นายวรวิทย์ อรุณรักษา ผู้ช่วยรองกรรมการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท ซี.พี. เวียดนาม คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ซี.พี. เวียดนาม นำเพื่อนพนักงาน พร้อมทั้งนักศึกษามหาวิทยาลัยเขต โฮจิมินห์ และเครือข่ายองค์กรต่างๆ จำนวน 300 คน เข้าร่วมรณรงค์ลดการทิ้งขยะ เนื่องในวันคุ้มครองโลก ปี 2019 หรือ Earth Day 2019 เพื่อสร้างความตระหนักและจิตสำนึกในการลดปัญหาขยะ การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และสร้างการมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อสังคม โดยมี นายตันเทิด เถียน ป๋าว (Ton That Thien Bao) ประธานองค์กรเวียดนามสะอาดและสีเขียว เป็นประธานเปิดงาน ณ สวนสาธารณะ 23/09 เขต 1 เมืองโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม
MOST POPULAR
ในวันที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตซ้ำซ้อน ทั้งสงครามที่ยืดเยื้อ ภาวะเศรษฐกิจที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ ไปจนถึงภัยธรรมชาติจากปรากฏการณ์โลกเดือดที่รุนแรงขึ้นทุกปี หลายคนมักตั้งคำถามว่า “ในเมื่อปากท้องยังลำบาก เราจะปลูกต้นไม้ไปเพื่ออะไร” เรามักถูกสอนให้แยก ‘ปัญหาเศรษฐกิจ’ ออกจาก ‘ปัญหาสิ่งแวดล้อม’ โดยเชื่อว่าต้องเอาชีวิตให้รอดก่อน แล้วค่อยกลับมาดูแลธรรมชาติ แต่นั่นอาจเป็นกับดักทางความคิดที่ทำให้เรามองไม่เห็นทางออกที่แท้จริง เพราะในความเป็นจริงแล้ว ปากท้องกับสิ่งแวดล้อมคือเรื่องเดียวกัน การปลูกป่าในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการทำเพื่อการค้าหรือประโยชน์ส่วนตัว แต่มันคือการสร้างฐานรากให้กับทุกมิติของชีวิต เพราะเมื่อเรามีสิ่งแวดล้อมที่ดี มีต้นไม้ที่ช่วยดูดซับคาร์บอนและคืนสมดุลให้สภาพอากาศ เมื่อนั้นเราจะทำงานได้ดีขึ้น พืชผลทางการเกษตรจะงอกงามขึ้น และบรรยากาศโดยรวมของสังคมไปจนถึงเศรษฐกิจก็จะขยับดีตามไปด้วย คุณขิม-ลีนา นาคะวิโรจน์ จากพนักงานออฟฟิศผู้หลงรักการเดินป่า สู่การเป็นอินฟลูเอนเซอร์เจ้าของช่อง “สาวใต้ปลูกต้นไม้” ที่ตัดสินใจทิ้งงานประจำมาปลูก “ไม้ป่าและไม้เศรษฐกิจ” อย่างเต็มตัว”Advertiser” คุณขิมเล่าว่า
เมื่อสวนปาล์มน้ำมันอายุกว่า 30 ปี เดินทางมาถึงวันที่ต้องรื้อปลูกใหม่ คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าจะปลูกปาล์มอีกครั้งหรือเปลี่ยนไปปลูกยางพารา แต่คือมีพืชอะไรที่เหมาะกับพื้นที่และสร้างมูลค่าได้มากกว่านั้นหรือไม่? คำถามนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการทดลองปลูกพริกไทยในจังหวัดตรัง และค่อยๆ พัฒนาไปสู่การทำสวนพริกไทยดำ GI ที่ไม่ได้มองเพียงผลผลิต แต่พยายามค้นหาคุณค่าของพืชท้องถิ่นชนิดนี้ ให้ลึกไปถึงประวัติศาสตร์ การปลูก และการตลาด ผู้ที่พาเรื่องราวนี้เดินทางจากสวนทดลองหลักพันต้น มาสู่สวนพริกไทยขนาด 20 ไร่ คือ คุณทราย – กันต์หทัย จิตรไมตรีเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แบล็คโกลด์ เทรชเชอร์ จำกัด ซึ่งเดิมกำลังศึกษาต่อด้าน Digital Marketing ที่ประเทศอังกฤษ และเหลือเวลาอีกประมาณ 6 เดือนก่อนเรียนจบ ขณะเดียวกันทางบ้านกำลังมองหาพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ หลังตัดสินใจไม่ปลูกปาล์มน้ำมันหรือยางพารา เพราะเวลานั้นสถานการณ์ราคาผลผลิตทางการเกษตรไม่ได้เป็นใจนัก ขณะที่ต้นทุนกลับเพิ่มขึ้นทั้งค่าแรง ค่าปุ๋ย และค่าใช้จ่ายในการจัดการสวน จาก 1,000 ต้น สู่ 20 ไร่ พลิกพืชทางเลือก สู่พืชเศรษฐกิจท้องถิ่น “Advertiser” คุณทราย เ
