ไม้กฤษณา
ทุกวันนี้ผู้คนพูดถึงการทำเกษตรที่สร้างมูลค่าเพิ่มกันมากขึ้น แต่คำว่า “มูลค่าเพิ่ม” ไม่ได้หมายถึงการทำให้สินค้าราคาแพงขึ้นเท่านั้น หากหมายถึงการมองเห็นคุณค่าที่ซ่อนอยู่ในสิ่งธรรมดา แล้วค่อยๆ ใช้เวลา ความรู้ และความอดทน เปลี่ยนให้กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนพร้อมจ่ายเพื่อครอบครอง “ไม้กฤษณา” คือหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด เพราะกว่าจะได้กลิ่นหอมเพียงไม่กี่หยด ต้องใช้เวลานับ 10 ปี และกว่าจะเข้าใจคุณค่าของต้นไม้ชนิดนี้ หลายคนอาจต้องเดินเข้าไปสัมผัสด้วยตัวเอง จึงจะรู้ว่าของแพงที่สุด บางครั้งไม่ได้เกิดจากความหายากเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากเรื่องราวที่เติบโตมาพร้อมธรรมชาติ “เราเป็นวิสาหกิจชุมชนไม้กฤษณา ที่รวมกลุ่มเกษตรกรปลูกไม้เบญจพรรณและไม้เศรษฐกิจในพื้นที่ของตัวเอง ปลูกกันมาเกือบ 30 ปีแล้ว ไม้กฤษณาเป็นหนึ่งในนั้น และวันนี้มันกลายเป็นไม้ที่สร้างทั้งรายได้และอาชีพให้กับพวกเรา” คุณเต็ก-ศุภเศรษฐ์ กิตติพล เจ้าของ “มีสุขฟาร์ม ผืนป่ากฤษณา” จังหวัดระยอง เริ่มต้นเล่าถึงเส้นทางของชุมชนที่ไม่ได้ปลูกกฤษณาเพียงเพื่อขายไม้ แต่ปลูกเพื่อสร้างระบบนิเวศ สร้างอาชีพ และ
เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีนายอัมราญ ฮาลาบี อายุ 52 ปี เป็นนักธุรกิจในพื้นที่ จ.ปัตตานี เข้าร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมกับ “มติชน” เนื่องจากถูกเจ้าหน้าที่รัฐยักยอกของกลางเป็นแก่นไม้กฤษณาเกรดชั้นเยี่ยมรวมมูลค่ากว่า 65 ล้านบาทไป สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2559 ช่วงเวลาประมาณ 18.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำด่านตรวจบ้านควนมีด หมู่ 1 ต.จะโหนง อ.จะนะ จ.สงขลา รวม 13 นาย ได้จับกุม นายสุเวช ฮาลาบี อายุ 52 ปี และนางสาว หง ภรรยาชาว สปป.ลาว ของนายสุเวช พร้อมตรวจยึดแก่นไม้กฤษณา น้ำหนักรวม 13.20 กิโลกรัม ตกเป็นของกลาง แม้ว่านายสุเวชจะปฏิเสธว่าแก่นไม้กฤษณานั้นไม่ใช่ของผิดกฎหมาย ไม้กฤษณาเดิม นายอัมราญเผยต่อว่า นายสุเวชเป็นลูกน้อง ตนได้มอบหมายให้ช่วยขับรถยนต์นำไปส่งกับตัวแทนบริษัทต่างประเทศที่ตกลงรับซื้อแล้ว โดยแก่นไม้กฤษณาที่ให้นำไปมีน้ำหนักรวม 13.20 กิโลกรัม เป็นระดับเกรดจักรพรรดิ Super AAAA รูปพรรณเป็นแก่นเนื้อแข็ง สีดำ ส่งกลิ่นหอมตลอดเวลา ตีมูลค่าการซื้อขายรวมประมาณ 65 ล้านบาท ผมขับรถยนต์ตระเวนไปหาซื้อมาจากชาวบ้านในแถบภาคใต้ ค่อยๆ สะสมมานานกว่า 30 ปี ไม้กฤษณาดังกล่าวเป็นระดั
