GISTDA
GISTDA เผยข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียม Sentinel-2C เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่บางส่วนของจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา ภาพถ่ายจากดาวเทียมแสดงให้เห็นว่า หลายพื้นที่ยังคงมีน้ำท่วมขังทั้งพื้นที่การเกษตร แหล่งน้ำ เส้นทางแม่น้ำ และร่องรอยของมวลน้ำที่ท่วมหรือขังตัวอยู่ในพื้นที่ราบกว้างใหญ่ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่บางส่วนของ อ.องครักษ์ จ.นครนายก อ.บ้านสร้าง อ.เมืองปราจีนบุรี อ.ศรีมหาโพธิ อ.ศรีมโหสถ อ.ประจันตคาม อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี และ อ.พนมสารคาม อ.ราชสาส์น และ อ.บางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา รวมความเสียหายมากกว่า 5 แสนไร่ เมื่อเปรียบเทียบกับภาพเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 จะทำให้เห็นความเเตกต่างของสีน้ำที่เริ่มเข้มและดำขึ้น รวมถึงทิศทางการไหลของน้ำในพื้นที่บางส่วนชัดเจน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรมและชุมชน GISTDA นำข้อมูลจากดาวเทียมมาวิเคราะห์และประมวลผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการ ติดตาม ประเมินสถานการณ์ และสนับสนุนการบริหารจัดการภัยพิบัติ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการวางแผนช่วยเหลือประชาชน การบริหารจัดการพื้นที่ และการ
GISTDA เปิดข้อมูลจากดาวเทียม Radarsat-2 ของวันที่ 26 กันยายน 2569 พบพื้นที่น้ำท่วมขังประมาณ 822,464 ไร่ ในพื้นที่ภาคกลางบางส่วน ได้แก่ จังหวัดพิจิตร นครสวรรค์ สุพรรณบุรี สุโขทัย พระนครศรีอยุธยา พิษณุโลก กำแพงเพชร ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี อ่างทอง เพชรบูรณ์ อุทัยธานี และสิงห์บุรี ทั้งนี้ GISTDA ได้ส่งต่อข้อมูลดังกล่าวให้หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบ เพื่อนำไปใช้สนับสนุนการบริหารจัดการสถานการณ์ตามภารกิจ ทั้งด้านการวางแผน การติดตาม และการประเมินสถานการณ์ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์น้ำท่วมขังเพิ่มเติมได้ที่ disaster.gistda.or.th พร้อมติดตาม การเคลื่อนตัวของมวลน้ำ จุดแจ้งเตือนอันตราย และสถานการณ์ในพื้นที่ของท่านตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านแอปพลิเคชัน “เช็คน้ำ” ได้ทั้งระบบ iOS และ Android IOS : https://apps.apple.com/…/%E0%B9%80%E0%B8…/id6443870348Android : https://play.google.com/store/search?q=%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B9%87%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3+
ดาวเทียม THEOS-2 โดย GISTDA (บันทึกภาพ 20 กันยายน 2569) เผยให้เห็นขอบเขตดินถล่มขนาดใหญ่บริเวณใกล้อาคารเรียน โรงเรียนบ้านดอยติ้ว อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ซึ่งจากการประเมินความเสียหายเบื้องต้นครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 12 ไร่ ขณะนี้ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากพบร่องรอยแตกและรอยแยกของอาคารสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณเบื้องต้นว่า “ดินยังคงมีการเคลื่อนตัว” อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้พื้นที่ดังกล่าวมีความเสี่ยงคือ โครงสร้างทางธรณีวิทยาของพื้นที่เป็นดินทรายแป้งและหินดินดาน ส่งผลให้เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดดินถล่ม โดยข้อมูลแผนที่พื้นที่เสี่ยงดินถล่มของกรมทรัพยากรธรณีวิทยา ระบุว่าพื้นที่บริเวณดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อการเกิดดินถล่มในระดับปานกลางถึงสูงมาก โดยเฉพาะมื่อเกิดฝนตกหนักและต่อเนื่อง
