ไบโอเทค
(19 สิงหาคม 2569) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) และสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) ร่วมกับ กรมหม่อนไหม ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และหน่วยงานพันธมิตร จัดงาน “SilkPro Innovation Day: From Heritage to High Value จากภูมิปัญญาผ้าไหมไทย สู่คุณค่าแห่งอนาคตด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ นวัตกรรมเอนไซม์เพื่อยกระดับผ้าไหมทุ่งกุลาสู่อนาคต” ณ โครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านดอนหลี่ ต.หนองบัวแก้ว อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม หนึ่งในแหล่งเรียนรู้และชุมชนต้นแบบการถ่ายทอดเทคโนโลยี นวัตกรรม “SilkPro” เอนไซม์โปรติเอสที่จำเพาะต่อโปรตีนกาวไหม ลดการใช้สารเคมี ลดพลังงานและเวลาผลิต ประยุกต์ใช้กับน้ำประปาในพื้นที่และอุปกรณ์เดิมของชุมชนได้ทันที พร้อมคงเส้นใยให้นุ่ม มันวาว แข็งแรง และย้อมสีธรรมชาติได้ดียิ่งขึ้น มุ่งยกระดับสิ่งทอทุ่งกุลาร้องไห้สู่ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมรักษ์โลกมาตรฐานสากล ยกระดับพื้นที่ตามแนวทาง ‘ทุ่งกุลาม่วนชื่น’ ของ สวทช. อย่างยั่งยืน นายสมเกียรติ วิริยะกุลนันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม ประธานในพ
เห็ดป่านานาชนิด ไม่ว่าจะเป็น เห็ดระโงก เห็ดเผาะ เห็ดแดง เห็ดตะไค เห็ดถ่าน ฯลฯ ล้วนเป็นแหล่งอาหารโปรตีนทางเลือก ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง แถมขายได้ราคาดีอีกต่างหาก แต่ทุกวันนี้ เห็ดป่าตามธรรมชาติมีจำนวนลดลงอย่างน่าใจหาย เพราะผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป แม้หลายภาคส่วนจะพยายามรณรงค์ให้มีการปลูกป่าทดแทน แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะต้องใช้ระยะเวลานาน ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จึงร่วมกับ ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดศรีสะเกษ (กรมป่าไม้) ถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านการเพาะเห็ดเศรษฐกิจและเห็ดป่ากินได้ร่วมกับกล้าไม้แก่เกษตรกร เพื่อให้ประชาชนสามารถผลิตเห็ดสำหรับบริโภคและจำหน่ายได้ตลอดทั้งปี รวมทั้งเพิ่มผลผลิตเห็ดในระบบป่าชุมชน เพื่อสร้างรายได้และลดค่าครองชีพของประชาชน ระหว่างวันที่ 1-2 กรกฎาคม 2569 ณ สวนเห็ดตระการ อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี รู้จัก “ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์” ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ฯ ถูกจัดตั้งขึ้นตามแนวพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
ในยุคเศรษฐกิจชะลอตัว ค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้หลายคนมองหาอาชีพเสริม เพื่อสร้างรายได้เพิ่มความมั่นคงให้ชีวิต “การเพาะเห็ด” เป็นหนึ่งในอาชีพที่น่าสนใจเพราะสร้างแหล่งอาหารปลอดภัย (Food Safety) แล้ว การปลูกเห็ดกินเอง ช่วยลดค่าใช้จ่ายรายวันที่เห็นผลชัดเจนแล้ว เห็ดยังเป็นผักที่ขายดีเป็นที่ต้องการของตลาดตลอดทั้งปี การเพาะเห็ด-ทำน้อยได้มาก คุณชาญยุทธ์ ภาณุทัต สมาคมนักวิจัยและเพาะเห็ดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า อาชีพการเพาะเห็ดเป็นหนึ่งในอาชีพที่น่าลงทุน เพราะการเพาะเห็ดเข้ากับแนวทางอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (Green