“รับเทรนด์ Wellness & Longevity กับ เพ ลา เพลิน จุดหมายปลายทางแห่งการพักผ่อนและเรียนรู้เชิงสุขภาพครบวงจร บนพื้นที่กว่า 400 ไร่ ที่รวมบูติครีสอร์ท อุทยานไม้ดอกเมืองหนาว ศูนย์เรียนรู้เยาวชน และนวัตกรรมสมุนไพรไว้ในที่เดียว”

ภายใต้การนำของ ปอนด์-ประณัย สายชมภู ผู้คร่ำหวอดในวงการสุขภาพมากว่า 15 ปี วันนี้ เพ ลา เพลิน ได้พัฒนาสู่การเป็น ศูนย์การเรียนรู้ขนาดใหญ่ที่ตอบโจทย์คนทุกวัย ตั้งแต่ค่ายเยาวชนเชิงสร้างสรรค์ ไปจนถึงการศึกษาดูงานด้านนวัตกรรม โดยล่าสุดได้ขยายเฟสความร่วมมือกับ วิสาหกิจชุมชนเพ ลา เพลิน สนับสนุนทั้งพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกในการเพาะปลูกพืชผักและสมุนไพรมาตรฐาน Medical & Food Grade เพื่อป้อนเข้าสู่โรงงานผลิตของตัวเองในพื้นที่ โดยไฮไลต์สำคัญของปีนี้คือการปักธง “วาซาบิ” เป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่ปลูกในไทย เพื่อวิจัยและพัฒนาสู่สารสกัดในผลิตภัณฑ์เวชสำอางคุณภาพสูง
“วาซาบิ”พืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง
ปลูกด้วยนวัตกรรม สร้างผลิตภัณฑ์พรีเมียม
คุณปอนด์เผยถึงที่มาของการทดลองปลูก “วาซาบิ” ว่าเริ่มจากการได้รับสายพันธุ์มาจาก ศูนย์บริการการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยเลือกปักหมุดพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์เป็นฐานการผลิต ถือเป็นเจ้าแรกและเจ้าเดียวในภาคอีสาน โดยอาศัยความได้เปรียบของสถานที่เดิมที่เป็นโรงเรือนปลูกพืชระบบปิด ซึ่งเคยใช้เป็นสถานที่ปลูกกัญชงเพื่อการแพทย์ให้กับองค์การเภสัชกรรมมาก่อน
แม้ในช่วงแรกจะผ่านการลองผิดลองถูก แต่ด้วยความมุ่งมั่นในการเฟ้นหาพืชเศรษฐกิจใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านการเรียนรู้และการแปรรูป ปัจจุบันการทดลองเข้าสู่ปีที่ 3 และประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ จากจุดเริ่มต้นเพียง 100 ต้น ขยายสู่ 3,000 ต้นในปัจจุบัน และกำลังเดินหน้าขยายพื้นที่ปลูกอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับความต้องการในอนาคต
“อย่างที่ทราบกันดีว่าวาซาบิเป็นพืชอัตลักษณ์และภูมิปัญญาดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่มีมูลค่า จึงมีการหวงแหนสายพันธุ์ค่อนข้างสูง แต่ปัจจุบันทั่วโลกกำลังเผชิญวิกฤตการผลิต เนื่องจากสภาวะโลกร้อน ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นและฤดูกาลแปรปรวน ซึ่งญี่ปุ่นก็ได้รับผลกระทบทำให้ผลผลิตในประเทศไม่เพียงพอต่อความต้องการจนต้องพึ่งพาการนำเข้าจากจีนและเกาหลีเป็นหลัก
