Related Posts
ในโลกที่ความผันผวนและความไม่แน่นอนกลายเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ การเติบโตอย่างยั่งยืนอาจไม่ใช่เรื่องของการที่องค์กรใดองค์กรหนึ่งจะ “แข็งแรงที่สุด” แต่คือการทำให้ทุกคนในห่วงโซ่คุณค่าแข็งแรงไปพร้อมกัน ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ประกอบการ SMEs คู่ค้า ไปจนถึงผู้บริโภคและสังคม เพราะเมื่อคนตัวเล็กสามารถเติบโตได้ ธุรกิจที่อยู่รอบตัวก็เติบโตได้เช่นกัน และเมื่อทั้งระบบเดินหน้าไปด้วยกัน ความยั่งยืนจึงไม่ใช่เพียงเป้าหมายขององค์กร แต่กลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ตอกย้ำวิสัยทัศน์ดังกล่าวด้วยการเข้าร่วมงาน GCNT Expo 2026 ภายใต้แนวคิดหลัก “Grow Together, Nourish the Future หรือ อนาคตที่ไม่มีใครหิว อาจเริ่มจากการทำให้ ‘คนตัวเล็ก’ ได้เติบโต” ณ True Digital Park มหกรรมความร่วมมือครั้งสำคัญของภาคส่วนต่างๆ เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยสู่ความยั่งยืน ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ ได้ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Sustain the Chain, Share the Gain: ต่อยอดทศวรรษแห่งการลงมือทำ เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน” โดยชี้
วันที่ 1 กันยายน 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเวทีเสวนา “เตรียมพร้อม รู้ทัน รับมือ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานกล่าวเปิดการเสวนาและนำเสนอผลการดำเนินงานวิจัยและนวัตกรรมในการรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิจัย ผู้บริหาร ผู้เข้าร่วมกิจกรรม และสื่อมวลชน ณ ศูนย์ส่งเสริมการวิจัยเพื่อมรดกทางวัฒนธรรม อาคาร วช. 8 ชั้น 2 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง กล่าวว่า สถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ผ่านมา ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ อาทิ น้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่มในหลายพื้นที่ เหตุการณ์ธารน้ำแข็งจากเทือกเขาหิมาลัยถล่มลงมาอย่างรวดเร็ว และเหตุแผ่นดินไหวในหลายพื้นที่ ล้วนสะท้อนให้เห็นว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติสามารถเกิดขึ้นได้อย่างฉับพลันและส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ดังนั้น ประชาชนจำเป็นต้องมีความรู้เท่าทันภัยพิบัติ มีความเข้าใจ ทักษะ และการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติ เพื่อลดความเสี่ยงและความสูญเสียทั้งชีวิต
นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์อำนวยการร่วมพิทักษ์ความมั่นคงทางเกษตรและอาหารพระพิรุณ (ศพร.) เปิดเผยภายว่า เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 เวลาประมาณ 12.00 น. ศพร. บูรณาการสกัดกั้นการลักลอบขนส่งสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย โดยเจ้าหน้าที่ด่านกักกันสัตว์นครพนม ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ร้อย ตชด.235 และเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรธาตุพนม ร่วมกันตรวจสอบรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลต้องสงสัย ป้ายทะเบียนจังหวัดอุดรธานี ริมทางหลวงหมายเลข 3015 บริเวณหัวสะพานบ้านน้ำก่ำ ตำบลน้ำก่ำ อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม หลังจากเจ้าหน้าที่แสดงตนเข้าตรวจค้น พบว่ารถยนต์คันดังกล่าวได้บรรทุกหนังหมูแช่แข็ง บรรจุในกระสอบพลาสติกสานสีเขียว จำนวน 99 กระสอบ กระสอบละประมาณ 21 กิโลกรัม รวมหนังหมูแช่แข็งทั้งหมด ประมาณ 2,000 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 220,000 บาท ซึ่งเข้าข่ายการกระทำความผิดตามมาตรา 31 และมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 ทั้งนี้ ศพร. ได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรธาตุพนม จังหวัดนครพนม เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป “ศพร. ยังคงเดินหน้าบูรณาการ
