GISTDA
ทุกต้นปี ภาพท้องฟ้าขมุกขมัวและค่าฝุ่น PM 2.5 ที่พุ่งสูง กลายเป็นเรื่องคุ้นชินของคนไทยไปแล้ว ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ และเกิดซ้ำอย่างต่อเนื่อง จนวันนี้การจัดการฝุ่นถูกยกระดับเป็น “วาระแห่งชาติ” จากความซับซ้อนของปัญหาที่มีต้นตอจากหลายแหล่ง จากการติดตามสถานการณ์ล่าสุด พบจุดความร้อนในพื้นที่เกษตรและพื้นที่ป่าเป็นส่วนใหญ่ สำหรับในพื้นที่เกษตร หลายคนคงคุ้นกับภาพการเผาเศษซากพืชหลังการเก็บเกี่ยว ไม่ว่าจะเป็นข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรืออ้อยโรงงาน สำหรับเกษตรกรแล้วการเผาเป็นวิธีที่ “เร็ว ง่าย และต้นทุนต่ำ” และควันจากการเผาเหล่านี้คือหนึ่งในต้นตอหลักของฝุ่น PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อทั้งชุมชนและสังคมในวงกว้าง แต่ในวันนี้เทคโนโลยีก้าวเข้ามา หยุดการ “เผา” ในพื้นที่เพาะปลูก แทนที่ด้วย “การจัดการฝุ่นด้วยข้อมูล” การนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วย เปลี่ยนการจัดการฝุ่นจากเรื่องการขอความร่วมมือ ไปสู่ระบบที่โปร่งใส เป็นธรรม และใช้ข้อมูลเป็นฐาน ตลอดจนปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ไปจนถึงการตรวจสอบย้อนกลับ ไม่ได้ใช้เพื่อ“ตรวจจับ” แต่เพื่อช่วยที่ช่วยให้การพยากรณ์ การระบุพื้นที่เสี่ยงเกิดการเผาอย่าง
สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA เผยแพร่การประชุม “หารือร่วมรัฐเอกชนในจัดทำระบบฐานข้อมูล PM 2.5” ผ่านเฟสบุ๊คองค์กรฯ ว่าที่ประชุมมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและระดมสมองร่วมกันของตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภาครัฐ ภาคเอกชน ประกอบดัวย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานสถิติแห่งชาติ นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ประธานอนุกรรมการพัฒนาระบบราชการเกี่ยวกับการส่งเสริมการบริหารภาครัฐระบบเปิดและการมีส่วนร่วม นายวีรศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา และผู้แทนเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เพื่อหาแนวทางในการบูรณาการฐานข้อมูลร่วมกัน ในการกำหนดแผนการบรรเทาและการแก้ไขปัญหา PM 2.5 ให้มีประสิทธิภาพและเห็นผลในการปฏิบัติงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยที่ประชุมมีข้อสรุปใน 5 หัวข้อหลัก เพื่อนำไปเป็นฐานข้อมูลในการวางแนวทางการแก้ไขอย่างเป็นระบบ คือ 1. ระบบการตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (Corn Traceability) ที่เครือซีพี พัฒนาขึ้นมาใช้เพื่อตรวจสอบย้อนกลับจนถึงแหล่งเพาะปลูก ป้องกันการบุกรุกพื้นที่ป่า ซึ่งเครือฯ นำมาใช้ในการจัดหาข้าวโพดตั้งแต่ปี 2559 เ
วันที่ 15 มีนาคม 2566 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (สทอภ.) หรือ GISTDA ร่วมกับ จังหวัดอุทัยธานี จัดการประชุมและอบรมเชิงปฏิบัติการ แพลตฟอร์ม “การประเมินพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งและความเสียหายของพืชเกษตรรายแปลงจากแบบจำลอง ด้วยเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ” ภายใต้การสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม จาก วช. โดยมี นายพีระพล ตัณฑโอภาส รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี เป็นประธานเปิดการประชุม โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ ผู้ทรงคุณวุฒิ วช. และ ภารกิจการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยกลุ่มสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ และสื่อมวลชน เข้าร่วมการประชุมฯ เพื่อการนำเสนอแพลตฟอร์มการประเมินพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งของพืชเกษตรรายแปลงจากแบบจำลองด้วยเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศในการขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากงานวิจัย ณ ศาลากลางจังหวัดอุทัยธานี นายพีระพล ตัณฑโอภาส รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี กล่าวว่า ในนามจังหวัดอุทัยธานีขอต้อนรับเจ้าหน้าที