และยิ่งไปกว่านั้น วาซาบิส่วนใหญ่ในบ้านเรามักเป็นสารปรุงแต่งที่เน้นความฉุนร้อนเลียนแบบธรรมชาติ ต่างจาก “วาซาบิแท้” ที่มีความละเอียดอ่อนสูง หากขูดทิ้งไว้เพียง 3 นาที รสสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์จะหายไปทันที ด้วยช่องว่างของตลาดที่ขาดแคลนวัตถุดิบคุณภาพสูงนี้เอง จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้เราทดลองปลูกวาซาบิมาตรฐาน Medical Grade เพื่อสร้างพืชเศรษฐกิจใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการจริง”

ส่วนในด้านการปลูกก็ต้องยอมรับว่าวาซาบิปลูกไม่ได้ง่ายๆ ในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานที่มีอุณหภูมิสูง ถือเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ในสภาพแวดล้อมแบบเปิด เนื่องจากวาซาบิเป็นพืชที่ต้องการปัจจัยควบคุมที่ละเอียดอ่อน ทั้งอากาศที่ต้องเย็นจัด คุณภาพดินและน้ำที่ดีเยี่ยม รวมถึงระบบน้ำที่ต้องไหลผ่านตลอดเวลาแต่ไม่ขัง หากดูต้นแบบจากญี่ปุ่น วาซาบิมักถูกปลูกบนที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,600 เมตร ตามแนวลาดชันของเนินเขาเพื่อให้มีน้ำไหลผ่านอย่างต่อเนื่องและระบายน้ำได้ดี ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ขัดกับสภาพภูมิศาสตร์ส่วนใหญ่ของบ้านเรา
ด้วยสภาพแวดล้อมภายนอกไม่อำนวย เพ ลา เพลิน จึงเริ่มต้นจากการทดลองปลูกในฟาร์มระบบปิดที่มีอยู่แล้ว โดยปรับปรุงจากโรงเรือนที่เคยปลูกกัญชง ให้กลายเป็นห้องควบคุมสภาพภูมิอากาศอัจฉริยะ มีการประยุกต์ใช้ระบบน้ำหยดร่วมกับการหมุนเวียนน้ำเย็น เพื่อรักษาอุณหภูมิให้คงที่ในระดับที่ไม่ต่ำกว่า 16 องศาเซลเซียส พร้อมควบคุมความชื้นและแสงสว่างด้วยแผงไฟ LED
“ช่วงแรกที่เริ่มปลูก เราเจอปัญหาใบไหม้เพราะได้รับแสงมากเกินไป เราก็ได้มีการส่งต่อปัญหาให้ทีมนักวิชาการเกษตรช่วยกันศึกษาจนเข้าใจนิสัยของพืช นำไปสู่การปรับสภาพแวดล้อมจนพืชเริ่มปรับตัวได้ ปัจจุบันทีมวิสาหกิจชุมชนสามารถบริหารจัดการการเพาะปลูกได้อย่างแม่นยำ และมีผลผลิตที่นำมาใช้งานจริงได้เกินครึ่ง
โดยวาซาบิต้องใช้ระยะเวลาปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 13 เดือน เพื่อให้ได้เหง้าคุณภาพดีที่ฝนออกมาได้เนื้อเยอะ ซึ่งจริงๆ แล้วสิ่งที่เราต้องการนำมาเพิ่มมูลค่ามากที่สุดคือสารสำคัญที่อยู่ในตัววาซาบิมากกว่า แต่เราก็ยังไม่หยุดนิ่งที่จะทดลองทำผลิตภัณฑ์อื่นๆ ไปด้วย อย่างเช่นการนำ “ใบ” ที่ต้องคอยตัดแต่งออกอยู่แล้ว เราก็นำส่วนของใบส่งให้กับเพื่อนนำไปแปรรูปเป็นอาหาร เช่น นำไปทำลูกชิ้นบุรีรัมย์วาซาบิ, กิมจิวาซาบิ และแหนมตุ้มจิ๋ววาซาบิ”
ถอดบทเรียน “เพ ลา เพลิน”
ปลูกวาซาบิให้ยั่งยืน
ต้องมองให้ทะลุถึงปลายทาง
