SmartFarmer
นายชัยยศ จันทร์ทองสา เกษตรกรผู้ปลูกข้าวอินทรีย์จังหวัดขอนแก่น ภายใต้แบรนด์ Organic Rice by กะติบโต เล่าว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตการทำนา เริ่มจาก “ความเชื่อ” ที่เขามีต่อตัวเองว่า ข้าวที่ปลูกด้วยความตั้งใจและดูแลอย่างพิถีพิถัน ควรมีคุณค่ามากกว่าการขายเป็นเพียงข้าวเปลือกทั่วไป “ตั้งแต่วันแรกที่ผมเริ่มกลับมาทำนา ผมตั้งเป้าไว้เลยว่าจะไม่ขายข้าวเปลือกอีกต่อไป ผมบอกกับทุกคนเสมอว่า วันหนึ่งผมจะขายข้าวกิโลกรัมละ 100 บาทให้ได้” นายชัยยศเล่า ก่อนจะกล่าวต่อว่า “ทุกวันนี้ ข้าวอินทรีย์ของผมจำหน่ายได้ถึงกิโลกรัมละ 250 บาท ซึ่งพิสูจน์ได้ว่ามันเป็นไปได้จริง หากเรามีความตั้งใจและแนวทางที่ชัดเจน” นายชัยยศ ยังบอกอีกว่า ยอมรับว่าการทำนาอินทรีย์ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องอาศัยทั้ง “ใจรัก” และ “ความอดทน” ในการต่อสู้กับความเปลี่ยนแปลงรอบด้าน ทั้งด้านธรรมชาติ ตลาด และระบบการผลิตที่แตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง “ถ้าเรายังทำนาแบบเดิมๆ ก็จะวนเวียนอยู่แค่ขายข้าวเปลือกให้โรงสี คนที่กำหนดราคาก็คือเจ้าของโรงสี ไม่ใช่เรา เกษตรกรก็จะติดอยู่ในวังวนเดิม ไม่มีโอกาสพัฒนา” จากประสบการณ์ที่ผ่านมา นายชัยยศมองว่า เหตุผลสำคัญที่ทำ
จากอดีตที่การทำนายังพึ่งพาธรรมชาติเป็นหลัก กระบวนการเพาะปลูกส่วนใหญ่ต้องอาศัยแรงงานคน ตั้งแต่การปักดำไปจนถึงการคราดไถที่ใช้แรงงานสัตว์เป็นกำลังหลักต่อมา เมื่อเทคโนโลยีเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น การทำนาจึงค่อยๆ พัฒนาและเปลี่ยนผ่านสู่การใช้เครื่องจักรกลการเกษตรที่สามารถครอบคลุมกระบวนการผลิตได้เกือบทั้งหมดในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการไถพรวน การหยอดเมล็ด การปักดำ หรือการเกี่ยวนวด ล้วนสามารถดำเนินการได้ด้วยเครื่องจักรอย่างเต็มรูปแบบ การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามาประยุกต์ใช้ในภาคการเกษตร ช่วยให้ชาวนาสามารถจัดการงานได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น ลดปัญหาและข้อจำกัดที่เคยเกิดขึ้นในอดีต อีกทั้งยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยยกระดับคุณภาพของผลผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพการทำนาให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง นายเสฏฐวุฒิ ดรศรีเนตร ประธานวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนทุ่งนครแค จังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า เดิมทีชาวนาในพื้นที่ส่วนใหญ่ทำการผลิตข้าวตามวิถีดั้งเดิมมาโดยตลอด ในแต่ละปีต้องเผชิญกับปัญหาที่แตกต่างกัน ทั้งปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง และโดยเฉพาะปัญหาราคาข้าวที่เกษตรกรไม่สามารถกำหนดได้เอง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความม
