โครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน
การประกาศใช้หลักเกณฑ์ใหม่ของโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ปี 2569 กำลังกลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตาในวงกว้าง หลังมีการปรับเงื่อนไขครั้งสำคัญ โดยเฉพาะการ “ไม่ระบุสัดส่วนโควตา 70:30” ไว้โดยตรงเหมือนในแนวปฏิบัติเดิม หลักเกณฑ์ใหม่เน้นการยกระดับมาตรฐานทั้งระบบ ตั้งแต่แหล่งที่มาของน้ำนมดิบ กระบวนการผลิต การขนส่ง ไปจนถึงการส่งมอบถึงโรงเรียน โดยกำหนดให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มความเข้ม คัดผู้ประกอบการ สาระสำคัญของมาตรการใหม่นี้ คือการกำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวดขึ้นในหลายด้าน ทั้งคุณภาพนมและความพร้อมของผู้ประกอบการ โดยหากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข เช่น ส่งนมไม่ครบตามสัญญา นมไม่ได้มาตรฐาน ปนเปื้อนเชื้อ ไม่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้ จะมีบทลงโทษตั้งแต่ตักเตือน ปรับเงิน ไปจนถึง “ตัดสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ” และอาจถูกระงับสิทธิ์ในระยะยาว มาตรการดังกล่าวสะท้อนแนวทางการ “คัดกรองผู้เล่นในระบบ” ให้เหลือเฉพาะผู้ที่สามารถรักษามาตรฐานได้ ไม่ระบุ 70:30 แต่เงื่อนไขชี้ไปสู่ผลเดิม แม้จะไม่มีการกำหนดสัดส่วนโควตา 70:30 ไว้อย่างชัดเจนในหลักเกณฑ์ใหม่ แต่เงื่อนไขสำคัญ เช่น การต้องมีแหล่งน้ำนมดิบในระบบ การ
รมช.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังประชุมหารือการแก้ไขปัญหาโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน และรับมอบหนังสือพิจารณาหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเข้าร่วมโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน จากตัวแทนชุมนุมสหกรณ์ นมไทย-เดนมาร์ค จำกัด พร้อมด้วย นายประกอบ เผ่าพงศ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ณ ห้อง 112 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่าภายหลังได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว จะนำข้อร้องเรียนของตัวแทนชุมนุมสหกรณ์นมไทย-เดนมาร์ค จำกัด เข้าหารือกับ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา ซึ่งเมื่อได้ข้อสรุปแล้วจะเสนอต่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมของไทยซึ่งเป็นอาชีพพระราชทานให้สามารถมีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการนมโรงเรียนได้ ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้รับงบประมาณจากรัฐบาลที่จัดสรรให้ดำเนินการปีละกว่า 14,000 ล้านบาท สำหรับผลิตนมโรงเรียนที่มีคุณภาพให้แก่เด็กนักเรียนของไทยได้ดื่มนม และยังช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมให้ความสามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ จากข้อร้องเรียนของชุมน
