แรงงานไทย
กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) กับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ขับเคลื่อนบริหารจัดการแรงงานในห่วงโซ่การผลิตกุ้งตามมาตรฐานแรงงานไทย ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานสู่มาตรฐานสากล สร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้าและผู้บริโภค และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในเวทีการค้าโลก นายนิยม สองแก้ว อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน และ นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เรื่อง “การยกระดับมาตรฐานแรงงานไทย เพื่อก้าวไปอย่างยั่งยืน” การบริหารแรงงานของทุกสถานประกอบกิจการในธุรกิจกุ้งครบวงจร เขตประเทศไทย ได้รับรองมาตรฐานแรงงานไทย มรท.๘๐๐๑ หรือ Thai Labour Standard: TLS 8001 โดยมี นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย และ นางสาวพิมลรัตน์ รีพัฒนาวิจิตรกุล ประธานผู้บริหารทรัพยากรบุคคล เครือซีพีและซีพีเอฟ และ นายไพโรจน์ อภิรักษ์นุสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ธุรกิจสัตว์น้ำ ซีพีเอฟ ร่วมด้วย นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขานุการร
มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN) ร่วมมือกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ สานต่อการดำเนินงาน ศูนย์ Labour Voices Hotline by LPN ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพิ่มงานเชิงรุกเพื่อสร้างความโปร่งใสในการจัดจ้างแรงงานต่างชาติ ช่วยคุ้มครองและดูแลคุณภาพชีวิตของแรงงานต่างชาติ และป้องกันปัญหาค้ามนุษย์และแรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทาน นายสมพงค์ สระแก้ว ผู้อำนวยการของมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน เปิดเผยว่า มูลนิธิฯ ร่วมกับซีพีเอฟ ดำเนินโครงการศูนย์รับเรื่องของพนักงาน ศูนย์ Labour Voices Hotline by LPN และ Worker Training ในปีนี้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยเพิ่มการทวนสอบกระบวนการจ้างแรงงานต่างชาติตั้งแต่ประเทศต้นทางจนถึงบริษัท เพื่อให้ทราบข้อมูลที่มาเชิงลึกของแรงงาน และให้มั่นใจว่ากระบวนการสรรหาและจัดจ้างในประเทศต้นทางจนถึงไทยดำเนินการอย่างโปร่งใส ยึดมั่นตามกฎหมายของทั้งสองประเทศ ขณะเดียวกัน จะเพิ่มทักษะของแรงงานเป็นผู้ช่วยเหลือเพื่อนแรงงานที่ได้รับความเดือดร้อน หรือถูกเอาเปรียบ เพื่อเสริมให้การดำเนินงานการรับเรื่องร้องเรียนของศูนย์ฮ็อตไลน์มีประสิทธิภาพมากขึ้น “ก
ไต้หวัน ระทึก – เมื่อ วันที่ 8 ก.ค. สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของไต้หวันแจ้งเตือนพายุไต้ฝุ่นมาเรีย ซึ่งก่อความเสียหายใหญ่ที่หมู่เกาะริวกิว ทางตะวันตกเฉียงใต้ของคิวชู ประเทศญี่ปุ่น (คลิปด้านล่าง) เคลื่อนตัวไต้หวัน ด้วยความเร็วเกิน 180 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง ว่าช่วงเวลาที่จะส่งผลกระทบต่อไต้หวันมากที่สุดคือวันที่ 10-12 ก.ค. เขตพื้นที่ที่ต้องระวังมากที่สุดคือ ภาคเหนือ และยังมีความเป็นไปได้ที่จุดศูนย์กลางของไต้ฝุ่นลูกนี้จะขึ้นบก ส่งผลกระทบทั่วเกาะไต้หวัน สถานการณ์ดังกล่าว ทำให้ กระทรวงการต่างประเทศของไทยแจ้งเตือนให้แรงงานไทย และชุมชนไทยในไต้หวัน ระวังและคอยติดตามข่าวความคืบหน้าพายุไต้ฝุ่น น.