Related Posts
📢 อบรมเชิงปฏิบัติการ “การผลิตทุเรียนเพื่อการส่งออก” โดยผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ 🍈 เจาะลึกครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ เรียนรู้การผลิตทุเรียนคุณภาพเพื่อการส่งออกอย่างมืออาชีพ 📅 วันที่ 25–27 มิถุนายน 2569 📍 บรรยายและเสวนา ณ โรงแรมรามา การ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร วันที่ 25-26 มิถุนายน 2569 🚌 พร้อมศึกษาดูงานแหล่งผลิตและส่งออกทุเรียนชั้นนำ วันที่ 26-27 มิถุนายน 2569 📍 จังหวัดระยอง และ จังหวัดจันทบุรี 🎯 เหมาะสำหรับ ✅ ผู้ประกอบการและนักธุรกิจ ✅ เกษตรกรผู้ผลิตทุเรียน ✅ นักวิชาการเกษตรและเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร ✅ ผู้สนใจลงทุนและพัฒนาธุรกิจทุเรียนส่งออก 📚 สิ่งที่ผู้เข้าอบรมจะได้รับ ✔️ แนวทางการผลิตทุเรียนคุณภาพตามมาตรฐานส่งออก ✔️ การคัดเกรด บรรจุภัณฑ์ และการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว ✔️ การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ✔️ แนวโน้มตลาดและโอกาสทางธุรกิจทุเรียนไทย ✔️ แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการตัวจริง 🎓 รับใบประกาศนียบัตรหลังการอบรม ⚠️ รับสมัครเพียง 50 ท่านเท่านั้น สำรองที่นั่งก่อนเต็ม! 📞 สอบถามรายละเอียด 089-494-5172 📧 [email protected] จัดโดย สมาคมพืชสว
กรุงเทพฯ (28 พฤษภาคม 2569) – ภาคการผลิตไทยกำลังเผชิญแรงกดดันครั้งใหม่หลายอย่าง อาร์เอ็กซ์ ไบเทค จึงชวนผู้ประกอบการจากทั่วโลกมาร่วมพลิกโฉมการผลิตด้วยนวัตกรรมใหม่ในงาน “Manufacturing Expo 2026” มหกรรมเครื่องจักรและเทคโนโลยีเพื่อการผลิตและอุตสาหกรรมสนับสนุน ที่ครบครันที่สุดในอาเซียน รวมกว่า 2,000 แบรนด์ จาก 30 ประเทศ 29 พาวิลเลียนนานาชาติ ครอบคลุมเทคโนโลยีผลิตพลาสติก แม่พิมพ์ ชิ้นส่วนยานยนต์ หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ อิเล็กทรอนิกส์ การเตรียมพื้นผิวและชุบสี และโซลูชันด้านการบริหารจัดการโรงงานและอาคาร 7 งานเฉพาะทางในมหกรรมเดียว ระหว่างวันที่ 17 – 20 มิถุนายน นี้ เต็มพื้นที่ฮอลล์ 98 – 104 รวมกว่า 45,000 ตร.ม. ของ ไบเทค บางนา นางวราภรณ์ ธรรมจรีย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาร์เอ็กซ์ ไบเทค (ประเทศไทย) จำกัด เผยถึงแนวคิดการจัดงานในปีนี้ว่าจัดขึ้นภายใต้ธีม “Innovations that Define All Industries” หรือ “นวัตกรรมที่สร้างนิยามใหม่ให้ทุกการผลิต” “ที่เราเลือกธีมนี้ เพราะคำว่า ‘นวัตกรรม’ เป็นสิ่งที่ผู้ร่วมงานของเราบอกว่า นี่คือสิ่งที่พวกเขาต้องการ ปีที่ผ่านมา เราเห็นเจ้าของโรงงานและผู้บริหารระดับสูงในแผน
“ไม่มีประวัตินำเข้า แต่ 11 บริษัทส่งออกปลากว่า 200,000 ตัว ได้อย่างไร?” อาจเป็นเพียงคำถามสั้น ๆ แต่กลับสะท้อนความผิดปกติสำคัญในระบบข้อมูลประมงไทย เพราะในขณะที่หน่วยงานรัฐยืนยันว่า ประเทศไทยมีการนำเข้าปลาหมอคางดำอย่างถูกต้องตามกฎหมายเพียงครั้งเดียวเพื่อการวิจัย กลับปรากฏข้อมูลการส่งออกปลาชนิดเดียวกันไปยังต่างประเทศจำนวนมหาศาลในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ถึงวันนี้ สำคัญที่สุด คือ เหตุใดร่องรอยทางการค้าเหล่านี้จึงยังไม่เคยได้รับคำอธิบายที่ชัดเจนต่อสาธารณะ ย้อนกลับไปในปี 2553 ประเทศไทยอนุญาตให้นำเข้าปลาหมอคางดำอย่างถูกต้องตามกฎหมายเพียงกรณีเดียว คือการนำเข้าปลา 2,000 ตัว เพื่อใช้ในการวิจัย