



ในวันที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตซ้ำซ้อน ทั้งสงครามที่ยืดเยื้อ ภาวะเศรษฐกิจที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ ไปจนถึงภัยธรรมชาติจากปรากฏการณ์โลกเดือดที่รุนแรงขึ้นทุกปี หลายคนมักตั้งคำถามว่า “ในเมื่อปากท้องยังลำบาก เราจะปลูกต้นไม้ไปเพื่ออะไร” เรามักถูกสอนให้แยก ‘ปัญหาเศรษฐกิจ’ ออกจาก ‘ปัญหาสิ่งแวดล้อม’ โดยเชื่อว่าต้องเอาชีวิตให้รอดก่อน แล้วค่อยกลับมาดูแลธรรมชาติ แต่นั่นอาจเป็นกับดักทางความคิดที่ทำให้เรามองไม่เห็นทางออกที่แท้จริง เพราะในความเป็นจริงแล้ว ปากท้องกับสิ่งแวดล้อมคือเรื่องเดียวกัน การปลูกป่าในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการทำเพื่อการค้าหรือประโยชน์ส่วนตัว แต่มันคือการสร้างฐานรากให้กับทุกมิติของชีวิต เพราะเมื่อเรามีสิ่งแวดล้อมที่ดี มีต้นไม้ที่ช่วยดูดซับคาร์บอนและคืนสมดุลให้สภาพอากาศ เมื่อนั้นเราจะทำงานได้ดีขึ้น พืชผลทางการเกษตรจะงอกงามขึ้น และบรรยากาศโดยรวมของสังคมไปจนถึงเศรษฐกิจก็จะขยับดีตามไปด้วย คุณขิม-ลีนา นาคะวิโรจน์ จากพนักงานออฟฟิศผู้หลงรักการเดินป่า สู่การเป็นอินฟลูเอนเซอร์เจ้าของช่อง “สาวใต้ปลูกต้นไม้” ที่ตัดสินใจทิ้งงานประจำมาปลูก “ไม้ป่าและไม้เศรษฐกิจ” อย่างเต็มตัว”Advertiser” คุณขิมเล่าว่า
เมื่อสวนปาล์มน้ำมันอายุกว่า 30 ปี เดินทางมาถึงวันที่ต้องรื้อปลูกใหม่ คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าจะปลูกปาล์มอีกครั้งหรือเปลี่ยนไปปลูกยางพารา แต่คือมีพืชอะไรที่เหมาะกับพื้นที่และสร้างมูลค่าได้มากกว่านั้นหรือไม่? คำถามนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการทดลองปลูกพริกไทยในจังหวัดตรัง และค่อยๆ พัฒนาไปสู่การทำสวนพริกไทยดำ GI ที่ไม่ได้มองเพียงผลผลิต แต่พยายามค้นหาคุณค่าของพืชท้องถิ่นชนิดนี้ ให้ลึกไปถึงประวัติศาสตร์ การปลูก และการตลาด ผู้ที่พาเรื่องราวนี้เดินทางจากสวนทดลองหลักพันต้น มาสู่สวนพริกไทยขนาด 20 ไร่ คือ คุณทราย – กันต์หทัย จิตรไมตรีเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แบล็คโกลด์ เทรชเชอร์ จำกัด ซึ่งเดิมกำลังศึกษาต่อด้าน Digital Marketing ที่ประเทศอังกฤษ และเหลือเวลาอีกประมาณ 6 เดือนก่อนเรียนจบ ขณะเดียวกันทางบ้านกำลังมองหาพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ หลังตัดสินใจไม่ปลูกปาล์มน้ำมันหรือยางพารา เพราะเวลานั้นสถานการณ์ราคาผลผลิตทางการเกษตรไม่ได้เป็นใจนัก ขณะที่ต้นทุนกลับเพิ่มขึ้นทั้งค่าแรง ค่าปุ๋ย และค่าใช้จ่ายในการจัดการสวน จาก 1,000 ต้น สู่ 20 ไร่ พลิกพืชทางเลือก สู่พืชเศรษฐกิจท้องถิ่น “Advertiser” คุณทราย เ
ใครจะคิดว่า พื้นที่ทะเลทรายอันแห้งแล้งที่เต็มไปด้วยผืนทรายกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา จะสามารถเปลี่ยนให้กลายเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเศรษฐกิจได้ แต่วันนี้ประเทศจีนกำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า ข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์อาจไม่ใช่อุปสรรคของการทำเกษตรกรรมอีกต่อไป เมื่อมีเทคโนโลยีและการบริหารจัดการทรัพยากรที่เหมาะสม หนึ่งในตัวอย่างที่กำลังได้รับความสนใจคือ การพัฒนาฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกลางทะเลทรายทากลามากัน (Taklamakan Desert) ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน ซึ่งเป็นพื้นที่ห่างไกลจากทะเลและมีสภาพอากาศแห้งแล้งอย่างรุนแรง แต่กลับสามารถเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้หลากหลายชนิด