ใครจะคิดว่า พื้นที่ทะเลทรายอันแห้งแล้งที่เต็มไปด้วยผืนทรายกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา จะสามารถเปลี่ยนให้กลายเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเศรษฐกิจได้ แต่วันนี้ประเทศจีนกำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า ข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์อาจไม่ใช่อุปสรรคของการทำเกษตรกรรมอีกต่อไป เมื่อมีเทคโนโลยีและการบริหารจัดการทรัพยากรที่เหมาะสม หนึ่งในตัวอย่างที่กำลังได้รับความสนใจคือ การพัฒนาฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกลางทะเลทรายทากลามากัน (Taklamakan Desert) ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน ซึ่งเป็นพื้นที่ห่างไกลจากทะเลและมีสภาพอากาศแห้งแล้งอย่างรุนแรง แต่กลับสามารถเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้หลากหลายชนิด ตั้งแต่ปลาแซลมอน ปลาเทราต์ ปลากะพง ไปจนถึงกุ้งและปู ความน่าสนใจไม่ได้อยู่เพียงการเลี้ยงปลาในพื้นที่ที่แทบไม่มีฝนตกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการนำน้ำใต้ดินที่มีความเค็มมาปรับคุณภาพให้เหมาะสมกับสัตว์น้ำ การใช้ระบบหมุนเวียนน้ำเพื่อลดการสูญเสีย ตลอดจนการนำเทคโนโลยีควบคุมสภาพแวดล้อมเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ปัจจุบันเขตซินเจียงมีฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมากกว่า 1,000 แห่ง มีกำลังการผลิตรวมมากกว่า 200,000 ตันต่อปี
ในยุคที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์โลกเดือด (Global Warming) ตัวการสำคัญหนีไม่พ้น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ขณะเดียวกันในภาคเกษตรกรรมของจังหวัดจันทบุรี เมืองหลวงแห่งผลไม้ไทย ก็ต้องประสบกับปัญหา “เปลือกทุเรียนเหลือทิ้ง” จำนวนมหาศาลหลังจากฤดูกาลเก็บเกี่ยว ซึ่งส่วนใหญ่มักถูกกำจัดด้วยการเผาหรือปล่อยให้ย่อยสลายไปเองตามธรรมชาติ ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกซ้ำเติมสิ่งแวดล้อมโดยไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ แต่ในวันนี้ ปัญหาเหล่านั้นกำลังจะเปลี่ยนไป ด้วยความร่วมมือระหว่าง “สวนจันทร์เรือง” และคณะอาจารย์จากโรงเรียนศรียานุศรณ์ ที่ได้ร่วมกันคิดค้นและวิจัย “อิฐบล็อกไบโอชาร์จากเปลือกทุเรียน” นวัตกรรมวัสดุก่อสร้างรักโลกที่อาจเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ช่วยให้โลกของเราเย็นลงได้ ทำไมต้องเป็น “เปลือกทุเรียน” จากการศึกษาพบว่า เปลือกทุเรียนมีองค์ประกอบของเซลลูโลส และลิกนิน สูงมาก เมื่อนำมาผ่านกระบวนการเผาไหม้แบบจำกัดอากาศ จะได้เป็น “ถ่านไบโอชาร์” (Biochar) ที่มีคุณสมบัติพิเศษคือ มีรูพรุนสูงมาก ซึ่งรูพรุนเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นตัวดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดอ
