โกปี้
ขนมพื้นบ้านปักษ์ใต้ ที่มีรูปทรงสามเหลี่ยม สีเหลืองใส คล้ายข้าวต้มสามเหลี่ยม จะกินเปล่าๆ ก็อร่อยนุ่มลิ้น หรือจะเพิ่มความหวานจิ้มน้ำตาลอ้อยก็อร่อยไปอีกแบบ หรือจะให้ถึงใจต้องนำใส่ในน้ำเชื่อมเติมน้ำแข็งลงไปรับรองจะติดใจ หลายๆ คนคงนึกออกแล้วว่าขนมที่กล่าวมานี้ คือ ขนมจั้ง (แถวๆ จังหวัดสุราษฎร์ธานีเขามักจะเรียกกันแบบนี้) ซึ่งแต่ละพื้นที่อาจจะเรียกแตกต่างกันไป เช่น ขนมจ้าง ขนมซั้ง ขนมจั้ง กีจ่าง เป็นต้น และในปัจจุบันวัฒนธรรมการกินขนมจั้ง เริ่มเลือนหายไปอย่างน่าเสียดาย ขนมจ่าง กีจ่าง หรือ จั้ง เป็นขนมประเพณีของจีน ทำขายกันในเทศกาลบ๊ะจ่าง ปลายเดือน 6 และค่อนข้างจะขายดี เพราะเป็นขนมประเพณีไหว้บรรพบุรุษคนจีน ที่คนจีนเคารพนับถือมาก การทำขนมจ่างเป็นทั้งศิลป์และศาสตร์ที่คนเก่าแก่เท่านั้นที่ทำได้ และปิดบังเป็นความลับมานมนานแล้ว ดั้งเดิมเป็นขนมพื้นเมืองของประเทศจีน ต่อมาได้แพร่หลายไปในหลายประเทศ เนื่องจากคนจีนสมัยก่อนได้อพยพย้ายเข้าไปตั้งถิ่นฐานที่อื่น บ้างก็ไปทำการค้า บ้างก็ไปทำงาน ดั่งคำกล่าว เสื่อผืนหมอนใบ ที่เราๆ เคยได้ยิน กระทั่งสืบทอดลงมายังภาคใต้บ้านเรา เสน่ห์และลักษณะที่ดีของขนมจั้ง คือ ต้องใส
กาแฟ เป็นเครื่องดื่มที่หลายคนกำลังให้ความสนใจบริโภค โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย ที่ปัจจุบันได้กลายเป็นเครื่องดื่มที่ประชาชนนิยมรับประทานเป็นลำดับต้นๆ เพราะด้วยรสชาติและกลิ่นของกาแฟที่เตะจมูก ทำให้กาแฟกลายเป็นเครื่องดื่มที่มีผู้บริโภคอย่างยาวนาน สำหรับแหล่งผลิตกาแฟในพื้นที่ภาคใต้ ที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในช่วงนี้คือ กาแฟที่ผลิตในชุมชน จากกลุ่มแม่บ้าน โดยเฉพาะกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านสะพานโยง ตำบลควนโดน อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล กลุ่มแม่บ้านเกษตกรบ้านสะพานโยง ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 506 หมู่ที่ 1 จัดตั้งขึ้นจากลุ่มสตรีในชุมชน ที่ได้รวมตัวสร้างกิจกรรมเสริมด้วยการทำขนมพื้นเมืองทั่วไปจำหน่าย ภายใต้ความช่วยเหลือของหน่วยงานภาครัฐที่มาให้การสนับสนุน แต่ด้วยข้อจำกัดของการทำขนมหลายอย่างที่กลุ่มไม่สามารถดำเนินการต่อได้ กลุ่มจึงหยุดทำไประยะหนึ่ง และเริ่มรวมกลุ่มใหม่อีกครั้งในปี พ.ศ. 2545 ซึ่งครั้งนี้ทางกลุ่มได้หันมาจับข้าวพื้นเมืองที่ปลูกกันอยู่ในพื้นที่แปรรูปเป็นข้าวซ้อมมือออกจำหน่ายสร้างรายได้ให้กับชุมชนและกลุ่ม กลุ่มมีสมาชิกเริ่มแรกเพียงแค่ 35 คน รวมกันทำกิจกรรมต่างๆ มากมาย จนปัจจุบันมีสมา
นายพลเชษฐ์ ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึง การลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การผลิตและการตลาดกาแฟโบราณในพื้นที่จังหวัดสตูล ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสำคัญและมีชื่อเสียงของภาคใต้ตอนล่าง จากข้อมูลของสำนักงานเกษตรจังหวัดสตูล คาดว่ามีพื้นที่ปลูก จำนวน 268 ไร่ พบมากที่สุดในอำเภอควนโดน รองลงมา อำเภอเมือง ควนกาหลง และมะนัง ตามลำดับ ให้ผลผลิตกาแฟรวมทั้งหมดประมาณ 4,000 กิโลกรัม/ปี ซึ่ง สศก. ได้ติดตามการดำเนินงานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านโตนปาหนัน และวิสาหกิจชุมชนกลุ่มกาแฟโบราณชุมชนควนโดนใน ตัวอย่างของวิสาหกิจชุมชนที่ยังสืบทอดการผลิตกาแฟโบราณ หรือ “โกปี๊” ที่เป็นสินค้าประจำท้องถิ่นจนประสบความสำเร็จ สามารถสร้างรายได้เสริม ให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเฉลี่ยกลุ่มละประมาณ 175,000 บาท/ปี และที่สำคัญยังพัฒนาวิสาหกิจชุมชนเป็นแหล่งเรียนรู้ท่องเที่ยวเชิงชุมชน เพื่อให้นักท่องเที่ยวและผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมกระบวนการผลิตกาแฟโบราณ นับว่าเป็นการขยายฐานผู้บริโภค ต่อยอด และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์อีกทางหนึ่งด้วย จากการลงพื้นที่ครั้งนี้ พบว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านโตนปาหนัน ตำบลทุ
การดื่มกาแฟยามเช้าและระหว่างวัน เป็นกิจวัตรประจำวันที่เพิ่มความสดชื่น กระปรี้กระเปร่าให้ร่างกาย โดยเฉพาะกลิ่นกาแฟหอมกรุ่นในตอนเช้า เรียกความสดชื่นให้ตื่นเต็มตาก่อนเริ่มต้นวันทำงาน ปัจจุบันผลิตภัณฑ์กาแฟมีหลากหลายให้เลือกบริโภค ทั้งแบบกึ่งสำเร็จรูปที่ต้องปรุงรสชาติเพิ่มเติมทั้งนมและน้ำตาล หรือปรุงรสชาติมาให้เสร็จสรรพในรูปแบบอินสแตนท์ รวมถึง “กาแฟสด” ที่บดเองชงเอง ขณะเดียวกันคอกาแฟโบราณยังชื่นชอบกาแฟกึ่งสำเร็จรูปของท้องถิ่น “โกปี้” โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ โกปี้เป็นสินค้าที่ยังคงได้รับความนิยม ที่ จังหวัดสตูล เคยมีพื้นที่ปลูกกาแฟ ประมาณปี 2540 อำเภอควนโดนมีการปลูกไร่กาแฟสายพันธุ์อาราบิก้าค่อนข้างมากทีเดียว รวมทั้งกลุ่มแม่บ้านรวมตัวกันผลิตกาแฟโบราณเพื่อสร้างรายได้ และต่อยอดอาชีพ ต่อมาเกษตรกรเปลี่ยนมาปลูกยางพารา ลองกอง ซึ่งมีรายได้ดีกว่า ขณะที่กลุ่มแม่บ้านยังคงผลิตกาแฟโบราณอย่างต่อเนื่อง กระทั่งเกิดปัญหาราคายางพาราตกต่ำต่อเนื่องถึงขีดสุด ทำให้เกษตรกรหันมาปลูกกาแฟอีกครั้ง ส่งผลให้การผลิตกาแฟพื้นบ้านกลับมาคึกคักอีกครั้ง ฉ๊ะ แกสมาน วัย 56 ปี ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านสะพานเคียน เ