สำหรับเกษตรกรทั้งมือเก่าและมือใหม่ที่สนใจอยากทดลองปลูก คุณปอนด์แนะนำว่า ควรเริ่มจากการศึกษาก่อน และดูว่าตลาดที่คุณต้องการจะทำเป็นแบบไหน มองดูที่ปลายทางว่าคุณต้องการอะไร ถ้าจะปลูกเพื่อขายเหง้าโดยเฉพาะในระบบปิด 100 เปอร์เซ็นต์ อาจจะต้องคำนวณเรื่องต้นทุนนิดหนึ่ง อย่างโมเดลที่เพ ลา เพลินทำคือเราใช้ประโยชน์ได้ตั้งแต่นำใบไปสกัดสารสำคัญก่อน และสามารถต่อยอดได้หลายช่องทาง จึงมองว่าการปลูกครั้งนี้คุ้มค่า
โดยต้นทุนค่าไฟต่อห้องจะอยู่ที่ประมาณ 20,000-30,000 บาทต่อเดือน ซึ่งถ้าลงทุนค่าไฟประมาณนี้แล้วได้ผลผลิตออกมาดี มองว่าคุ้มค่ามาก เพราะราคาเหง้าสดที่เราเคยขาย แม้จะยังมีปริมาณไม่เยอะ ก็อยู่ที่เหง้าละ 4,000-5,000 บาทแล้ว ตอนนี้เราจึงมีแพลนที่จะขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้น เพื่อให้ได้ปริมาณสอดคล้องกับเป้าหมายในการทำเรื่องการสกัดสารสำคัญ ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอน R&D จึงมองว่าถ้าใครมีตลาดรองรับและมีเงินทุนพร้อม การปลูกและการดูแลก็เป็นเรื่องที่ทำได้จริง

สำหรับการปลูกและดูแลในฉบับของ เพ ลา เพลิน เราเริ่มจากการใช้ต้นพันธุ์ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
ระบบน้ำ เราเลือกใช้ระบบน้ำหยดแทนการใช้น้ำไหลผ่านตลอดแบบธรรมชาติ โดยจะเปิดเป็นรอบๆ ตามบันทึกสถิติของนักวิชาการเกษตรที่ศึกษาจนรู้จังหวะที่พืชต้องการน้ำจริงๆ แม้วาซาบิจะชอบความชุ่มชื้น แต่ด้วยความที่เราปลูกในพื้นที่ปิด การระบายอากาศอาจไม่เท่ากลางแจ้ง เราจึงต้องระวังไม่ให้น้ำมากเกินไปจนทำให้รากเน่า
การให้ปุ๋ยและดูแล หลักๆ จะให้เป็นปุ๋ยพร้อมระบบน้ำ ซึ่งในเชิงเทคนิคจะมีนักวิชาการคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ส่วนเรื่องโรคพืชหรือแมลงถือว่าพบน้อยมาก ปัญหาใหญ่ของเราจริงๆ จะอยู่ที่การควบคุมอุณหภูมิและการจัดการแสงในช่วงแรกมากกว่า
ระบบไฟ LED เราไม่ได้เปิดไฟทิ้งไว้ทั้งวัน แต่จะเปิด-ปิดเป็นรอบเพื่อจำลองบรรยากาศให้เสมือนจริงตามธรรมชาติที่มีทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อให้พืชได้พักผ่อนและเติบโตอย่างสมบูรณ์
ปริมาณผลผลิต ปัจจุบันที่นี่มีวาซาบิอยู่ประมาณ 3,000 ต้น ได้ผลผลิตเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถ้าเทียบกับความต้องการของตลาดแล้วยังไม่เพียงพอ แม้ในไทยจะมีเจ้าใหญ่ที่ปลูกส่งออกอยู่ที่จังหวัดลำพูน แต่สำหรับเราที่ปลูกในสเกลที่เล็กลงมา จะเน้นที่คุณภาพและการนำไปต่อยอดใช้ประโยชน์ภายในกลุ่มธุรกิจในเครือเป็นหลัก
“เราเน้นปลูกเพื่อนำมาสกัดสารสำคัญเป็นหลัก เพราะมูลค่าของสารสกัดนั้นไปได้ไกลกว่าการขายเพื่อบริโภคเพียงอย่างเดียว แต่การสกัดช่วยให้เราใช้ประโยชน์ได้ครบทั้งใบและเหง้า ซึ่งผมมองว่าคุ้มค่ากว่ามาก

ในแง่ของตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness) ต้องยอมรับว่าคนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยรู้ถึงสรรพคุณในด้านนี้ หลายคนพอเห็นเราเอาวาซาบิมาใส่ในยาสระผม ก็จะถามด้วยความสงสัยว่าสระแล้วจะแสบหัวไหม
ซึ่งต้องอธิบายว่า ในวาซาบิมีสารสำคัญ ซึ่งมีคุณสมบัติโดดเด่นในการต้านการอักเสบ และต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะปัญหาหนังศีรษะ สารตัวนี้ช่วยลดการอักเสบและลดปัญหาผมร่วงได้ดีมาก และทางเภสัชกรบอกกับเราว่า การอักเสบพื้นฐานมีอยู่ประมาณ 3 รูปแบบ ซึ่งสารตัวนี้สามารถครอบคลุมการต้านอักเสบได้ครบทั้ง 3 แบบเลย
ดังนั้น โจทย์ใหญ่ของเราตอนนี้คือการให้องค์ความรู้ เมื่อไหร่ที่คนเริ่มรู้จักและรู้ว่าเมืองไทยปลูกวาซาบิคุณภาพสูงเพื่อนำสารสกัดมาใช้ได้เองแล้ว ผมมั่นใจว่าจะเป็นที่ต้องการอย่างมาก เพราะเทรนด์ตลาดเครื่องสำอางตอนนี้ต่างก็มองหาสารสกัดจากธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพมาเป็นส่วนประกอบหลัก”
3 กลยุทธ์ปั้น “วาซาบิไทย”
สู่พืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง
ของ เพ ลา เพลิน
คุณปอนด์ บอกว่า เพ ลา เพลิน ไม่ได้มองวาซาบิเป็นแค่เครื่องเคียงอาหารญี่ปุ่น แต่คือพืชแห่งนวัตกรรม ที่ต่อยอดสร้างรายได้ผ่าน 3 โมเดลธุรกิจหลักดังนี้
1. ด้านอาหารและเครื่องดื่ม โดยแบ่งเป็นจำหน่ายเหง้าสดบางส่วนให้ร้านอาหารญี่ปุ่นพรีเมียม รวมถึงการส่งใบวาซาบิให้กับผู้ประกอบการนำมาแปรรูปต่อ เพื่อเพิ่มมูลค่าและขยายฐานลูกค้า
2. ด้านความงามและสุขภาพ ถือเป็นหัวใจหลักของการปลูกครั้งนี้ โดยเน้นการสกัดสารสำคัญที่เรียกว่า สารอัลลิลไอโซไทโอไซยาเนต (Allyl isothiocyanate หรือ AITC) ซึ่งได้รับความร่วมมือจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ภาคที่ 6 ในการวิจัยและพัฒนา
มีสรรพคุณระดับพรีเมียม ช่วยแก้ปัญหาผิวแบบ “3 in 1” คือ ลดอาการแดงแพ้, ปลอบประโลมผิว และลดเลือนริ้วรอย

โดยเพ ลา เพลิน ได้มีการพัฒนาขึ้นมาเป็นผลิตภัณฑ์ไฮไลต์ ในรูปแบบของเซรั่มรักษาสิวและบำรุงผิวหน้า แชมพู บอดี้โลชั่น รวมถึงนำผลิตภัณฑ์มาใช้จริงในรูปแบบของ Amenities ของใช้ในห้องพัก ที่โรงแรมเพ ลา เพลิน เพื่อทดสอบตลาดและเก็บข้อมูลจากผู้ใช้จริงก่อนวางจำหน่ายวงกว้าง
3. ด้านการเรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงเกษตร ชูคอนเซปต์ “ปลูกเอง ทำเอง ใช้เอง” พลิกฟาร์มให้เป็นพื้นที่แห่งโอกาส เปิดพื้นที่ให้เยาวชนและผู้สนใจเข้ามาศึกษาดูงานแบบครบวงจร ตั้งแต่เทคนิคการปลูกในระบบปิด ไปจนถึงการเข้าแล็บเพื่อทดลองทำอาหารและเครื่องสำอางจากวาซาบิ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่เห็นว่า เกษตรกรรมสามารถแปรรูปสู่อุตสาหกรรมระดับสูงได้อย่างไร