สืบเนื่องจากมีการเผยแพร่ภาพและคลิปวิดีโอผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 กรณีชาวประมงสามารถจับปลาที่ระบุว่าเป็นปลาหมอคางดำได้ จำนวน 1 ตัว บริเวณบ้านนาอวน ตำบลหนองสรวง อำเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยปลาดังกล่าวถูกนำไปบริโภคแล้ว เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 เวลา 09.00 น. นายบุญธง เภาเจริญ ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ มอบหมายให้ นายมลากูล ฉายแสง นักวิชาการประมงชำนาญการ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ศูนย์ป้องกันและปราบปรามประมงน้ำจืดกาฬสินธุ์ รวมจำนวน 8 นาย ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในบริเวณอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว จากการลงพื้นที่ เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบรวม 6 จุด ได้แก่ บ้านดงน้อย ตำบลภูสิงห์ อำเภอสหัสขันธ์, บ้านโนนทัน ตำบลสำราญใต้ อำเภอสามชัย, บริเวณสวนภูมิพันดาว, บ้านท่าเรือภูสิงห์, บ้านหนองสรวง และบริเวณบ้านนาอวน ตำบลหนองสรวง อำเภอหนองกุงศรี โดยได้สอบถามชาวประมง ผู้รับซื้อสัตว์น้ำ รวมทั้งสุ่มใช้เครื่องมือประมง เช่น การทอดแห และตรวจสอบสัตว์น้ำที่จับได้ในพื้นที่ ผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ในจุดสำรวจดังกล่าว ยังไม่พบปลาหมอคางดำ ทั้งจากการสอบถา
นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า จากการติดตามความก้าวหน้าแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี พบว่า หลายเป้าหมายสำคัญยังดำเนินการต่ำกว่าแผน และบางด้านจำเป็นต้องเร่งมากกว่าที่กำหนดไว้เดิม เพื่อให้ทันต่อความเสี่ยงด้านน้ำที่รุนแรงและซับซ้อนขึ้น โดยเฉพาะการพัฒนาและปรับปรุงระบบประปาหมู่บ้าน ดำเนินการได้เพียง 15.90% การฟื้นฟูป่าต้นน้ำ 30.60% การพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสีย 57.98% ขณะที่การพัฒนาระบบกระจายน้ำอยู่ที่ 74.26% ซึ่งยังต้องเร่งดำเนินการให้ครอบคลุมและตอบโจทย์พื้นที่ขาดแคลนน้ำมากขึ้น การป้องกันพื้นที่น้ำท่วม โครงการส่วนใหญ่ที่แล้วเสร็จเป็นประเภทโครงการเล็ก แก้ปัญหาได้เฉพาะจุด จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ จำเป็นต้องเร่งยกระดับระบบป้องกันน้ำท่วม การระบายน้ำ และการบริหารจัดการให้สามารถรับมือกับสภาพอากาศและความเสี่ยงในอนาคตได้จริง เลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า ปัญหาสำคัญประการหนึ่งคือหลายโครงการขาดความพร้อมและงบประมาณมีจำกัด ทำให้โครงการตามแผนไม่สามารถเดินหน้าได้ตามเป้าหมาย ดังนั้น ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2571 สทนช. จะปรับแนวทางโดยการกำหนดตัว
เมื่อเร็วๆ นี้ ชมรมผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ร่วมกับศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาการควบคุมไฟป่าภาคกลางกาญจนบุรี และพันธมิตรอีกหลายหน่วยงาน ได้จัดทำโครงการ “พลังเยาวชนต้นกล้าสีเขียว” ขึ้นที่โรงเรียนวัดทุ่งลาดหญ้า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี โครงการนี้ไม่เพียงแต่ส่งเสริมให้เยาวชนได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการป้องกันไฟป่า แต่ที่สำคัญยังได้มีการนำเอาหลัก “บวร” หรือบ้าน วัด โรงเรียน มาบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เกิดผลที่ได้รับอย่างเป็นรูปธรรม ช่วยให้เกิดการแก้ไขปัญหาให้ชุมชนในเรื่องไฟป่า ซึ่งเป็นที่มาของเรื่องหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ที่ทำให้คุณภาพอากาศลดลง ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่และใกล้เคียง นายสมคิด สิริรัตน์ นักวิชาการป่าไม้ปฏิบัติการ หัวหน้าศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาการควบคุมไฟป่าภาคกลางกาญจนบุรี ส่วนควบคุมไฟป่า สำนักป้องกันปราบปราม และควบคุมไฟป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งได้มาเป็นวิทยากรในการบรรยายหัวข้อไฟป่ากับผลกระทบต่อชุมชน ได้กล่าวว่า “สถานการณ์ภาพรวมไฟป่าที่ จ.กาญจนบุรี ในปีนี้ค่อนข้างหนักหน่วง แต่ปัจจุบันดีขึ้นเนื่องจากเข้าสู่ฤดูฝน โดย
