กรมหม่อนไหม เผยปี 62 ยกระดับการตรวจสอบรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยตรานกยูงพระราชทาน ด้วยกระบวนการและเทคโนโลยี 4.0 ซึ่งสามารถให้บริการได้อย่างรวดเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดสินค้าหม่อนไหมอย่างมั่นคง
นายวสันต์ นุ้ยภิรมย์ รองอธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า กรมหม่อนไหม ในฐานะที่เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลสินค้าหม่อนไหมให้มีคุณภาพมาตรฐาน โดยให้บริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย (ตรานกยูงพระราชทาน) สำหรับผู้ยื่นคำขอทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการ เพื่อยกระดับสินค้าผ้าไหมไทยให้ได้มาตรฐาน ทั้งนี้มาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย (ตรานกยูงพระราชทาน) เป็นมาตรฐานที่กรมหม่อนไหมได้จัดทำขึ้น
![]()
เพื่อสนองพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงอนุรักษ์และรักษาผ้าไหมไทยให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมคู่ชาติไทย โดยมีหลักเกณฑ์ที่สำคัญคือ ต้องผลิตในประเทศไทย ลอกกาว และหรือย้อมสีด้วยวัสดุธรรมชาติหรือสารเคมีที่ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม และมีความสม่ำเสมอของสี ลวดลาย และเนื้อผ้า ซึ่งมาตรฐานตรานกยูงนี้มี 4 ชนิด ประกอบด้วย
![]()
1.ตรานกยูงพระราชทานสีทอง (Royal Thai Silk) เป็นผ้าไหมที่ผลิตโดยใช้เส้นไหม วัตถุดิบ และกระบวนการผลิตที่เป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาพื้นบ้านดั้งเดิมของไทยอย่างแท้จริง ใช้เส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านเป็นทั้งเส้นพุ่งและเส้นยืนเส้นไหมต้องสาวด้วยมือผ่านพวงสาวลงภาชนะทอด้วยกี่ทอมือแบบพื้นบ้านพุ่งกระสวยด้วยมือ อาจมีการตกแต่งด้วยเส้นเงิน หรือเส้นทองที่ได้มาตรฐานได้ไม่เกินร้อยละ 20 โดยพื้นที่ในหน่วยตารางหลา ในกรณีผ้าที่ทอด้วยกรรมวิธีการยก หรือจก หรือขิด อนุญาตให้มีการตกแต่งด้วยเส้นเงินหรือเส้นทองที่ได้มาตรฐานได้ไม่เกินร้อยละ 50
![]()
2.ตรานกยูงพระราชทานสีเงิน (Classic Thai Silk) เป็นผ้าไหมที่ผลิตโดยยังคงอนุรักษ์ภูมิปัญญาพื้นบ้านผสมผสานกับการประยุกต์ใช้เครื่องมือและกระบวนการผลิตในบางขั้นตอน ใช้เส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้าน หรือพันธุ์ไทยปรับปรุงเป็นเส้นพุ่งและ/หรือเส้นยืนเส้นไหมสาวด้วยมือแบบพื้นบ้านหรือสาวเข้าอักหรือเข้าระวิงหรือสาวด้วยเครื่องจักรที่มีกำลังไม่เกิน 5 แรงม้า ทอด้วยกี่ทอมือ เช่น กี่ทอมือแบบพื้นบ้านชนิดพุ่งกระสวยด้วยมือ กี่กระตุก เป็นต้น อาจมีการตกแต่งด้วยเส้นเงินหรือเส้นทองที่ได้มาตรฐานได้ไม่เกินร้อยละ 20 โดยพื้นที่ในหน่วยตารางหลา ในกรณีผ้าที่ทอด้วยกรรมวิธีการ ยก หรือ จก หรือ ขิด อนุญาตให้มีการตกแต่งด้วยเส้นเงิน หรือเส้นทองที่ได้มาตรฐานได้ไม่เกินร้อยละ 50
![]()