นอกจากการสกัดสารเพื่อสกินแคร์แล้ว เพ ลา เพลิน ยังวางแผนในการนำวาซาบิ เข้าสู่โปรแกรม Spa & Medical Wellness ซึ่งตอนนี้อยู่ในช่วงการประเมินว่าสารสกัดที่ได้จะนำมาใช้กับส่วนนี้ได้อย่างไร หรือจะสามารถนำไปดัดแปลงเป็นอะไรได้บ้าง เพราะถ้าไปในเรื่องของการทรีตเมนต์ จำเป็นต้องผ่านกระบวนการทดสอบทางเคมีอย่างละเอียด เพื่อหาเบสที่เหมาะสมที่สุด เพื่อให้ผู้ใช้บริการมั่นใจได้ว่าทรีตเมนต์นี้จะช่วยบำบัดผิวและฟื้นฟูร่างกายได้จริง โดยไม่ทิ้งผลข้างเคียงหรืออาการแพ้ไว้
ปลูกวาซาบิ ต้องมองให้ไกล
แนะเกษตรกรปูทางสู่สารสกัด
แปรรูป สร้างรายได้ยั่งยืน
คุณปอนด์ ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า หากคิดจะปลูกเพื่อขาย “เหง้าสด” เพียงอย่างเดียว อาจเป็นโมเดลธุรกิจที่มีวงจรรายได้สั้นเกินไป เนื่องจากวาซาบิใช้เวลาปลูกค่อนข้างนานกว่าจะเก็บเกี่ยวได้ ทำให้การสร้างมูลค่าเกิดความล่าช้าและท้าทายในการแข่งขันกับรายใหญ่ที่เน้นส่งออก
ทางออกคือการมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ปลายทาง เพ ลา เพลิน จึงให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าเพิ่มในเชิงนวัตกรรม โดยเกาะไปกับเทรนด์ Longevity & Wellness เน้นการใช้สารสกัดจากธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่เกษตรกรยุคใหม่ควรให้ความสนใจ
และสำหรับใครที่ต้องการก้าวเข้าสู่กลุ่มเวชสำอาง สิ่งที่ต้องคำนึงถึงมากที่สุดคือ มาตรฐานการผลิต เพื่อให้ได้สารสำคัญในปริมาณที่คุ้มค่าต่อการลงทุน การคุมคุณภาพ เปรียบเทียบกับการปลูกกัญชาที่องค์การเภสัชฯ กำหนดค่า CBD ต้องไม่ต่ำกว่า 15-16 เปอร์เซ็นต์ การปลูกวาซาบิเพื่อสกัดสารก็ต้องมีการควบคุมมาตรฐานในระดับเดียวกันเพื่อให้ได้สารสำคัญตามเป้าหมาย

แต่สำหรับใครที่จะปลูกเพื่อไปใช้ทางตรงก็ต้องคัดเลือกสายพันธุ์ ต้องศึกษาให้ลึกว่าสายพันธุ์ไหนเหมาะสำหรับการใช้งานด้านใด เช่นเดียวกับขมิ้นชันที่มีหลายสายพันธุ์ เกษตรกรต้องเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับจุดประสงค์การใช้งานจริง ทั้งในเชิงสุขภาพหรือความงาม
“สำหรับเกษตรกรหรือผู้ประกอบการท่านใดที่สนใจอยากเรียนรู้การปลูกวาซาบิ สามารถเข้ามาศึกษาดูงานได้ที่ เพ ลา เพลิน เราพร้อมเป็นพื้นที่ส่งต่อความรู้ ตั้งแต่เทคนิคการปลูก ไปจนถึงการต่อยอดว่าวาซาบินำไปทำอะไรได้บ้าง ผมมองว่าวาซาบิเป็นพืชที่มีโอกาสสูง เพราะร้านอาหารญี่ปุ่นมีอยู่ทั่วโลก และคนไทยเองก็มีความนิยมในวัฒนธรรมญี่ปุ่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ผมเชื่อว่าพืชตัวนี้ไปต่อได้แน่นอน” คุณปอนด์ กล่าวทิ้งท้าย
สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจ : : Play La Ploen – เพ ลา เพลิน บุรีรัมย์ โทร. 087-798-1039
