยู่ที่ ตำบลรวมไทย อำเภอพบพระ จังหวัดตาก ถือเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องอะโวกาโดคนหนึ่งของเมืองไทย และน่าจะเป็นรายใหญ่ด้วย โดยมีต้นอะโวกาโดพันกว่าต้น ประมาณ 98% ส่วนที่เหลือปลูกเงาะและทุเรียนไว้รับประทานเอง จากที่ก่อนหน้านี้เคยปลูกส้มมาก่อน แต่เจอปัญหาโรครุมเร้าจนขาดทุน ต้องปรับมาปลูกอะโวกาโดแทน และยังขยายไปปลูกอะโวกาโดอีกแปลง ในเนื้อที่ 80 กว่าไร่ พร้อมกันนั้นยังชักชวนเกษตรกรมาร่วมเป็นเครือข่ายเพื่อส่งผลผลิตให้ นอกจากนี้ ยังไปปลูกที่เมืองตองยี ประเทศเมียนมาด้วยจำนวนกว่าหมื่นต้น ในอดีตปลูกตามหัวไร่ปลายนา คุณวรเชษฐ์ เล่าที่มาที่ไปของสวนแห่งนี้ว่า สมัยก่อนเห็น
กรมวิชาการเกษตร ส่งเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอะโวคาโดสู่เกษตรกร แนะคัดเลือกพันธุ์ดี โดยวิธีขยายพันธุ์แบบเสียบยอด ใช้ชีวภัณฑ์บาซิลลัส ซับทิลิสและไตรโคเดอร์มาคุมโรครากเน่าและโคนเน่า พร้อมกับเก็บเกี่ยวผลแก่ให้สังเกตุใบเลี้ยงที่ขั้วผล การันตีผลผลิตเพิ่มสูงขึ้นกว่ากรรมวิธีของเกษตรกรเท่าตัวแถมมีคุณภาพเพิ่มขึ้นถึง 50 เปอร์เซ็นต์ พร้อมผลักดันเป็นพืชอัตลักษณ์ จ.ตาก นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า อะโวคาโด เป็นผลไม้ที่เริ่มปลูกในปี 2505 ในเขตภาคเหนือตอนล่าง โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรตาก และสถานีทดลองพืชสวนพบพระ กรมวิชาการเกษตร ต่อมามีการกระจายพันธุ์ ส่งเสริม สนับสนุนการปลูกอะโวคาโดเป็นพืชเศรษฐกิจเด่นของจังหวัดตาก โดยมีเป้าหมายการสร้างจังหวัดตาก เป็น “City of Avocado” และผลักดันให้เป็นพืชอัตลักษณ์ของจังหวัด อย่างไรก็ตาม การผลิตอะโวคาโดของเกษตรกรยังประสบปัญหาด้านการคัดเลือกพันธุ์ดี ผลผลิตด้อยคุณภาพจากต้นที่ปลูกจากเมล็ด ขาดองค์ความรู้ในการขยายพันธุ์ การจัดการพันธุ์ดี เกิดการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืช ขาดความรู้ความเข้าใจในการจัดการผลิต การปฏิบัติดูแลรักษา การเก็บเ
