แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
ผลสำเร็จที่เกิดจากพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงนำความเจริญไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของปวงพสกนิกรให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น มีความสุขอย่างยั่งยืนบนวิถีแห่งความพออยู่พอกิน เช่น ราษฎรที่สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ ห้วยแม่เกี๋ยง ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ นับเป็นอีกหนึ่งแหล่งความรู้และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้แก่ราษฎรชาวไทยภูเขา อันก่อเกิดจากน้ำพระราชหฤทัยของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยทรงห่วงใยความทุกข์ยากเดือดร้อนของราษฎรที่มีฐานะยากจน ตั้งบ้านเรือนอยู่ในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างได้เข้มแข็ง โดยไม่ไปบุกรุกแผ้วถางป่าเพื่อทำไร่เลื่อนลอย และเพื่ออนุรักษ์ผืนป่าซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำให้คงความอุดมสมบูรณ์ไว้ ทรงตระหนักว่าหากไม่จัดระเบียบชุมชนให้มีที่ทำกินเป็นหลักแหล่งแล้ว ราษฎรก็จะแผ้วถางป่า ซึ่งจะส่งผลให้สภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์จะต้องถูกทําลายลงอีกเป็นจํานวนมาก รวมถึงยังส่งผลเสียในด้านความมั่นคงตามแนวชายแดนของประเทศอีกด้วย สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพร
ภาพสวยงาม “เกาะจิกรีสอร์ท มัลดีฟส์เมืองไทย” ที่ตั้งอยู่บริเวณเกาะจิกนอก บ้านเลขที่ 90 หมู่ที่ 1 ตำบลบางชัน อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี ที่นักท่องเที่ยวนำไปเผยแพร่ด้วยการชื่นชมความงามของที่พักในท้องทะเล ที่ประมาณว่าสวยงามเหมือนมัลดีฟส์เมืองไทย ทำให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรุดไปตรวจสอบ พบว่ามีปัญหาผิดกฎหมายปลูกสร้างที่พักบุกรุกทะเลและป่าไม้ ทำให้จังหวัดจันทบุรีต้องปิดประกาศ เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2561 มีคำสั่งรื้อถอนภายใน 90 วัน หลายคนอาจจะไม่ทราบว่า จริงๆ แล้ว “หมู่บ้านเกาะจิก” มีความน่าสนใจอย่างคาดไม่ถึง ไม่ว่าประวัติศาสตร์ที่เคยรุ่งเรือง เอกลักษณ์ของหมู่บ้านที่ใช้พลังงานสะอาดโซลาร์เซลล์ทั้งเกาะ และความร่วมมือของชาวบ้านที่ช่วยกันดูแลสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน นอกเหนือจากเสน่ห์ของธรรมชาติชายทะเลสวยงาม บรรยากาศเงียบสงบ อาหารทะเลสดๆ แสนอร่อย “เกาะจิก” หมู่บ้านประมง ที่เคยรุ่งเรือง คุณณรงค์ชัย เหมสุวรรณ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 1 ตำบลบางชัน อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี วัย 59 ปี เล่าว่า เกาะจิกตั้งอยู่ปากแม่น้ำเวฬุ ระหว่างจันทบุรี-ตราด มีพื้นที่ 700 ไร่ มีเพียงหมู่บ้านเดียวคือ หมู่ที่ 1 ตำบลบางชัน
วช. เร่งดัน “คุ้งบางกะเจ้า” ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เกษตรอินทรีย์วิถีแห่งความสุขด้วยเทคโนโลยีจากงานวิจัย ตามนโยบายเศรษฐกิจฐานราก วันที่ 20 มิถุนายน 2565 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลงพื้นที่วิสาหกิจชุมชนบางกะเจ้าเกษตรอินทรีย์เพื่อตรวจเยี่ยมโครงการวิจัย ณ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ นำโดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมด้วย คณะทีมผู้บริหาร วช. ผู้ทรงคุณวุฒิ วช. และสื่อมวลชน โดยโครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก วช. โครงการวิจัย เรื่อง “โครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตห่วงโซ่คุณค่าเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้าด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยีเชิงบูรณาการเพื่อยกระดับมาตรฐานและรายได้ของชุมชน” โดยมี ผศ.ดร.อนงค์นุช สาสนรักกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย ซึ่งมี นายธรรมนูญ แจ่มใส นายอำเภอพระประแดง กล่าวรายงานผลผลิตของโครงการ พร้อมทั้งแนะนำคณะกรรมการวิสาหกิจชุมชน และหน่วยงานภาคีในพื้นที่ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ในฐานะหน่วยงาน
“หอยหวาน” เป็นหอยในหลายๆ ชนิด ที่มีอยู่ตามธรรมชาติที่ชายหาด หมู่ที่ 5 บ้านคันนา ตำบลห้วงน้ำขาว อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด หอยหวานจะตัวเล็ก เนื้อสีขาว เดิมชาวบ้านนำมาประกอบอาหารประเภทผัด รับประทานหรือใช้เป็นอาหารเลี้ยงกุ้ง เมื่อนำมาประกอบอาหารจะมีรสหวานในตัว เมื่อ 5ปีที่ผ่านมา “กลุ่มแม่บ้านเกษตรบ้านคันนา” ได้คิดสูตรนำหอยหวานมาปรุงอาหารรูปแบบใหม่ “หอยหวานสมุนไพร” รสชาติอร่อยดีจริงๆ หวาน กรอบ หอมกลิ่นสมุนไพร ทุกวันนี้เป็นสินค้าโอท็อป 3 ดาว ขายดีมากๆ คุณวิไลวรรณ เอิบสภาพ หรือ “พี่แมว” ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรบ้านคันนา ตำบลห้วงน้ำขาว อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด เล่าว่า สภาพหมู่บ้านเป็นแหล่งอาศัยของหอยชนิดต่างๆ ใช้เป็นอาหารได้ตลอดปี เช่น หอยขาว หอยปากเป็ด หอยลาย หอยหวาน เป็นต้น หอยหวาน ชาวบ้านขุดขายเป็นอาชีพมานาน ส่วนใหญ่มีคนรับซื้อไปเลี้ยงกุ้ง เมื่อมีการตั้ง “กลุ่มแม่บ้านเกษตรบ้านคันนา” ประกอบกับหมู่บ้านได้พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เป็นแหล่งศึกษาดูงาน และที่พักโฮมสเตย์ เห็นว่าชาวบ้านขุดหอยหวานได้จำนวนมากแต่นำไปเป็นอาหารเลี้ยงกุ้ง เกรงว่าหอยธรรมชาติจะเกิดไม่ทัน ในปี 2551 จึงคิดนำหอยหวา