Product) ไม่ใช้สารเคมี เป็นอาหารที่ปลอดภัยทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค การเพาะเห็ด ทำน้อยแต่ได้มาก ใช้เวลาดูแลสั้น ประมาณ 30-45 วัน แต่ได้ผลผลิตสูง ที่สำคัญเห็ดเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่ตลาดมีความต้องการตลอดทั้งปี เกษตรกรมือใหม่สามารถคัดเลือกชนิดเห็ดที่มีความต้องการสภาพแวดล้อมใกล้เคียงกันมาเพาะด้วยกันในเวลาเดียวกัน โดยสามารถดูแลรักษาไปพร้อมกันได้ มือใหม่ก็สามารถเพาะเห็ดได้ง่ายๆ เพียงแค่ดูแล รดน้ำเช้า-เย็น ตรวจดูโรค แมลงเท่านั้น คุณชาญยุทธ์ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงจากการปฏิบัติจริ
รองศาสตราจารย์ ดร. โสรยา จาตุรงคกุล อาจารย์ประจำกลุ่มสาขาวิชาชีววิทยาศาสตร์การแพทย์ระดับโมเลกุล สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้สามารถคว้ารางวัลศึกษาวิทยาศาสตร์ ครั้งที่ 28 พ.ศ. 2564 มูลนิธิโทเรเพื่อการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จากการใช้องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ไขความลับต้านโรคกุ้งตายด่วน (EMS – Shrimp Early Mortality Syndrome) ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียวิบริโอพาราฮีโมไลติคัส (Vibrio parahaemolyticus) และโรค “กุ้งตัวแดงดวงขาว” (White spot disease) ที่เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งโรคทั้งสองชนิดในกุ้งขาวส่งผลให้กุ้งที่ติดเชื้อไม่สามารถที่จะกินอาหารได้ตามปกติและเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว ผู้วิจัยได้เลือกใช้อาหารเสริม “โพรไบโอติกส์” (Probiotics) คุณภาพ ซึ่งผ่านการศึกษาและทดลองในระดับยีนหรือพันธุกรรมในห้องปฏิบัติการร่วมกับนักวิจัยจากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นเวลาครึ่งทศวรรษ จนเห็นผลพิสูจน์ได้แล้วว่าสามารถป้องกันโรคได้ถึง ร้อยละ 70 ด้วยโพรไบโอติกส์สายพันธุ์ที่ค้นพบ โดยเป็
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) พัฒนาชุดตรวจ HybridSure (ไฮบริดชัวร์) โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเครื่องหมายดีเอ็นเอแบบลําดับเบสเดี่ยว (Single Nucleotide Polymorphism; SNP) หรือ สนิป เพื่อทดสอบเอกลักษณ์พันธุ์พืช ทำให้สามารถแยกความแตกต่างของสายพันธุ์ลูกผสมได้ เป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออกเมล็ดพันธุ์ เมื่อมีการขยายตลาดไปยังต่างประเทศได้ ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสม (F1 hybrid seeds) ที่สำคัญประเทศหนึ่งของโลก เนื่องจากได้เปรียบในด้านทำเลที่ตั้ง ความอุดมสมบูรณ์ของสภาพแวดล้อม ภูมิอากาศที่เหมาะสม ตลอดจนความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ที่สำคัญคือเกษตรกรไทยมีทักษะความชำนาญด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์สูง ช่วงที่ผ่านมาอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ได้มีการเจริญเติบโตอย่างมาก ดังนั้น การทดสอบเอกลักษณ์ของเมล็ดพันธุ์พืช จึงมีความจำเป็นต่อการยืนยันความบริสุทธิ์ของเมล็ดพันธุ์ลูกผสมซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อราคาขาย ดร. วิรัลดา ภูตะคาม นักวิจัยศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ ไบโอเทค สวทช.
นายสายันต์ ตันพานิช รองผู้ว่าการกลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ดร. สมวงษ์ ตระกูลสุข ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัยพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และความร่วมมือ ด้านการวิจัยพัฒนาการทดสอบพิษวิทยาของจุลินทรีย์และสารสกัดสำหรับพัฒนาชีวภัณฑ์ พร้อมนี้ ดร. พงศธร ประภักรางกูร ผู้อำนวยการศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ วว. ดร.วีระวัฒน์ แช่มปรีดา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีไบโอรีไฟเนอรีและชีวภัณฑ์ สวทช. ลงนามในความร่วมมือฯ ด้วย โอกาสนี้คณะผู้บริหารและนักวิจัย วว. ได้เยี่ยมชมและศึกษาดูงานของไบโอเทค ในด้านการวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ การวิจัยความหลากหลายและการใช้ประโยชน์จุลินทรีย์ ในวันที่ 24 กันยายน 2561 ณ ห้องประชุม 405 ชั้น 4 อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (CC) อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) หน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ซึ่งมีระบบการบริหารที่มิใช่ระบบราชการ จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ.ศ. 2534 แบ่งการดำเนินงานเป็น 4 ส่วน ได้แก่ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) เพื่อดำเนินการและให้การสนับสนุนการวิจัย พัฒนา และวิศวกรรม ในสาขาเทคโนโลยีชีวภาพ โลหะและวัสดุ อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ และนาโนเทคโนโลยี เนื่องจากผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) คนปัจจุบัน จะหมดวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ 15 พฤษภาคม 2563 สวทช. จึงมีความประสงค์ที่จะรับสมัครบุคคลเพื่อคัดเลือกเป็นผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ตั้งแต่วันนี้ ถึง 23 กันยายน 2562 ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดการรับสมัครและส่งเอกสารได้ที่ นางลดาวัลย์ กระแสร์ชล อนุกรรมการและเ
23 พฤษภาคม 2562 กรุงเทพฯ : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม โดย ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับศูนย์อาเซียนว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (ASEAN Centre for Biodiversity : ACB) เปิดตัว “ฐานข้อมูลจุลินทรีย์อาเซียน หรือ AmiBase (ASEAN Microbial Database) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่มีการรวบรวมข้อมูลของจุลินทรีย์ที่ค้นพบในอาเซียนไว้มากกว่า 30,000 ชนิด ซึ่งจุลินทรีย์เหล่านี้มีประโยชน์ในการสร้างนวัตกรรม เพื่อพัฒนาทางเทคโนโลยีชีวภาพในภูมิภาค ให้ก้าวไปสู่เศรษฐกิจฐานชีวภาพ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความอุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมากแห่งหนึ่งของโลก โดยเฉพาะความหลากหลายของจุลินทรีย์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ และถือเป็นรากฐานความสำคัญของเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อผลักดันอุตสาหกรรมด้านอาหาร การแพทย์ การเกษตร และพลังงาน ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพให้ทันกับพลวัตการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งทางกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม โดยไบโอเทค สวทช. ได้ผนึกกำลังผสานคว
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) วิจัยและพัฒนาเซลล์ยีสต์ลูกผสมพิเชีย พาสตอริส (Pichia pastoris) สำหรับการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ โดยจุลินทรีย์ที่พัฒนาขึ้นนี้ สามารถสร้างไอโซบิวทานอล ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพที่สามารถใช้เป็นพลังงานทดแทนประสิทธิภาพสูงได้ ยีสต์ดังกล่าวมีข้อดีมากกว่ายีสต์สายพันธุ์อื่นหลายข้อ ทั้งเติบโตเร็ว ใช้อาหารเลี้ยงเชื้อราคาถูก ไม่ผลิตเอทานอล มีศักยภาพในการย่อยชีวมวลได้ ซึ่งนับเป็นยีสต์ที่สามารถผลิตเชื้อเพลิงไอโซบิวทานอลในปริมาณที่สูงที่สุดเท่าที่มีการรายงานในระบบยีสต์ ดร.วีรวัฒน์ รังกุพันธุ์ นักวิจัยไบโอเทค เจ้าของผลงานวิจัย ให้ข้อมูลว่า จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้หลายฝ่ายให้ความสนใจในเชื้อเพลิงทดแทน หรือเชื้อเพลิงชีวภาพมากขึ้น ดังนั้น การพัฒนาระบบจุลินทรีย์ให้สามารถผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพจากแหล่งอาหารที่สามารถทดแทนได้ เช่น วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ ซึ่งยีสต์สายพันธุ์พิเชีย พาสตอร
ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) และ นาย Naing Kyi Win อธิบดีกรมวิชาการเกษตร (Director General, Department of Agricultural Research, DAR) สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ร่วมกันลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านวิชาการและงานวิจัย เพื่อดำเนินการวิจัยและพัฒนา สร้างขีดความสามารถ และถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านการเกษตรของ 2 หน่วยงาน สืบเนื่องจากการดำเนินโครงการความร่วมมือของ สวทช. กับประชาคมลุ่มน้ำโขงในการใช้เทคโนโลยีชีวภาพและด้านจีโนม ในการปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์ข้าวประเทศลุ่มน้ำโขงทั้งประเทศกัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา โดยมี ดร.สมวงษ์ ตระกูลรุ่ง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. ดร.ธีรยุทธ ตู้จินดา นักวิจัยอาวุโส หน่วยวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพพืช ไบโอเทค สวทช. และ นาย Thant Lwin Oo รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เมียนมา ร่วมเป็นสักขีพยาน ดร.ณรงค์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากประเทศสมาชิกของอาเซียนยังขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศ
