แมคคาเดเมีย
ปัจจุบันในไทยมีเพียง 3 จังหวัดที่สามารถปลูกแมคคาเดเมียได้ มีเชียงใหม่ เชียงราย และเลย ซึ่งเกษตรกรมีการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากแมคคาเดเมีย โดยผลแมคคาเดเมียจะถูกกะเทาะเปลือกออกแล้วนำส่วนที่เป็นเนื้อภายในไปขาย ทำให้มีเปลือกแมคคาเดเมียเหลือทิ้งจำนวนมาก ตลาดแมคคาเดเมียเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะกลุ่มผู้รักสุขภาพ ปัจจุบัน แมคคาเดเมียกำลังเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหมที่ได้รับความสนใจจากเกษตรกรทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย ทุกวันนี้เกษตรกรไทยเริ่มหันมาสนใจปลูกแมคคาเดเมียกันอย่างกว้างขวางทั้งในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วีรชัย มัธยัสถ์ถาวร ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายกิจการนิสิต เปิดเผยว่า กะลาแมคคาเดเมียเป็นเศษเหลือทิ้งจากกระบวนการแปรรูปแมคคาเดเมีย ซึ่งมีศักยภาพที่นำมาใช้เป็นพลังงานทดแทนได้ ซึ่งถ่านจากเปลือกแมคคาเดเมียมีความหนาแน่นรวมของถ่านน้อย มีรูพรุนสูง สามารถนำมาทำเป็นถ่านกัมมันต์ได้ จึงได้พัฒนาทดสอบกระบวนการและสภาวะที่เหมาะสมในการผลิตแท่งเชื้อเพลิง และนำเศษวัสดุเหลือทิ้งดังกล่าวมาผ่านกระบวนการปรับปรุงคุณภาพและอัดแท่งให้เป็นแท่งเชื้อเพลิง โดยผ่านกร
วันที่ 23 ธันวาคม 2565 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ลงพื้นที่เยี่ยมชมผลสำเร็จโครงการวิจัยฯ โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ นายธีรวัฒน์ บุญสม ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม นำ นายธานินทร์ ผะเอม ผู้ทรงคุณวุฒิ วช. พร้อมด้วยสื่อมวลชน ลงพื้นที่ติดตามผลสำเร็จโครงการวิจัยฯ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก วช. โครงการ เรื่อง “การเพิ่มศักยภาพการผลิตและยกระดับรายได้ชุมชนด้วยนวัตกรรมเครื่องสีเปลือกแมคคาเดเมีย” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ธานี ศรีวงศ์ชัย ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร แห่ง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หัวหน้าโครงการวิจัย ได้มอบให้ นางสาวริยา ด่อนศรี ทีมนักวิจัย สถานีวิจัยเพชรบูรณ์ ศูนย์วิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร คณะเกษตร แห่ง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลสำเร็จโครงการวิจัยฯ ในครั้งนี้ซึ่งการลงพื้นที่เพื่อการส่งเสริมการปลูกแมคคาเดเมียเพื่อเพิ่มความมั่นคงทางอาชีพให้แก่เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ นายธีรวัฒน์ บุญสม ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัย กล่าวว่า วช.
มะคาเดเมีย มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ออสเตรเลีย แต่มีนักธุรกิจชาวสหรัฐอเมริกา นำไปพัฒนาต่อยอดที่เกาะฮาวาย มะคาเดเมีย ชื่อดั้งเดิมคือ แมคคาเดเมีย ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติ แก่ มร.แมคคาดัม ชาวสก๊อตแลนด์ ด้วยท่านได้ทุ่มเทให้กับมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น แห่งออสเตรเลีย อย่างเต็มความสามารถ สำหรับประเทศไทยนำเข้ามาทดลองปลูกในปี พ.ศ. 2496 จากฮาวาย มีการวิจัยพันธุ์มาอย่างยาวนาน ระยะแรกไม่ประสบความสำเร็จ จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2515 สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เริ่มพัฒนาการวิจัยอย่างจริงจังอีกครั้งหนึ่ง จนในที่สุด กรมวิชาการเกษตรได้รับรองพันธุ์มะคาเดเมียให้เป็นพันธุ์แนะนำ จำนวน 3 พันธุ์ คือ พันธุ์เชียงใหม่ 400 เป็นพันธุ์เบา ทรงต้นขนาดเล็ก เปลือกผลบาง มีเนื้อใน 34-42 เปอร์เซ็นต์ เหมาะสำหรับปลูกบนที่สูง 400 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลางขึ้นไป พันธุ์เชียงใหม่ 700 ทรงต้นตั้งตรง ขอบใบเป็นหนามมาก ผลใหญ่ กะลาบาง มีเนื้อผล 32-39 เปอร์เซ็นต์ ปลูกให้ผลดีบนที่สูง จากระดับน้ำทะเลปานกลาง 800 เมตรขึ้นไป พันธุ์เชียงใหม่ 1000 ทรงต้นเป็นพุ่มกลม ให้เนื้อใน 34-38 เปอร์เซ็นต์ การเจริญเติบโตและให้ผลมีขน
เมืองเลยแหล่งแมคาเดเมียอันดับ 1 ของประเทศ เผยราคาดี ยังไม่แปรรูป 80-100 บาท/กก. สร้างรายได้ให้จังหวัดปีละ 25 ล้านบาท ชี้ผลผลิตไม่เพียงพอต่อตลาดทั้งใน-ต่างประเทศเร่งผนึกสถาบันการศึกษาหนุนการแปรรูป พร้อมร่วมหน่วยงานต่าง ๆ สร้างมาตรฐาน นางเกศษิณ ลำมะยศ เกษตรจังหวัดเลย กล่าวว่า ปี 2560 จ.เลย มีพื้นที่ปลูกแมคาเดเมีย 1,728 ไร่ เป็นพื้นที่ที่เก็บเกี่ยวได้ 759 ไร่ มีเกษตรกร 668 ครัวเรือน โดยพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นจากปี 2558 และ 2559 ที่มีอยู่ 1,220 และ 1,210 ไร่ ตามลำดับ ส่วนใหญ่อยู่ที่อำเภอภูเรือ นาแห้ว และด่านซ้าย ซึ่งพื้นที่ปลูก 1 ไร่ จะให้ผลผลิตได้เพียง 530 กว่ากิโลกรัม แต่เนื่องจากแมคาเดเมียต้องปลูกในพื้นที่สูงเท่านั้น จึงทำให้เกษตรกรประสบปัญหาพื้นที่ส่วนใหญ่ไม่มีเอกสารสิทธิ อย่างไรก็ตามได้โครงการสร้างป่า สร้างรายได้ เข้ามาช่วย จึงทำให้สามารถปลูกได้ โดยมีทั้งที่ทำเป็นนาขั้นบันได และโซนนิ่ง ซึ่งปัจจุบันราคาที่เกษตรกรขายแมคาเดเมียที่มีกะลา (เปลือก) ให้กลุ่มแปรรูป อยู่ที่ 80-100 บาท/กก. สร้างรายได้ให้จังหวัดกว่า 25.57 ล้านบาท นอกจากนี้ใน อ.นาแห้ว และภูเรือ เกษตรกรยังมีการรวมกลุ่มกันแปรรูปเป็นผล