ส.บุษฎี สันติพิทักษ์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ทางสำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทย ขอแจ้งเตือนให้แรงงานไทย และชุมชนไทยในไต้หวัน ระวังและคอยติดตามข่าวคืบหน้าพายุไต้ฝุ่น และเชื่อฟังประกาศ รวมทั้งปฏิบัติตามแนวทางความปลอดภัยจากทางการและนายจ้างอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ขอเตือนเพิ่มเติมถึงคนไทยที่จะเดินทางไปไต้หวัน ในช่วง วันที่ 9-13 ก.ค. ให้ติดตามรายงานอากาศอย่างใกล้ชิดด้วย เพราะอาจส่งผลกระทบต่อเ
เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม นายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า กรมการจัดหางาน เปิดรับสมัครคัดเลือกผู้รับการฝึกอบรมเพื่อจัดส่งไปฝึกงานปฏิบัติงานเทคนิคในประเทศญี่ปุ่น โดยผ่านองค์กร IM Japan ตำแหน่งคนงานทั่วไป ระยะเวลาฝึกงาน 3 ปี โดย IM ประเทศญี่ปุ่น จะจ่ายค่าโดยสารเครื่องบินไป-กลับ (กรุงเทพฯ – โตเกียว – กรุงเทพฯ) และได้รับเบี้ยเลี้ยงตลอดการฝึกงาน โดยในเดือนแรกได้รับเบี้ยเลี้ยงเดือนละ 80,000 เยน หรือประมาณกว่า 23,000 บาท และรับผิดชอบค่าที่พัก ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ยกเว้นค่าอาหาร ค่าโทรศัพท์ และค่าใช้จ่ายส่วนตัว เดือนที่ 2 ถึงเดือนที่ 36 จะฝึกปฏิบัติงานเทคนิคภายใต้สัญญาจ้างตามกฎหมายแรงงานญี่ปุ่น ได้รับค่าจ้างไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด ผู้ฝึกปฏิบัติงานเทคนิคจะต้องรับผิดชอบค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าสาธารณูปโภคต่างๆ และค่าประกันสังคม รวมทั้งค่าภาษีตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อสำเร็จการฝึกปฏิบัติงานแล้วจะได้รับใบประกาศนียบัตรรับรองการฝึกงาน พร้อมเงินสนับสนุนในการประกอบอาชีพเมื่อเดินทางกลับประเทศไทยอีกจำนวน 600,000 เยน หรือประมาณกว่า 175,000 บาท (อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที
นายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กกจ.ได้รับเรื่องร้องทุกข์จากคนหางานจำนวนหลายรายว่า ได้รับการชักชวนทางเฟซบุ๊กหรือไลน์จากบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่อ้างว่าเป็นบริษัทจัดหางาน จัดส่งคนหางานไปทำงานในต่างประเทศให้ไปทำงานตำแหน่งพนักงานเกษตรเก็บผลผลิต พนักงานนวด แม่บ้านที่ประเทศแคนาดา นิวซีแลนด์ ไอซ์แลนด์ และสเปน มีรายได้ 60,000-150,000 บาท ต่อเดือน และยังมีสวัสดิการที่พักฟรี อาหารฟรี ทำงานวันละ 8 ชั่วโมง มีค่าล่วงเวลา มีวันหยุดตามกฎหมายกำหนด แต่ต้องเสียเงินค่าบริการและค่าใช้จ่าย 30,00-100,000 บาท ต่อคน ต่อมาปรากฏว่าไม่ได้รับการจัดส่งไปทำงานตามที่ตกลง ซึ่งจากการตรวจสอบประวัติและพฤติการณ์ทางทะเบียนคอมพิวเตอร์ออนไลน์ กกจ.พบว่า บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่แอบอ้างดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตจัดหางาน และไม่ได้จดทะเบียนเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนจัดหางานของผู้รับอนุญาตจัดหางานแต่อย่างใด จากการสอบถามข้อมูลของคนหางานที่ถูกหลอก พบว่ามีการสร้างความน่าเชื่อถือโดยนำภาพถ่ายสถานที่ทำงานหรือคำบอกเล่าจากแรงงานที่ไปทำงานแล้วประสบความสำเร็จ จึงทำให้หลงเชื่อยอมจ่ายเงิน “กกจ.ได้ตรวจสอบเฟซบุ๊กที
