โครงการพระราชดำริ
สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) โดยนางอรอนันต์ วุฒิเสน ผู้อำนวยการกองประชาสัมพันธ์ สำนักงาน กปร. นำคณะสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ลงพื้นที่เยี่ยมชมฟาร์มทะเลตัวอย่างฯ มีนายประพัฒน์ กอสวัสดิ์พัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเพชรบุรี ให้การต้อนรับ นำชมการดำเนินงานของฟาร์มทะเลตัวอย่างฯ ในด้านต่างๆ อาทิ การเพาะเลี้ยงอาร์ทีเมีย ขั้นตอนการเก็บเกี่ยวอาร์ทีเมีย และการบรรจุอาร์ทีเมียแช่แข็งพร้อมจำหน่าย จุดแสดงเกลือและผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิตเกลือและน้ำทะเลผง ผลิตภัณฑ์จากเกลือทะเล การสาธิตการเพาะเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่น การตัดแต่งสาหร่าย และกระบวนการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวสาหร่ายพวงองุ่น รวมถึงการเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่นร่วมกับปูม้า เยี่ยมชมโรงเพาะฟักสัตว์น้ำเค็ม อาทิ ปลาช่อนทะเล ปลาขี้ตังเบ็ด ปลาทู ปลาการ์ตูน ปลาจะละเม็ดทอง และหอยเป๋าฮื้อ การเพาะเลี้ยงปลานวลจันทร์และปลานิลแดงในบ่อดิน ตลอดถึงกิจกรรมการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ฟาร์มทะเลตัวอย่างในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ต.บางแก้ว อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี มีพื้นที่ จำ
“ประมาณเดือนกันยายนถึงตุลาคมน้ำก็จะท่วมทุกปี แต่หลังจากมีการก่อสร้างแก้มลิงแล้วมีที่เก็บน้ำประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคมจะปล่อยน้ำลงแม่น้ำการระบายทำได้เร็วขึ้น” นางรัชดาวัลย์ นัยเนตร เกษตรกรผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการแก้มลิงท่าฉนวนพร้อมระบบระบายน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท กล่าว และบอกว่าอดีตในช่วงฤดูฝนพืชผลเกษตรจะได้รับความเสียหายปลูกข้าวปลูกข้าวโพดถูกน้ำท่วม เพาะปลูกได้ปีละ 1 ครั้ง ต้องรีบเก็บเกี่ยวหลังจากมีโครงการแก้มลิงฯ สามารถทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง ทั้งนาปีและนาปรัง โดยนาปีตามทำฤดูกาลได้น้ำช่วงระบายเข้าแก้มลิง ส่วนนาปรังจะได้น้ำช่วงการระบายน้ำออกจากแก้มลิงลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา “ก็อยากจะขอบคุณพระองค์ท่านที่ให้ความช่วยเหลือ ชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนในอดีตวันนี้ความเป็นอยู่ดีขึ้น มีเงินมีทองมากกว่าแต่ก่อน”นางรัชดาวัลย์ นัยเนตร กล่าว ทางด้านนางสาววิไลวรรณ ดีอ่วม ผู้ใหญ่บ้าน เปิดเผยว่าก่อนที่จะมีโครงการแก้มลิงฯ พื้นที่แห่งนี้จะเกิดน้ำท่วมซ้ำซากหนักสุดเมื่อปี 2554 น้ำท่วมนานกว่า 7 เดือนทำการเกษตรไม่ได้ ชาวบ้านหมู่ที่ 9 และเจ้าอาวาสวัดโพนิมิตรร่วมกันฎีกาถวายขอพระราชท
องคมนตรี และประธานกรรมการมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานหมู่บ้านสหกรณ์ ในโครงการตามพระราชประสงค์หุบกะพง จังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2565 พลอากาศเอก ชลิตพุกผาสุข องคมนตรี และประธานกรรมการมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ให้เกียรติเป็นประธานตรวจเยี่ยมการดำเนินงานโครงการตามพระราชประสงค์หุบกะพง มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ในพื้นที่ จ.