แปลงหม่อน
กรมหม่อนไหมแนะนำเกษตรกรดูแลแปลงหม่อนในสถานการณ์น้ำท่วม ทั้งระหว่างน้ำท่วมขังและหลังน้ำลด เพื่อบรรเทาความเสียหายและการฟื้นฟูแปลงหม่อนให้เจริญเติบโตเหมือนเดิม พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า ในช่วงนี้ประเทศไทยมีสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ รวมทั้งแปลงหม่อนของเกษตรกรหม่อนไหมด้วย ซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้นในแปลงหม่อนที่ถูกน้ำท่วม จะมีผลทำให้ดินขาดการระบายอากาศ ส่งผลให้รากหม่อนขาดออกซิเจน ทำให้รากไม่สามารถดูดน้ำและธาตุอาหารไปเลี้ยงต้นได้ นอกจากนี้ ยังทำให้รากเปลี่ยนกลไกไปใช้ระบบการหายใจ โดยไม่ใช้ออกซิเจน และก่อให้เกิดสารพิษกับต้น ทำให้หม่อนหยุดการเจริญเติบโต หากท่วมนานเกิน 7 วัน ทำให้เกิดอาการหลุดร่วงของใบดอกและผล ต้นหม่อนจะอ่อนแอ ง่ายต่อการเข้าทำลายของโรคและแมลง สำหรับการจัดการแปลงหม่อนขณะที่มีน้ำท่วมขัง ต้องเร่งระบายน้ำออกจากแปลงหม่อน และบริเวณที่มีน้ำท่วมขังโดยเร็ว เช่น ใช้เครื่องสูบน้ำออกจากแปลงหม่อน เป็นต้น พร้อมทั้งทำทางระบายน้ำหรือขุดร่องระบายน้ำระหว่างแถวเพื่อให้การระบายน้ำเร็วขึ้น ส่วนการจัดการแปลงหม่อนหลังน้ำลดนั้นคือ 1. ไม่ควรนำเครื่องจักรกลเข้าไปดำเนินการในแ
นางสาวศิริพร บุญชู อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า สภาพอากาศที่ร้อนมากในช่วงหน้าแล้งจะส่งผลกระทบต่อการปลูกหม่อน ทำให้ใบหม่อนมีเปอร์เซ็นต์น้ำในใบต่ำ คุณภาพของใบหม่อนจะส่งผลต่อผลผลิตรังไหม เกษตรกรที่ปลูกหม่อนหรือเลี้ยงไหมในช่วงหน้าแล้ง จึงมีข้อควรปฏิบัติในการดูแลแปลงหม่อน ดังนี้ 1. ตัดแต่งกิ่งหม่อน โดยควรเลื่อนการตัดแต่งกิ่งหม่อน จากปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน เป็นหลังช่วงเทศกาลสงกรานต์ เนื่องจากเป็นช่วงที่ฝนจะเริ่มตกมากขึ้นในหลายพื้นที่ในช่วงเวลาดังกล่าว วางแผนการเลี้ยงไหมให้สอดคล้องกับการตัดแต่งกิ่ง เนื่องจากหลังตัดแต่งกิ่งแล้ว ประมาณ 2- 3 เดือน ต้นหม่อนถึงจะเจริญเติบโตพอที่จะเก็บใบไปเลี้ยงไหมได้และภายหลังการตัดแต่งควรมีการบำรุงรักษาต้นหม่อน เพื่อให้มีการฟื้นตัวโดยเร็ว 2. รักษาความชื้นในดิน โดยการพรวนดินให้ร่วนซุยและใช้วัสดุคลุมดิน ประเภทอินทรียวัตถุ หรือเศษเหลือของพืชจากการเกษตรต่างๆ เช่น ฟางข้าว ใบไม้แห้ง เปลือกข้าวโพด ซังข้าวโพดโดยคลุมระหว่างแถวต้นหม่อน เพื่อป้องกันการระเหยของน้ำจากผิวดินทำให้ดินมีความชุ่มชื้น ช่วยลดการสูญเสียน้ำและเป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน 3. การบริหารจัดการน้ำ
