ไบโอดีเซล
“ทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา ครั้งที่ 19” โดย บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) และองค์กรภาคี ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด สำนักโครงการและจัดการความรู้ (OKMD) กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมนักเรียนเก่า AFS ประเทศไทย และมูลนิธิธรรมดี นำครูอาจารย์ และหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่สนใจลงพื้นที่ทำกิจกรรม ในวันที 23-24 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ณ โครงการโรงงานสกัดน้ำมันพืชและผลิตไบโอดีเซลครบวงจร จังหวัดเพชรบุรี หนึ่งในโครงการที่ได้ถูกคัดเลือกอยู่ในหนังสือเดินทางตามรอยพระราชา โดยศูนย์คุณธรรมร่วมกับองค์กรภาคี จัดทำสรุป 9 เส้นทาง 81 แหล่งเรียนรู้ศาสตร์พระราชา โดยให้ความสำคัญกับการเรียนรู้การแก้วิกฤติ ด้วยการ “นำปัญหามาแก้ปัญหา” และการถอดพระอัจฉริยภาพ “จอมปราชญ์แห่งพลังงาน” โครงการโรงงานสกัดน้ำมันพืชและผลิตไบโอดีเซลครบวงจร จังหวัดเพชรบุรี มีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การผลิตไบโอดีเซล และการนำวัตถุดิบที่ได้จากการผลิตไบโอดีเซล คือ กลีเซอรีนและน้ำมันปาล์มนำมาผลิตสบู่และผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน เช่น น้ำยาล้างจาน สเปรย์ไล่ยุง น้ำมันหอมระเหย กา
ในการเสวนา “ปาล์มน้ำมัน จากพืชเพื่อการบริโภค สู่พืชพลังงาน” เพื่อระดมความคิดเห็น แก้ปัญหาราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำ ที่มีนักวิชาการจากหลายภาคส่วนแสดงความเห็นผ่านเวทีเสวนา เพื่อนำความเห็นไปสะท้อนให้เห็นมุมที่สามารถนำไปช่วยเกษตรกรได้ คุณฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า การปลูกปาล์มปัจจุบันมีต้นทุน 2.94-3.06 บาท ขายได้ 2.50 บาท ซึ่งขาดทุนทุกกิโลกรัมที่ขาย ปัญหาที่เกิดขึ้นและส่งผลกระทบมากที่สุดคือ มติของสหภาพยุโรป หรือ อียู ที่ต้องการควบคุมน้ำมันปาล์ม และยกเลิกการใช้น้ำมันปาล์มในการผลิตพลังงาน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อไทย สำหรับแนวทางการแก้ปัญหา อยากให้พิจารณากรณีของอ้อยและน้ำตาล ที่มีระบบ Profit Sharing หรือการแบ่งปันผลผลิต โดยนำระบบจากอ้อยและน้ำตาลมาเป็นต้นแบบ โดยแบ่งปันให้กับเกษตรกร ประมาณ 70% โรงงาน 30% อุตสาหกรรมอ้อยจึงเป็นอุตสาหกรรมที่มีปัญหาน้อยที่สุด ส่วนตัวจึงเห็นว่า ควรนำระบบ Profit Sharing มาใช้กับปาล์มน้ำมัน เพราะในอนาคตปาล์มน้ำมันจะมีปัญหาเรื่องราคา จึงจะต้องปรับโครงสร้างจากการผลิตเพื่อการบริโภค เป็นการผลิตเพื่อป้อนโรงงานไฟฟ้า ด้าน คุณเชาวลิต ศุภนคร ประธานเจ้าหน้าที่
นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 24 เมษายนได้ลงนามประกาศธพ.เรื่องกำหนดลักษณะและคุณภาพของน้ำมันดีเซลโดยกำหนดให้ปรับเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซล(บี100)ในน้ำมันดีเซลหมุนเร็วจากเดิม 5% หรือบี 5 เป็น เป็น 7 % หรือบี 7 เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์วัตถุดิบปาล์มในประเทศโดยประกาศนี้ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 8 พฤษภาคม 2560 เป็นต้นไปเพื่อให้ทุกภาคส่วนมีเวลาเตรียมตัว ” ก่อนหน้านี้ทางตัวแทนเกษตรกรได้หารือเพื่อต้องการให้เพิ่มสัดส่วนเป็นบี 7 ในการดูดซับน้ำมันปาล์มที่เริ่มล้นตลาดเพื่อแก้ไขราคาผลปาล์มดิบตกต่ำ แต่กระทรวงพลังงานขอให้ทางกระทรวงพาณิย์ส่งตัวเลขปริมาณสำรองน้ำมันปาล์มของประเทศมาให้ก่อนเพื่อความชัดเจน ซึ่งหลังจากที่กระทรวงพาณิชย์ส่งตัวเลขมาจึงได้ประกาศเพิ่ม ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะไม่มีผลกระทบต่อราคาขายปลีกเพิ่มขึ้นเนื่องจากราคาบี100ที่จะผสมในดีเซลขณะนี้มีราคาต่ำ”นายวิฑูรย์กล่าว สำหรับปริมาณสต็อกน้ำมันปาล์มดิบขณะนี้เฉลี่ยอยู่ระดับ 2.5-2.8 แสนตัน สูงกว่าสต็อกเพื่อความมั่นคงที่ประเมินว่าไม่ควรต่ำกว่า 2 แสนตัน ขณะที่ราคาผลปาล์มดิบที่เกษตรกรจำหน่ายอยู่ที่
รองศาสตราจารย์ (รศ.) ดร. กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) กล่าวถึงการเปิดโครงการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลจากน้ำมันทอดซ้ำ ที่ มข. เมื่อเร็วๆ นี้ว่า ได้ร่วมกับเทศบาลนครขอนแก่น เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนลดและเลิกการใช้น้ำมันทอดซ้ำมาปรุงอาหาร ผศ. พนมชัย วีระยุทธศิลป์ รองอธิบการบดีฝ่ายโครงสร้างพื้นฐาน มข. กล่าวว่า น้ำมันที่ผ่านการทอดอาหารซ้ำนานเกินไปจะมีคุณค่าทางโภชนาการลดลงในหนูทดลอง พบว่าทำให้เกิดการเจริญเติบโตลดลง ตับและไตมีขนาดใหญ่ มีการสะสมไขมันในตับ การหลั่งน้ำย่อยทำลายสารพิษในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น นอกจากนั้น ไขมันที่ถูกออกซิไดซ์ปริมาณสูงอาจทำให้ไลโปโปรตีนชนิดแอลดีแอล มีโอกาสเกิดอนุมูลอิสระมากขึ้น จึงมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ ส่วนไอระเหยจากน้ำมันทอดอาหาร หากสูดดมเป็นระยะเวลานานอาจมีอันตรายต่อสุขภาพ เนื่องจากพบความสัมพันธ์ระหว่างการเกิดโรคมะเร็งที่ปอด กับสารสูดไอระเหยจากการผัดหรือทอดอาหารของผู้หญิงจีนและไต้หวันที่ไม่สูบบุหรี่ และพบว่ามีสารก่อกลายพันธุ์ในไอระเหยของน้ำมันทอดอาหาร ทั้งเป็นสารที่ก่อให้เกิดเนื้องอกในตับและปอด และก่อมะเร็งเม็ดเลือดขาวในหนูท