เพชรบุรีโดยมี นายอภัยชนม์ วัชรสินธุ์ กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท นายจอมกิตติ ศิริกุล กรรมการมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท นายสมคิด วรรณลุกขี รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกลุ่มธุรกิจในเครือเจริญโภคภัณฑ์ และผู้บริหารส่วนราชการในพื้นที่ให้การต้อนรับ นอกจากนั้น ท่านองคมนตรีฯ ได้เป็นประธานการส่งมอบโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่ ในโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน โรงเรียนบ้านหุบกะพง พร้อมทั้งรับฟังการบรรยายการบริหารจัดการและการดูแลโครงการฯ โดยครูและนักเรียน เข้าเยี่ยมชมกระบวนการผลิตป่านศรนารายณ์ ตั้งเเต่ต้นน้ำ กลางน้
เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2565 ณ กรมชลประทาน ถนนสามเสน กทม. นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เข้าร่วมประชุมการดำเนินงานโครงการพัฒนาตามพระราชดำริ 7 โครงการ โดยมี ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุม ผ่านระบบออนไลน์ ZOOM Meeting เพื่อติดตามการดำเนินงานและความก้าวหน้าของโครงการ นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทาน ได้ร่วมกับจังหวัดสระแก้ว-ปราจีนบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่ราบเชิงเขา จังหวัดสระแก้ว-ปราจีนบุรี ตามพระราชดำริ ที่ครอบคลุมพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง อำเภอวัฒนานคร อำเภอตาพระยา อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว และอำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี พื้นที่รวมประมาณ 407,543 ไร่ เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ โดยมีโครงการที่ดำเนินการไปแล้ว ได้แก่ อ่างเก็บน้ำ 16 แห่ง ฝายทดน้ำ 10 แห่ง ท่อระบายน้ำ 4 แห่ง ความจุรวมประมาณ 494 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) มีพื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้น 193,000 ไร่ สำหรับในปี 2565 มีแผนดำเนินงานโครงการต่างๆ ดังนี้ โครงการปรับปรุงบำรุงรักษา 27 โครงการ โครงการเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุน 1 โครงการ เพิ่ม
แม้โรงเรียนจะตั้งอยู่บนพื้นที่ที่เรียกได้เต็มปากว่าเป็นเขตเมือง เพราะสถานที่ตั้งอยู่เขตอำเภอเมือง และไม่ไกลจากตัวเมืองมากนัก แต่หากประมวลระยะทางและความสะดวกของการเดินทางไปยังโรงเรียนแห่งนี้ ผู้ที่ประสบด้วยตนเองเท่านั้นที่ทราบ คำว่า เมือง ไม่ได้ทำให้โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านหนองตะไก้ ตำบลโป่งเปือย อำเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ มีความเจริญเทียบเท่าโรงเรียนแห่งอื่นได้เลย เพราะที่นี่มีตำรวจตระเวนชายแดน ทำหน้าที่เป็น “ครู” อยู่ไม่กี่คน แต่มีหน้าที่ดูแลนักเรียนนับจากชั้นเตรียมประถม ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เกือบ 100 คน จากบ้านหนองตะไก้ บ้านสมัยสำราญ และบ้านหนองบัวบาน นักเรียนมีน้อย จำนวนครูไม่มาก แต่โรงเรียนแห่งนี้จัดระบบการเรียนภาคเกษตรให้กับนักเรียนได้ดีเยี่ยม โรงเรียนให้ความสำคัญกับการส่งเสริมภาคการเกษตรกับเด็กมาก เพราะเป็นพื้นฐานการดำรงชีวิตให้กับเด็กได้เป็นอย่างดี เด็กสามารถนำกลับไปใช้ที่บ้าน ช่วยลดภาระครอบครัว ทั้งอนาคตสามารถนำไปประกอบเป็นอาชีพได้อีกด้วย โรงเรียนมีพื้นที่ทั้งหมด 30 ไร่ การเกษตรทั้งหมดเป็นโครงการพระราชดำริ ในสมเด็จพระเทพฯ จึงแบ่งพื้นที่สำหรับทำการเกษตรเกือบ 1 ใน 3 ของพื้
