จากอดีตที่การทำนายังพึ่งพาธรรมชาติเป็นหลัก กระบวนการเพาะปลูกส่วนใหญ่ต้องอาศัยแรงงานคน ตั้งแต่การปักดำไปจนถึงการคราดไถที่ใช้แรงงานสัตว์เป็นกำลังหลักต่อมา เมื่อเทคโนโลยีเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น การทำนาจึงค่อยๆ พัฒนาและเปลี่ยนผ่านสู่การใช้เครื่องจักรกลการเกษตรที่สามารถครอบคลุมกระบวนการผลิตได้เกือบทั้งหมดในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการไถพรวน การหยอดเมล็ด การปักดำ หรือการเกี่ยวนวด ล้วนสามารถดำเนินการได้ด้วยเครื่องจักรอย่างเต็มรูปแบบ

การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามาประยุกต์ใช้ในภาคการเกษตร ช่วยให้ชาวนาสามารถจัดการงานได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น ลดปัญหาและข้อจำกัดที่เคยเกิดขึ้นในอดีต อีกทั้งยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยยกระดับคุณภาพของผลผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพการทำนาให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายเสฏฐวุฒิ ดรศรีเนตร ประธานวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนทุ่งนครแค จังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า เดิมทีชาวนาในพื้นที่ส่วนใหญ่ทำการผลิตข้าวตามวิถีดั้งเดิมมาโดยตลอด ในแต่ละปีต้องเผชิญกับปัญหาที่แตกต่างกัน ทั้งปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง และโดยเฉพาะปัญหาราคาข้าวที่เกษตรกรไม่สามารถกำหนดได้เอง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความมั่นคงของอาชีพชาวนาในระยะยาว
“เมื่อเห็นปัญหานี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผมจึงเริ่มคิดว่าหากเราสามารถรวมกลุ่มเกษตรกรที่มีแนวคิดเดียวกัน มาร่วมกันพัฒนาในทิศทางเดียวกันได้ เราอาจสร้างทางออกที่ยั่งยืนกว่าเดิม” นายเสฏฐวุฒิ กล่าว
จากแนวคิดดังกล่าว จึงเกิดการรวมตัวของเกษตรกรในพื้นที่ จัดตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งในการผลิตและการตลาด โดยกลุ่มได้ร่วมกันยื่นขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวกับกรมการข้าว เพื่อให้ได้การรับรองมาตรฐาน และสามารถจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ในราคาที่เป็นธรรมและสูงกว่าตลาดทั่วไป ซึ่งถือเป็นการยกระดับจากการ “ทำนาข้าวทั่วไป” สู่ “การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ” ที่มีความละเอียดรอบคอบและได้มาตรฐานมากขึ้น

ทั้งนี้ กลุ่มยังได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกรมการข้าว ภายใต้โครงการสนับสนุนการลดต้นทุนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จำนวน 2,965,000 บาท เพื่อจัดซื้อเครื่องมือ เครื่องจักรกลทางการเกษตร และเครื่องแปรรูปที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต
“การมีเครื่องจักรของเราเอง ช่วยลดต้นทุนได้อย่างมาก ตั้งแต่ขั้นตอนการเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว ไปจนถึงการคัดแยกเมล็ดพันธุ์ อีกทั้งยังช่วยควบคุมคุณภาพของข้าวให้ได้มาตรฐานเดียวกันทุกครั้ง” นายเสฏฐวุฒิ กล่าวทิ้งท้าย

ใช้นวัตกรรมเสริม เพิ่มผลผลิต ต้นทุนลด รายได้เพิ่ม
นายเสฏฐวุฒิ ดรศรีเนตร เปิดเผยว่า การทำนาในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็น นาปีที่อาศัยน้ำฝนร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำได้เพียงปีละหนึ่งครั้งเท่านั้น เกษตรกรจึงต้องวางแผนการผลิตให้คุ้มค่า โดยแบ่งการทำนาออกเป็น 2 ลักษณะ คือ การปลูกเพื่อบริโภคภายในครัวเรือน และ การปลูกเพื่อจำหน่ายเชิงพาณิชย์

“ในการผลิตข้าวเพื่อจำหน่าย จะใช้หลัก ‘การตลาดนำการผลิต’ มาปรับใช้ และมุ่งเน้นการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ หากสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ได้ตามมาตรฐานที่กำหนด ก็จะได้ราคาที่ดีกว่าการขายข้าวเปลือกทั่วไป” นายเสฏฐวุฒิกล่าว
ปัจจุบัน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวอยู่ 2 สายพันธุ์หลัก ได้แก่ ข้าวเหนียว กข6 และ ข้าวหอมมะลิ 105 โดย ข้าวเหนียว กข6 จะเหมาะกับพื้นที่รับน้ำ เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่มีอายุเก็บเกี่ยวนานกว่าข้าวหอมมะลิเล็กน้อย เหมาะกับพื้นที่น้ำลึกและมีน้ำหล่อเลี้ยงตลอดฤดูเพาะปลูก ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพเมล็ดดีและข้าวสมบูรณ์
ส่วน ข้าวหอมมะลิ 105 ปลูกในพื้นที่ดินค่อนข้างเค็ม ส่งผลให้ข้าวมีความหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผลผลิตเฉลี่ยของปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 800–1,000 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจภายใต้สภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวย

ในด้านกระบวนการผลิต กลุ่มให้ความสำคัญกับ การควบคุมคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยมีการตรวจสอบแปลงและวางแผนการเพาะปลูกอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การเตรียมดิน การไถกลบ การกำจัดวัชพืช ไปจนถึงการปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อบำรุงดินก่อนการทำนา เมื่อเข้าสู่ช่วงเพาะปลูก ก็จะมีการตรวจสอบ “พันธุ์ปน” อย่างเข้มงวด เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของเมล็ดพันธุ์ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กรมการข้าวกำหนด
“การมีเครื่องจักรของเราเองถือเป็นการลดต้นทุนพื้นฐานได้ตั้งแต่เริ่มต้น อีกทั้งยังเอื้อต่อการทำเกษตรแบบประณีต เพราะช่วยให้ควบคุมพื้นที่ได้ง่ายขึ้น ตรวจสอบพันธุ์ปนได้สะดวก และลดการใช้สารเคมีลงได้มาก ถือเป็นการพัฒนาอาชีพทำนาให้ยั่งยืนทั้งด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม” นายเสฏฐวุฒิ กล่าว

ชาวนาไทยรุ่นใหม่! ปรับวิถีสู่สมาร์ทฟาร์ม ผสานภูมิปัญญาและนวัตกรรม สร้างรายได้ยั่งยืน
การพัฒนาชุมชนและยกระดับการทำนาให้มีคุณภาพ โดยเฉพาะในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เกษตรกรจำเป็นต้องเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์
“การทำนาแบบประณีตในปัจจุบันไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการปลูกข้าวให้ได้ผลผลิตดีเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการเรียนรู้ พัฒนาความรู้ของตัวเอง และนำกลับมาพัฒนากลุ่มให้เติบโตไปด้วยกัน ผมจึงให้ความสำคัญกับการอบรม การแลกเปลี่ยน และการต่อยอดองค์ความรู้ตลอดเวลา” นายเสฏฐวุฒิ กล่าว

จากแนวคิดนี้เอง นายเสฏฐวุฒิจึงอาสาเข้ามารับหน้าที่เป็น ประธานคณะทำงานของเครือข่ายยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์จังหวัดขอนแก่น ซึ่งทำให้มีโอกาสได้ประสานความร่วมมือกับเกษตรกรในหลายพื้นที่ทั่วภาคอีสาน รวมทั้งเปิดช่องทางประชาสัมพันธ์สินค้าของกลุ่มผ่านสื่อออนไลน์ โดยจัดทำเพจ “ศูนย์ข้าวชุมชนทุ่งนครแค” เพื่อเผยแพร่เรื่องราวการทำงาน ผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมของกลุ่มสู่สาธารณชน
“เกษตรกรยุคใหม่ต้องรู้จักใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนการตลาด เพราะต่อให้เราทำสินค้าดีเพียงใด หากไม่มีช่องทางสื่อสาร ก็ยากที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ของเรา” นายเสฏฐวุฒิ กล่าวเสริม

นอกจากการพัฒนาด้านการตลาดแล้ว นายเสฏฐวุฒิยังให้ความสำคัญกับการ สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวอีสาน ที่มีทั้งวัฒนธรรม ความเชื่อ และประเพณีซึ่งสืบทอดกันมายาวนาน เขาเล่าว่า หลายประเพณีมี “ของดี” หรืออาหารท้องถิ่นที่ปรากฏขึ้นเฉพาะในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของปี จึงเกิดแนวคิดในการนำภูมิปัญญาเหล่านั้นมาต่อยอดให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่สามารถจำหน่ายได้ตลอดทั้งปี

จากแนวคิดนี้เอง กลุ่มจึงได้พัฒนา “ข้าวตอกโบราณ” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์พื้นบ้านให้กลายเป็นสินค้านวัตกรรม โดยมีการพัฒนาในด้านบรรจุภัณฑ์ และการยืดอายุการเก็บรักษา เพื่อให้สามารถวางจำหน่ายในตลาดได้อย่างมั่นใจ
“ข้าวตอกโบราณของเราเป็นตัวอย่างของการนำภูมิปัญญาดั้งเดิมมาผสมผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เป็นการต่อยอดจากสิ่งที่บรรพบุรุษเคยทำไว้ ให้กลับมามีคุณค่าและสร้างรายได้ให้กับชุมชนในยุคปัจจุบัน” นายเสฏฐวุฒิ กล่าวทิ้งท้าย

