ไบโอเทค
รองศาสตราจารย์ ดร. โสรยา จาตุรงคกุล อาจารย์ประจำกลุ่มสาขาวิชาชีววิทยาศาสตร์การแพทย์ระดับโมเลกุล สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้สามารถคว้ารางวัลศึกษาวิทยาศาสตร์ ครั้งที่ 28 พ.ศ. 2564 มูลนิธิโทเรเพื่อการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จากการใช้องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ไขความลับต้านโรคกุ้งตายด่วน (EMS – Shrimp Early Mortality Syndrome) ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียวิบริโอพาราฮีโมไลติคัส (Vibrio parahaemolyticus) และโรค “กุ้งตัวแดงดวงขาว” (White spot disease) ที่เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งโรคทั้งสองชนิดในกุ้งขาวส่งผลให้กุ้งที่ติดเชื้อไม่สามารถที่จะกินอาหารได้ตามปกติและเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว ผู้วิจัยได้เลือกใช้อาหารเสริม “โพรไบโอติกส์” (Probiotics) คุณภาพ ซึ่งผ่านการศึกษาและทดลองในระดับยีนหรือพันธุกรรมในห้องปฏิบัติการร่วมกับนักวิจัยจากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นเวลาครึ่งทศวรรษ จนเห็นผลพิสูจน์ได้แล้วว่าสามารถป้องกันโรคได้ถึง ร้อยละ 70 ด้วยโพรไบโอติกส์สายพันธุ์ที่ค้นพบ โดยเป็
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) พัฒนาชุดตรวจ HybridSure (ไฮบริดชัวร์) โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเครื่องหมายดีเอ็นเอแบบลําดับเบสเดี่ยว (Single Nucleotide Polymorphism; SNP) หรือ สนิป เพื่อทดสอบเอกลักษณ์พันธุ์พืช ทำให้สามารถแยกความแตกต่างของสายพันธุ์ลูกผสมได้ เป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออกเมล็ดพันธุ์ เมื่อมีการขยายตลาดไปยังต่างประเทศได้ ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสม (F1 hybrid seeds) ที่สำคัญประเทศหนึ่งของโลก เนื่องจากได้เปรียบในด้านทำเลที่ตั้ง ความอุดมสมบูรณ์ของสภาพแวดล้อม ภูมิอากาศที่เหมาะสม ตลอดจนความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ที่สำคัญคือเกษตรกรไทยมีทักษะความชำนาญด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์สูง ช่วงที่ผ่านมาอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ได้มีการเจริญเติบโตอย่างมาก ดังนั้น การทดสอบเอกลักษณ์ของเมล็ดพันธุ์พืช จึงมีความจำเป็นต่อการยืนยันความบริสุทธิ์ของเมล็ดพันธุ์ลูกผสมซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อราคาขาย ดร. วิรัลดา ภูตะคาม นักวิจัยศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ ไบโอเทค สวทช.
นายสายันต์ ตันพานิช รองผู้ว่าการกลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ดร. สมวงษ์ ตระกูลสุข ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัยพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และความร่วมมือ ด้านการวิจัยพัฒนาการทดสอบพิษวิทยาของจุลินทรีย์และสารสกัดสำหรับพัฒนาชีวภัณฑ์ พร้อมนี้ ดร. พงศธร ประภักรางกูร ผู้อำนวยการศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ วว. ดร.วีระวัฒน์ แช่มปรีดา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีไบโอรีไฟเนอรีและชีวภัณฑ์ สวทช. ลงนามในความร่วมมือฯ ด้วย โอกาสนี้คณะผู้บริหารและนักวิจัย วว. ได้เยี่ยมชมและศึกษาดูงานของไบโอเทค ในด้านการวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ การวิจัยความหลากหลายและการใช้ประโยชน์จุลินทรีย์ ในวันที่ 24 กันยายน 2561 ณ ห้องประชุม 405 ชั้น 4 อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (CC) อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) หน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ซึ่งมีระบบการบริหารที่มิใช่ระบบราชการ จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ.ศ. 2534 แบ่งการดำเนินงานเป็น 4 ส่วน ได้แก่ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) เพื่อดำเนินการและให้การสนับสนุนการวิจัย พัฒนา และวิศวกรรม ในสาขาเทคโนโลยีชีวภาพ โลหะและวัสดุ อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ และนาโนเทคโนโลยี เนื่องจากผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) คนปัจจุบัน จะหมดวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ 15 พฤษภาคม 2563 สวทช. จึงมีความประสงค์ที่จะรับสมัครบุคคลเพื่อคัดเลือกเป็นผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ตั้งแต่วันนี้ ถึง 23 กันยายน 2562 ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดการรับสมัครและส่งเอกสารได้ที่ นางลดาวัลย์ กระแสร์ชล อนุกรรมการและเ
23 พฤษภาคม 2562 กรุงเทพฯ : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม โดย ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับศูนย์อาเซียนว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (ASEAN Centre for Biodiversity : ACB) เปิดตัว “ฐานข้อมูลจุลินทรีย์อาเซียน หรือ AmiBase (ASEAN Microbial Database) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่มีการรวบรวมข้อมูลของจุลินทรีย์ที่ค้นพบในอาเซียนไว้มากกว่า 30,000 ชนิด ซึ่งจุลินทรีย์เหล่านี้มีประโยชน์ในการสร้างนวัตกรรม เพื่อพัฒนาทางเทคโนโลยีชีวภาพในภูมิภาค ให้ก้าวไปสู่เศรษฐกิจฐานชีวภาพ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความอุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมากแห่งหนึ่งของโลก โดยเฉพาะความหลากหลายของจุลินทรีย์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ และถือเป็นรากฐานความสำคัญของเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อผลักดันอุตสาหกรรมด้านอาหาร การแพทย์ การเกษตร และพลังงาน ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพให้ทันกับพลวัตการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งทางกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม โดยไบโอเทค สวทช. ได้ผนึกกำลังผสานคว
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) วิจัยและพัฒนาเซลล์ยีสต์ลูกผสมพิเชีย พาสตอริส (Pichia pastoris) สำหรับการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ โดยจุลินทรีย์ที่พัฒนาขึ้นนี้ สามารถสร้างไอโซบิวทานอล ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพที่สามารถใช้เป็นพลังงานทดแทนประสิทธิภาพสูงได้ ยีสต์ดังกล่าวมีข้อดีมากกว่ายีสต์สายพันธุ์อื่นหลายข้อ ทั้งเติบโตเร็ว ใช้อาหารเลี้ยงเชื้อราคาถูก ไม่ผลิตเอทานอล มีศักยภาพในการย่อยชีวมวลได้ ซึ่งนับเป็นยีสต์ที่สามารถผลิตเชื้อเพลิงไอโซบิวทานอลในปริมาณที่สูงที่สุดเท่าที่มีการรายงานในระบบยีสต์ ดร.วีรวัฒน์ รังกุพันธุ์ นักวิจัยไบโอเทค เจ้าของผลงานวิจัย ให้ข้อมูลว่า จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้หลายฝ่ายให้ความสนใจในเชื้อเพลิงทดแทน หรือเชื้อเพลิงชีวภาพมากขึ้น ดังนั้น การพัฒนาระบบจุลินทรีย์ให้สามารถผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพจากแหล่งอาหารที่สามารถทดแทนได้ เช่น วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ ซึ่งยีสต์สายพันธุ์พิเชีย พาสตอร
ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) และ นาย Naing Kyi Win อธิบดีกรมวิชาการเกษตร (Director General, Department of Agricultural Research, DAR) สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ร่วมกันลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านวิชาการและงานวิจัย เพื่อดำเนินการวิจัยและพัฒนา สร้างขีดความสามารถ และถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านการเกษตรของ 2 หน่วยงาน สืบเนื่องจากการดำเนินโครงการความร่วมมือของ สวทช. กับประชาคมลุ่มน้ำโขงในการใช้เทคโนโลยีชีวภาพและด้านจีโนม ในการปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์ข้าวประเทศลุ่มน้ำโขงทั้งประเทศกัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา โดยมี ดร.สมวงษ์ ตระกูลรุ่ง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. ดร.ธีรยุทธ ตู้จินดา นักวิจัยอาวุโส หน่วยวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพพืช ไบโอเทค สวทช. และ นาย Thant Lwin Oo รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เมียนมา ร่วมเป็นสักขีพยาน ดร.ณรงค์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากประเทศสมาชิกของอาเซียนยังขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศ
เจียไต๋ จับมือ สวทช.และไบโอเทค เปิดตัวนวัตกรรมหยุดโรคผลเน่าในพืชตระกูลแตง ที่ช่วยประหยัดเวลา-ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายลงถึง 50% เพิ่มศักยภาพการส่งออกเมล็ดพันธุ์พืช ตระกูลแตงของไทยสู่เวทีตลาดโลก ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) และบริษัท เจียไต๋ จำกัด ได้แถลงข่าวความสำเร็จในการพัฒนาเทคนิค IMS (Immunomagnetic Separation) ร่วมกับการแยกเชื้อแบคทีเรียบนอาหารคัดเลือกกึ่งจำเพาะ สำหรับตรวจหาเชื้อ Acidovorax citrulli ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคผลเน่าในพืชตระกูลแตง (Bacterial Fruit Blotch) นวัตกรรมใหม่นี้ทำให้สามารถตรวจสอบการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวในเมล็ดพันธุ์ได้รวดเร็วกว่าเดิม โดยใช้เวลาเพียง 6-10 วันในการแยกเชื้อ A. citrulli ออกจากเมล็ด ในขณะที่วิธีมาตรฐานที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน (seedling grow-out test) จะต้องเพาะเมล็ดเพื่อให้เป็นต้นกล้า จากนั้นทำการสังเกตอาการโรคในต้นอ่อนและนำไปแยกเชื้อ ซึ่งจะใช้เวลาตั้งแต่ 14-25 วัน ขึ้นอยู่กับปริมาณเชื้อที่ติดมากับเ