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้มีโอกาสด้านการศึกษาและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อีกทั้งยังทรงริเริ่ม “แผนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร” ที่ครอบคลุมทั้งด้านการเกษตร, สุขภาพอนามัยการศึกษา, สหกรณ์, การงานอาชีพ, การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนวัฒนธรรมท้องถิ่นในโรงเรียนมากกว่า 800 แห่ง ทั่วประเทศ โดยเฉพาะเรื่องการลดปัญหาทุพโภชนาการของเด็กและเยาวชนที่เกิดในครอบครัวที่ไม่สามารถผลิตอาหารได้อย่างเพียงพอต่อความต้องการ อันส่งผลต่อสุขภาพอนามัย จนทำให้เด็กไม่สามารถมีพัฒนาการด้านอื่นๆ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำริให้ทดลองทำโครงการอาหารกลางวันผักสวนครัว เมื่อ ปี 2523 ภายใต้ชื่อ “โครงการอาหารเพื่อเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร” ด้วยการทำเป็นโครงการทดลองในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) 3 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านหนองแจง อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านทุ่งศาลา อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี และโ
ประวัติโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านเลตองคุ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านเลตองคุ ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 10 ตำบลแม่จัน อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2529 หมวดตำรวจตระเวนชายแดนที่มาตั้งฐานปฏิบัติการที่หมู่บ้านเลตองคุ พบว่าประชากรไทยพูดภาษาไทยได้เพียงคนเดียว คือ นายหม่อเอหมี่ ต่อมาในเดือนสิงหาคม 2529 หมวดตระเวนชายแดนที่ 610 ขึ้นปฏิบัติการในพื้นที่ จึงได้เปิดการเรียนการสอน มีเด็กนักเรียนมาเรียน 7 คน เป็นเด็กชาย 4 คน เด็กหญิง 3 คน เปิดสอนได้ประมาณ 1 เดือน ต้องยกเลิกเพราะว่าชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยที่จะให้เด็กเข้าเรียน เพราะกลัวว่าวัฒนธรรมประเพณีลัทธิฤาษีที่พวกตนเองเคารพนับถือจะถูกทำลาย เมื่อปี 2532 ผู้กำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 34 พ.ต.อ. เทโพ ตรีชนะ และผู้บังคับกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 347 ร.ต.อ. ไพศาล สุระวาศรี ได้เดินทางมาเยี่ยมหน่วยและราษฎรในพื้นที่ พบว่าราษฎรในพื้นที่บ้านเลตองคุ ไม่สามารถพูดอ่านเขียนภาษาไทยได้ มีเพียงผู้ใหญ่บ้านคนเดียวเท่านั้นที่พูดภาษาไทยได้บ้าง ในชั้นแรก กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 34 จึงร่วมกับศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดตาก ได้จัดเจ้าหน้าที่
เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (5 ธันวาคม 2563) กรมชลประทาน ขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่เป็นล้นพ้นหาที่สุดมิได้ ที่ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการตลอดการครองราชย์กว่า 70 ปี เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ปวงชนชาวไทย ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น กรมชลประทาน ขอนำเสนอความทรงจำ กษัตริย์ นักพัฒนา “น้ำ” ที่สถิตในดวงใจของชาวชลประทานทุกคน ซึ่งเป็นประจักษ์ชัดว่าพระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกายและพระสติปัญญา พัฒนาแหล่งน้ำทั่วแผ่นดินเพื่อนำความผาสุก และความมีเสถียรภาพมั่นคงทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจสู่ประเทศไทยอย่างแท้จริง พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงให้ความสนพระราชหฤทัยเกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งน้ำมากกว่าโครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริประเภทอื่น ทรงให้ความสำคัญในลักษณะ “น้ำคือชีวิต” ดังพระราชดำรัส ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2529 ความตอนหนึ่งว่า “ …หลักสำคัญว่าต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่
ชาน้ำมัน หรือ คาเมลเลีย เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูง 1.4-4 เมตร เจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 400-1,300 เมตร มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศจีนตอนใต้ ตามบริเวณป่าดิบ ไหล่เขา และริมลำธาร ชาน้ำมันชอบดินร่วน ระบายน้ำได้ดี ขึ้นได้ทั้งในที่ร่มรำไรและกลางแจ้ง ดอกมีทั้งสีขาวและชมพูสวยงาม ออกดอกระหว่างเดือนตุลาคมไปจนถึงเดือนเมษายน ผลสุกแก่ในเดือนกันยายน ดอกชาน้ำมันเป็นชนิดสมบูรณ์เพศ หรือมีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน จีนรู้จักใช้ประโยชน์จากชาน้ำมันมานานกว่า 1,000 ปี ปัจจุบันแหล่งผลิตสำคัญอยู่ที่มณฑลเหอหนาน และเจียงซี ผลิตน้ำมันได้ประมาณ 500,000 ตัน ต่อปี เมล็ดชาเป็นส่วนให้น้ำมัน คุณลักษณะเด่นของน้ำมันที่สกัดจากเมล็ดชาน้ำมันจะอุดมไปด้วยวิตามิน เอ บี ดี และอี มีสารโอเมก้า 3, 6 และ 9 ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว และมีประโยชน์ต่อร่างกายสูงถึง 80 เปอร์เซ็นต์ มีสารซาโปนินช่วยทำให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายดีขึ้น มีจุดเดือดสูงถึง 252 องศาเซลเซียส จึงเหมาะสำหรับใช้ประกอบอาหารที่ใช้ความร้อนสูง ประการสำคัญมีสารโพลีฟีนอลที่สามารถช่วยลดการอุดตันไขมันในเส้นเลือดได้ดี ทั้งน
สวัสดีท่านผู้อ่านที่รักและคิดถึงทุกท่านครับ เปิดหัวมาดัวยประโยคหวานๆ แบบนี้คงแปลกใจไม่น้อย ไม่มีอะไรมากครับ เพียงแค่ได้ไปออกกำลัง สูดอากาศที่สดชื่น และได้ทำกิจกรรมเพื่อประโยชน์กับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ (น่าจะ) ดีขึ้น เพราะรอบนี้ผมและทีมงานเพื่อนๆ จิตอาสา ไปร่วมกิจกรรมสร้างฝาย (ชะลอน้ำ) ขยายโป่งเทียม ที่ภูพอก ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อพูดถึง ฝายชะลอน้ำ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการพระราชดำริ ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ที่เกี่ยวเนื่องกับการปลูกป่าดังพระราชดำรัส “การปลูกป่าทดแทนป่าไม้ที่ถูกทำลายนั้น จะต้องสร้างฝายเล็กเพื่อหนุนน้ำส่งไปตามเหมือง ไปใช้ในพื้นที่เพาะปลูกทั้งสองด้าน ซึ่งจะให้น้ำค่อยๆ แผ่ขยายออกไปทำความชุ่มชื้นในบริเวณนั้นด้วย” ในส่วนของฝายพระองค์ได้พระราชทานพระราชดำรัสไว้ว่า “ให้พิจารณาดำเนินการสร้างฝายราคาประหยัด โดยใช้วัสดุราคาถูก และหาง่ายในท้องถิ่น เช่น แบบหินทิ้งคลุมด้วยตาข่าย ปิดกั้นร่องน้ำกับลำธารเล็กๆ เป็นระยะๆ เพื่อให้เก็บกักน้ำและตะกอนดินไว้บางส่วน โดยน้ำที่กักเก็บไว้จะซึมเข้าไปในดิน