3.ตรานกยูงพระราชทานสีน้ำเงิน (Thai Silk) เป็นผ้าไหมที่ผลิตด้วยภูมิปัญญาของไทยแบบประยุกต์ ใช้เทคโนโลยีการผลิตเข้ากับสมัยนิยมและเชิงธุรกิจ ใช้เส้นไหมแท้เป็นทั้งเส้นพุ่งและเส้นยืน เส้นไหมที่ใช้อาจเป็นได้ทั้งชนิดที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย หรือเป็นเส้นไหมที่นำเข้าจากต่างประเทศ ในกรณีที่ใช้เส้นไหมที่นำเข้าจากต่างประเทศ จะต้องมีเอกสารกำกับการนำเข้าที่ถูกต้องตามกฎหมายไม่กำหนดวิธีการสาวและวิธีการทออาจมีการตกแต่งด้วยเส้นเงินหรือเส้นทองที่ได้มาตรฐานได้ไม่เกินร้อยละ 20 โดยพื้นที่ในหน่วยตารางหลา ในกรณีผ้าที่ทอด้วยกรรมวิธีการ ยก หรือ จก หรือ ขิด อนุญาตให้มีการตกแต่งด้วยเส้นเงิน หรือเส้นทองที่ได้มาตรฐานได้ไม่เกินร้อยละ 50
![]()
4. ตรานกยูงพระราชทานสีเขียว (Thai Silk Blend) เป็นผ้าไหมที่ผลิตด้วยกระบวนการผลิตและเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ผสมผสานกับภูมิปัญญาไทยในด้านลวดลายและสีสันระหว่างเส้นใยไหมแท้กับเส้นใยอื่นที่มาจากธรรมชาติ หรือเส้นใยสังเคราะห์รูปแบบต่างๆ ตามวัตถุประสงค์การใช้งาน หรือตามความต้องการของผู้บริโภค ใช้เส้นไหมแท้เป็นส่วนประกอบหลัก มีเส้นใยชนิดอื่นเป็นส่วนประกอบรอง โดยพื้นที่ในหน่วยตารางหลา ต้องระบุส่วนประกอบของเส้นไหมแท้และเส้นใยชนิดอื่นเป็นเปอร์เซ็นต์ให้ชัดเจน อาจมีการตกแต่งด้วยวัสดุอื่นไม่กำหนดวิธีการผลิต
![]()
รองอธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวต่อว่า การให้บริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย (ตรานกยูงพระราชทาน) เป็นอีกหนึ่งกระบวนในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและตลาด ในเรื่องของคุณภาพผ้าไหม ที่รับประกันได้ว่าผ้าทุกผืนที่ได้รับการติดตรานกยูงพระราชทานมีคุณภาพด้านความสม่ำเสมอของสี ลวดลาย เนื้อผ้า และสีไม่ตกอย่างแน่นอน ตั้งแต่ พ.ศ. 2553 – 2561 มีการผลิตผ้าไหมได้จำนวนทั้งสิ้น 827,361 เมตร แต่ผ่านเกณฑ์ จำนวน 734,852 เมตร คิดเป็นร้อยละ 88 โดยในปี 2561 ที่ผ่านมาตัวเลขการผลิตผ้าไหมของไทยอยู่ที่ 5-6 ล้านเมตร สามารถติดตรานกยูงพระราชทานได้เพียง 90,000 เมตร
![]()
ซึ่งถือเป็นจำนวนที่น้อยมาก ดังนั้น ในปีงบประมาณ 2562 กรมหม่อนไหม ได้ตั้งเป้าหมายในการให้บริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย (ตรานกยูงพระราชทาน) ให้ได้ถึงจำนวน 200,000 เมตร เน้นการขับเคลื่อนการทำงานในเชิงรุก โดยกรมหม่อนไหม ได้มีการคิดค้นระบบการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่ออำนวยความสะดวกและความรวดเร็วในการให้บริการรับรอง พร้อมกับมอบหมายบุคลากรทำงานในเรื่องดังกล่าวเพิ่มขึ้น จากเดิมต้องใช้ระยะเวลาในการตรวจรับรองกว่า 1 เดือน ขณะนี้สามารถตรวจและรับรองได้ภายใน 3 วัน ซึ่งก็จะทำให้การทำงานมีความรวดเร็วทันต่อความต้องการของเกษตรกรที่จะเข้าสู่การรับรองมากยิ่งขึ้น
![]()
“อย่างไรก็ตาม จากเป้าที่ตั้งไว้ ปี 62 ว่าจะดำเนินการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย (ตรานกยูงพระราชทาน) ให้ได้ 200,000 เมตร ขณะนี้ได้ดำเนินการรับรองไปแล้วกว่า 1 แสนเมตร มั่นใจว่าว่าระยะเวลาที่เหลือภายในปีงบประมาณนี้ กรมหม่อนไหม จะสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างแน่นอน” รองอธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าว