นับเป็น “ครั้งแรกในไทย” ที่มีการวิจัยเชิงลึกและการพัฒนาแบบจำลองเพื่อประเมินการคายระเหยน้ำของพืชด้วยเทคโนโลยีดาวเทียม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำของพืชเศรษฐกิจ โดยอาศัยข้อมูลที่เป็นบริบทของประเทศไทย โดย “การคายระเหยน้ำ” (Evapotranspiration) หรือที่เรียกว่าค่า ET ก็คือ ตัวแปรสำคัญของการประเมินการใช้น้ำของพืช ซึ่งเป็นตัวชี้วัดหลักที่สะท้อนปริมาณน้ำที่พืชใช้ไปจริงๆ ในชีวิตประจำวัน ที่ผ่านการวัดค่า ET ในประเทศไทย ยังมีข้อจำกัดและทำได้ยาก โดยทั่วไปจะใช้ 2 วิธีหลัก วิธีการแรกคือ การวัดโดยตรงในแปลงทดลอง ซึ่งใช้เครื่องมือตรวจวัดเฉพาะทาง เพื่อคำนวณหาค่าสัมประสิทธิ์ของพืช (KC) ที่เป็นอัตราส่วนระหว่างปริมาณการใช้น้ำของพืชจริง (ETc) กับปริมาณการใช้น้ำของพืชอ้างอิง (ETo) เพื่อนำมาคำนวณหาความต้องการน้ำของพืชได้อย่างแม่นยำ แต่มีข้อจำกัด คือวัดได้เฉพาะจุดและครอบคลุมพื้นที่ที่จำกัด ส่วนวิธีที่สองคือ การคำนวณจากข้อมูลอุตุนิยมวิทยา โดยนำค่าสภาพอากาศ เช่น อุณหภูมิ ความชื้น ปริมาณน้ำฝน และแสงแดด มาเข้าสูตรมาตรฐานขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เพื่อคำนวณหาค่าคายระเหยน้ำอ้างอิง (ETo) แล้วนำมา
อากาศที่ร้อนขึ้น ฝนที่ตกไม่ตรงฤดู และภัยแล้งที่ยาวนานกว่าเดิม ไม่ใช่เรื่องของการคาดเดาอีกต่อไป เพราะวันนี้โลกกำลังใช้ข้อมูลจากอวกาศมาช่วยมองเห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้าหลายประเทศนำข้อมูลดาวเทียมมาวิเคราะห์สภาพภูมิอากาศเพื่อเตรียมรับมือ ขณะที่ประเทศไทยเองก็ใช้เทคโนโลยีเดียวกันในการเฝ้าระวังภัยแล้งและติดตามผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับภาคการเกษตร ก่อนที่ความเสียหายจะเกิดขึ้นจริงในแปลงของเกษตรกร หนึ่งในหน่วยงานที่ทำงานอยู่เบื้องหลังข้อมูลเหล่านี้ คือ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA โดย คุณวรนุช จันทร์สุริย์ นักภูมิสารสนเทศชำนาญการพิเศษ อธิบายว่า การติดตามปรากฏการณ์เอลนีโญของไทย ไม่ได้อาศัยเพียงการพยากรณ์อากาศเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานระดับโลกเข้ากับข้อมูลดาวเทียม เพื่อประเมินสถานการณ์และแจ้งเตือนให้ประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร เตรียมพร้อมรับมือได้ล่วงหน้า คุณวรนุช เล่าว่า GISTDA อ้างอิงข้อมูลจาก NOAA (National Oceanic and Atmospheric Administration) หรือองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหน่วยงานที่หลายประเทศ รวม
ทุกต้นปี ภาพท้องฟ้าขมุกขมัวและค่าฝุ่น PM 2.5 ที่พุ่งสูง กลายเป็นเรื่องคุ้นชินของคนไทยไปแล้ว ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ และเกิดซ้ำอย่างต่อเนื่อง จนวันนี้การจัดการฝุ่นถูกยกระดับเป็น “วาระแห่งชาติ” จากความซับซ้อนของปัญหาที่มีต้นตอจากหลายแหล่ง จากการติดตามสถานการณ์ล่าสุด พบจุดความร้อนในพื้นที่เกษตรและพื้นที่ป่าเป็นส่วนใหญ่ สำหรับในพื้นที่เกษตร หลายคนคงคุ้นกับภาพการเผาเศษซากพืชหลังการเก็บเกี่ยว ไม่ว่าจะเป็นข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรืออ้อยโรงงาน สำหรับเกษตรกรแล้วการเผาเป็นวิธีที่ “เร็ว ง่าย และต้นทุนต่ำ” และควันจากการเผาเหล่านี้คือหนึ่งในต้นตอหลักของฝุ่น PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อทั้งชุมชนและสังคมในวงกว้าง แต่ในวันนี้เทคโนโลยีก้าวเข้ามา หยุดการ “เผา” ในพื้นที่เพาะปลูก แทนที่ด้วย “การจัดการฝุ่นด้วยข้อมูล” การนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วย เปลี่ยนการจัดการฝุ่นจากเรื่องการขอความร่วมมือ ไปสู่ระบบที่โปร่งใส เป็นธรรม และใช้ข้อมูลเป็นฐาน ตลอดจนปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ไปจนถึงการตรวจสอบย้อนกลับ ไม่ได้ใช้เพื่อ“ตรวจจับ” แต่เพื่อช่วยที่ช่วยให้การพยากรณ์ การระบุพื้นที่เสี่ยงเกิดการเผาอย่าง
สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA เผยแพร่การประชุม “หารือร่วมรัฐเอกชนในจัดทำระบบฐานข้อมูล PM 2.5” ผ่านเฟสบุ๊คองค์กรฯ ว่าที่ประชุมมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและระดมสมองร่วมกันของตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภาครัฐ ภาคเอกชน ประกอบดัวย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานสถิติแห่งชาติ นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ประธานอนุกรรมการพัฒนาระบบราชการเกี่ยวกับการส่งเสริมการบริหารภาครัฐระบบเปิดและการมีส่วนร่วม นายวีรศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา และผู้แทนเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เพื่อหาแนวทางในการบูรณาการฐานข้อมูลร่วมกัน ในการกำหนดแผนการบรรเทาและการแก้ไขปัญหา PM 2.5 ให้มีประสิทธิภาพและเห็นผลในการปฏิบัติงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยที่ประชุมมีข้อสรุปใน 5 หัวข้อหลัก เพื่อนำไปเป็นฐานข้อมูลในการวางแนวทางการแก้ไขอย่างเป็นระบบ คือ 1. ระบบการตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (Corn Traceability) ที่เครือซีพี พัฒนาขึ้นมาใช้เพื่อตรวจสอบย้อนกลับจนถึงแหล่งเพาะปลูก ป้องกันการบุกรุกพื้นที่ป่า ซึ่งเครือฯ นำมาใช้ในการจัดหาข้าวโพดตั้งแต่ปี 2559 เ
วันที่ 15 มีนาคม 2566 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (สทอภ.) หรือ GISTDA ร่วมกับ จังหวัดอุทัยธานี จัดการประชุมและอบรมเชิงปฏิบัติการ แพลตฟอร์ม “การประเมินพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งและความเสียหายของพืชเกษตรรายแปลงจากแบบจำลอง ด้วยเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ” ภายใต้การสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม จาก วช. โดยมี นายพีระพล ตัณฑโอภาส รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี เป็นประธานเปิดการประชุม โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ ผู้ทรงคุณวุฒิ วช. และ ภารกิจการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยกลุ่มสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ และสื่อมวลชน เข้าร่วมการประชุมฯ เพื่อการนำเสนอแพลตฟอร์มการประเมินพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งของพืชเกษตรรายแปลงจากแบบจำลองด้วยเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศในการขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากงานวิจัย ณ ศาลากลางจังหวัดอุทัยธานี นายพีระพล ตัณฑโอภาส รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี กล่าวว่า ในนามจังหวัดอุทัยธานีขอต้อนรับเจ้าหน้าที
