แตงกวาญี่ปุ่น
แม้ชื่อจะชวนให้เข้าใจว่าเป็นพืชท้องถิ่นของญี่ปุ่น แต่แท้จริงแล้ว “แตงกวาญี่ปุ่น” มีถิ่นกำเนิดจากแถบเอเชียและแอฟริกา ก่อนที่ญี่ปุ่นจะนำมาพัฒนาสายพันธุ์จนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยเนื้อสัมผัสที่กรอบ อร่อย ฉ่ำน้ำ และไร้รสขม จึงตอบโจทย์เมนูอาหารหลากหลาย โดยเฉพาะสายสุขภาพ ซึ่งความนิยมนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในประเทศต้นทาง แต่ยังขยายอิทธิพลมาถึงประเทศไทยด้วยเช่นกัน ปัจจุบันในไทยมีการส่งเสริมให้ปลูกแตงกวาญี่ปุ่นเป็นพืชเศรษฐกิจ แต่กลับพบปัญหาว่า ผลผลิตยังคงขาดตลาดและไม่เพียงพอต่อความต้องการ คำถามคือ เหตุผลที่ปลูกเท่าไหร่ก็ไม่พอขายนั้น มาจากยอดขายที่พุ่งสูงเพียงอย่างเดียว หรือมีข้อจำกัดเรื่องการดูแลและผลผลิตต่อไร่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ตามไปหาคำตอบพร้อมกันได้เลย คุณแต๊ก-ศุภฤกษ์ บุญประสพ เกษตรกรผู้ปลูกแตงกวาญี่ปุ่น ในพื้นที่อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ตัดสินใจทิ้งอาชีพเซลล์ในเมืองกรุง กลับบ้านเกิดมารับช่วงต่อทำสวนแก้วมังกรกับครอบครัว ซึ่งการปลูกแก้วมังกรอย่างเดียวยังไม่ตอบโจทย์เรื่องรายได้ จนกระทั่งมีเจ้าหน้าที่จากสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูงเข้ามาแนะนำ “การปลูกองุ่น” เพื่อเป็นพืชทางเลือกใหม่
แตงกวาญี่ปุ่น ปลูก 1 เดือน เก็บขายได้ทุกวัน เป็นเวลา 1 เดือน เนื่องจากแตงกวาญี่ปุ่นเป็นพืชล้มลุก ต้นแตงกวาจะตาย ต้องปลูกใหม่ ก่อนจะปลูกรอบใหม่ใช้เวลาจัดการแปลงอีก 1 เดือน อดีตช่างทองฝีมือดีที่แต่ละวันทำงานอยู่กับของสวยๆ งามๆ เน้นใช้ทักษะด้านฝีมือและความคิดสร้างสรรค์ มาวันนี้เลือกที่จะทิ้งชีวิตทำงานในห้องแอร์มาสวมบทบาทเกษตรกรทำงานท่ามกลางอุณหภูมิธรรมชาติ เพราะมีความคิดว่าเป็นอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืนที่สุด แต่ก็ยังรักสบาย เลือกปลูกแตงกวาญี่ปุ่นไร้ดิน ปลูกในโรงเรือน แถมยังใช้ระบบรดน้ำอัตโนมัติ มีรายได้ทุกวัน วันละกว่า 3,000 บาท คุณศิริ คำอ้าย ชายหนุ่มอัธยาศัยดี วัย 50 ปี อดีตเคยเป็นช่างทองนานกว่า 20 ปี แต่แล้วเมื่อสุขภาพเริ่มไม่เอื้ออำนวย เลือกที่จะหาความมั่นคงให้ชีวิต ด้วยการลาออกมาเป็นเกษตรกร เพราะคิดว่าเป็นอาชีพที่ยั่งยืนที่สุดแล้ว “ผมเป็นช่างทองนานกว่า 20 ปี หลังๆ อายุเยอะขึ้น สายตาเริ่มไม่ดี กลัวว่าจะถูกไล่ออกตอนแก่ เลยชิงลาออกก่อน ตอนอายุ 45 ปี เลือกไปเป็นเกษตรกร คิดว่าเป็นอาชีพที่ยั่งยืนที่สุด เพราะอย่างไรก็ตาม พืชผักเป็นอาหารที่มนุษย์ทุกคนต้องกิน ฉะนั้น ผลผลิตยังไงก็ขายได้” นับเป็