ภายใต้ระบบควบคุมของหน่วยงานรัฐ ต่อมามีคำชี้แจงว่าโครงการดังกล่าว “ล้มเหลว” และปลาทั้งหมดถูกกำจัดไปแล้ว หลังจากนั้น ในปี 2555 เริ่มมีรายงานการพบปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติของไทย ก่อนที่สถานการณ์จะขยายตัวอย่างรวดเร็วในหลายจังหวัดชายฝั่งและระบบนิเวศน้ำกร่อย คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า หากการนำเข้ามีเพียงครั้งเดียว และโครงการวิจัยสิ้นสุดลงตามที่กล่าวอ้าง เหตุใดปลาชนิดนี้จึงสามารถแพร่กระจายได้กว้างขวางเช่นนี้ ประเด็
ข้อมูลหน่วยงาน สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร เลขที่ 50 ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900 โทรศัพท์ 0 2940 6578 อีเมล : [email protected]
ตามที่รัฐบาลโดยการนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบร่วมจ่าย(Co-pay) ภายใต้โครงการไทยช่วยไทยพลัส ในอัตรา 60:40 โดยภาครัฐสมทบเงินช่วยค่าใช้จ่าย 60% สูงสุด 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน รวมสุงสุด 4,000 บาทตลอดโครงการ 4 เดือน โดยจะเริ่มใช้จ่ายได้ในวันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป หลังเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนผ่านแอพพลิเคชั่น”เป๋าตัง”จนถึงวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ในส่วนร้านค้าสหกรณ์หลายพื้นที่ได้มีการเตรียมความพร้อมสินค้าต่าง ๆ กันอย่างคึกคัก ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค ปุ๋ยยา ตลอดจนอุปกรณ์การเกษตรต่าง ๆ เพื่อรับอานิสงส์จากโครงการดังกล่าว นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส เป็นมาตรการหนึ่งที่รัฐบาลออกมาช่วยเหลือในเรื่องค่าใช้จ่ายแก่ประชาชน และยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับฐานราก ในส่วนของกรมส่งเสริมสหกรณ์ก็ได้รณรงค์สนับสนุนให้ร้านค้าสหกรณ์ต่าง ๆ เข้าร่วมโครงการด้วย โดยมอบหมายให้ทางสำนักงานสหกรณ์จังหวัดต่าง ๆ ดูแลประสานกับสหกรณ์ในพื้นที่รับผิดชอบเตรียมความพร้อมทั้งในเรื่องตัวสินค้าและพนักงานเจ้าหน้าที่ประจำร้านค้าอย่างเต็
ทุกวันนี้ไม่ว่าเราจะหันไปทางไหน ก็มีแต่คำแนะนำให้ “กินผักผลไม้ให้หลากหลาย” แต่รู้ไหมว่าการเลือกกินตาม “สี” ของผักและผลไม้ ก็มีประโยชน์มากกว่าที่คิด เพราะแต่ละสีนั้นมีสารอาหารเฉพาะตัว ที่ช่วยดูแลร่างกายเราในแบบที่แตกต่างกันออกไป มาดูกันว่า ผักผลไม้ 5 สี มีอะไรบ้าง และแต่ละสีดียังไงกันบ้าง ผักผลไม้สีเขียว สารที่ให้ในผักคือ คลอโรฟิลล์ ลูทีน และซีแซนทีน ช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง และต้านอนุมูลอิสระช่วยลดการเกิดความเสื่อมของจอประสาทตา และกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย แถมมีไฟเบอร์สูง ช่วยเรื่องการขับถ่ายอีกด้วย ผักผลไม้สีเขียว : กะหล่ำปลีสีเขียว บร็อกโคลี่ คะน้า หน่อไม้ฝรั่ง อะโวกาโด แตงกวา ผักโขม ถั่วลันเตา แอปเปิ้ลสีเขียว องุ่นเขียว ผักผลไม้สีขาว สารอาหารในผักสีขาว จะเป็นกลุ่มสารฟลาโวนอยด์คือ แซนโทน สารที่มีอยู่ในผักผลไม้กลุ่มนี้เป็นที่น่าสนใจของนักวิจัย เพราะมีประโยชน์หลายด้าน ช่วยชะลอความเสียหายของเซลล์และอวัยวะในร่างกาย และช่วยป้องกันโรคความดันโลหิต รวมถึงโรคหลอดเลือดหัวใจ ผักผลไม้สีขาว : ขิง ผักกาดขาว หัวไชเท้า ดอกกะหล่ำ เห็ด กระเทียม ลิ้นจี่ ลูกเดือย แห้ว ผักผลไม้สีแดง สารอาหารในผักสีแดง
