โซลาร์รูฟท็อป
เมื่อเร็วๆ นี้ นักเรียนและบุคลากรทางการศึกษา ของวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ร่วมกันเปิดตัว “โซลาร์เจเนอเรชั่น วิทยาลัยแสงอาทิตย์ (SOLAR GENERATION)” จากการระดมทุนผ่านกองทุนแสงอาทิตย์ เพื่อติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปให้วิทยาลัยสายอาชีพ 7 แห่ง แห่งละ 10 กิโลวัตต์ทั่วประเทศ โดยใช้เงินในการติดตั้งแห่งละ 400,000 บาท สร้างการเรียนรู้และการจ้างงานจากพลังงานแสงอาทิตย์ เพิ่มศักยภาพด้านการใช้พลังงาน และมุ่งสู่การเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนที่ยั่งยืน นางสาวบุญยืน ศิริธรรม กรรมการกองทุนแสงอาทิตย์ กล่าวว่า แสงอาทิตย์คือความเป็นธรรมด้านพลังงานที่ให้ความเสมอภาคกับทุกภาคส่วน การเข้าถึงแสงอาทิตย์คือสิทธิของมนุษย์ทุกคน กองทุนแสงอาทิตย์เกิดขึ้นโดยกลุ่มคนที่มีแนวคิดเดียวกัน แต่แนวคิดนี้ไม่ค่อยได้รับความสนใจจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มุ่งมั่นผลักดันให้ประชาชนเป็นได้แค่ผู้จ่ายเงินซื้อพลังงานภายใต้การผูกขาดของอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิล โดยมิได้คำนึงถึงผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ วิถีชีวิตของผู้คน อย่างที่เราจะเห็นได้จากการคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าฟอสซิลในหลายพื้นที่ กองทุนแสงอาทิตย์เริ่มต้นจากกา
ยุคนี้ ต้นทุนค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นแทบทุกอย่าง สวนทางกับตัวเลขรายได้ที่ปรับตัวลดลง เพื่อความอยู่รอด อะไรที่ประหยัดได้ก็ต้องช่วยกันประหยัด โดยเฉพาะค่าไฟฟ้า การปิดไฟที่ไม่ใช้งาน อาจช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ไม่มากเมื่อเทียบกับการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า นี่คือเหตุผลสำคัญที่หลายคนเลือกติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา หรือ “โซลาร์รูฟท็อป” (Solar rooftop) บนหลังคาอาคารบ้านเรือนกันมากขึ้น เพราะช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าลงได้เดือนละ 2-3 พันบาททีเดียว จังหวัดลพบุรีเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพและความเข้มข้นของพลังงานแสงอาทิตย์สูงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย จากข้อมูลการรับซื้อไฟฟ้าของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) พบว่า จังหวัดลพบุรีมีการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งหมด 24 โครงการ กำลังการผลิตรวมกว่า 205 เมกะวัตต์ หลังคาบ้านเรือน อาคารสถาบันการศึกษา หน่วยงาน และสถานประกอบการต่างๆ มีศักยภาพในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล สอดคล้องกับเทรนด์การดำเนินธุรกิจเพื่อความยั่งยืน (Sustainability) ที่ไม่ใช่เพียงแค่การพัฒนาองค์กร แต่ต้องมีส่วนช่วยใน
บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานหมุนเวียนทั้งโซล่าร์รูฟท็อป ไบโอก๊าซและพลังงานจากชีวมวล ในกระบวนการผลิตเพิ่มประสิทธิภาพใช้พลังงาน ตามเป้าหมายบริษัทฯ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 25% ในปี 2568 นายวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟ ดำเนินธุรกิจตามแนวคิด “เศรษฐกิจหมุนเวียน” เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตลอดห่วงโซ่การผลิต เช่น นำชิ้นเนื้อขนาดเล็กจากกระบวนการผลิตไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่า การใช้ระบบหมุนเวียนน้ำในการทำฟาร์มกุ้งโดยไม่ปล่อยน้ำออกสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ และการใช้พลังงานหมุนเวียน 3 ประเภท คือ พลังงานจากชีวมวล พลังงานจากก๊าซชีวภาพ (Biogas) และพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) ซึ่งเป็นพลังงานทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยลดการใช้พลังงานจากไฟฟ้าและน้ำมัน ซีพีเอฟ กำหนดเป้าหมายการลดปริมาณการใช้พลังงานต่อหน่วยการผลิตลง 15% ในปี 2568 เทียบกับปีฐาน 2558 ซึ่งปัจจุบันโครงการพลังงานต่างๆ ของบริษัทฯยังคงเดินหน้าอย่างต่อเ
นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะทำงานจัดทำค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้า เปิดเผยภายหลังสัมมนาหัวข้อ “Load Forecast : ทิศทางการใช้ไฟฟ้าอนาคต” ที่สโมสรทหารบกว่า การรับฟังความเห็นครั้งนี้เพื่อนำไปสู่การพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ (โหลด ฟอร์แคสต์) ที่แม่นยำขึ้น โดยทีมพยากรณ์คาดว่าปลายแผนกำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (พีดีพีใหม่) ปี 2579 ไทยจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีค) ระดับ 45,808 เมกะวัตต์ ลดลง 3,847 เมกะวัตต์ หรือ 7.7% จากพีคปัจจุบันอยู่ที่ 49,808 เมกะวัตต์ นายทวารัฐ กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าของคนไทยลดลงส่วนหนึ่งมาจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยช่วง 20 ปีข้างหน้าที่ลดลงจาก 3.9% ต่อปี เป็น 3.78% ต่อปี ยกเว้นช่วง 1-2 ปีนี้ที่เศรษฐกิจจะเติบโต 4% ต่อปี ทั้งนี้ ตัวเลขคาดการณ์ยังมาจากแผนอนุรักษ์พลังงาน รวมทั้งปัจจัยการผลิตไฟฟ้าใช้เองของประชาชน และเอกชน (แคปทีฟ ดีมานด์) อาทิ ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป) ซึ่งปัจจุบันมีต้นทุนที่ลดลงอย่างมาก“ตัวเลขที่น่าสนใจ คือ ปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่