ตั้งแต่ปลาแซลมอน ปลาเทราต์ ปลากะพง ไปจนถึงกุ้งและปู ความน่าสนใจไม่ได้อยู่เพียงการเลี้ยงปลาในพื้นที่ที่แทบไม่มีฝนตกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการนำน้ำใต้ดินที่มีความเค็มมาปรับคุณภาพให้เหมาะสมกับสัตว์น้ำ การใช้ระบบหมุนเวียนน้ำเพื่อลดการสูญเสีย ตลอดจนการนำเทคโนโลยีควบคุมสภาพแวดล้อมเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ปัจจุบันเขตซินเจียงมีฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมากกว่า 1,000 แห่ง มีกำลังการผลิตรวมมากกว่า 200,000 ตันต่อปี
ในยุคที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์โลกเดือด (Global Warming) ตัวการสำคัญหนีไม่พ้น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ขณะเดียวกันในภาคเกษตรกรรมของจังหวัดจันทบุรี เมืองหลวงแห่งผลไม้ไทย ก็ต้องประสบกับปัญหา “เปลือกทุเรียนเหลือทิ้ง” จำนวนมหาศาลหลังจากฤดูกาลเก็บเกี่ยว ซึ่งส่วนใหญ่มักถูกกำจัดด้วยการเผาหรือปล่อยให้ย่อยสลายไปเองตามธรรมชาติ ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกซ้ำเติมสิ่งแวดล้อมโดยไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ แต่ในวันนี้ ปัญหาเหล่านั้นกำลังจะเปลี่ยนไป ด้วยความร่วมมือระหว่าง “สวนจันทร์เรือง” และคณะอาจารย์จากโรงเรียนศรียานุศรณ์ ที่ได้ร่วมกันคิดค้นและวิจัย “อิฐบล็อกไบโอชาร์จากเปลือกทุเรียน” นวัตกรรมวัสดุก่อสร้างรักโลกที่อาจเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ช่วยให้โลกของเราเย็นลงได้ ทำไมต้องเป็น “เปลือกทุเรียน” จากการศึกษาพบว่า เปลือกทุเรียนมีองค์ประกอบของเซลลูโลส และลิกนิน สูงมาก เมื่อนำมาผ่านกระบวนการเผาไหม้แบบจำกัดอากาศ จะได้เป็น “ถ่านไบโอชาร์” (Biochar) ที่มีคุณสมบัติพิเศษคือ มีรูพรุนสูงมาก ซึ่งรูพรุนเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นตัวดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดอ
ปัญหาน้ำผึ้งดิบมีค่าความชื้นสูงเกินเกณฑ์ จนเกิดฟองและเสี่ยงหมักเปรี้ยว กลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เกษตรกรและกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ภาคใต้ เสียโอกาสในการยกระดับสินค้าสู่ตลาดพรีเมียมมาโดยตลอด ล่าสุด มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย (มทร.ศรีวิชัย) โดย รองศาสตราจารย์วรพงษ์ บุญช่วยแทน อาจารย์ประจำหลักสูตรสาขาวิชาวิศวกรรมการผลิต คณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้คิดค้นและพัฒนา “เครื่องลดความชื้นน้ำผึ้งด้วยระบบสุญญากาศ” (Vacuum Evaporator Version 3) ขึ้นมาตอบโจทย์นี้ได้สำเร็จ ปัจจุบันเครื่องดังกล่าวอยู่ที่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผึ้งจิ๋วเมืองบ้านพรุ 3 ถนนยอดอุทิศ ตำบลบ้านพรุ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เครื่องลดความชื้นน้ำผึ้งด้วยระบบสุญญากาศ (Vacuum Evaporator) เป็นผลงานนวัตกรรมจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย (มทร.ศรีวิชัย) ที่พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยแก้ปัญหาคุณภาพน้ำผึ้งและน้ำผึ้งชันโรงของวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ภาคใต้ จุดเด่นและหลักการทำงาน “Advertiser” • หลักการทำงาน: ใช้เทคนิคการลดความดันภายในระบบให้ต่ำกว่าบรรยากาศปกติ (สุญญากาศ) เพื่อให้น้ำเดือดและระเหยออกที่อุณหภูมิต่ำ • ควบคุมอุณหภูมิ: ควบคุมอุณหภ
21 ตุลาคม 2569 เนื่องในโอกาสครบรอบ 59 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบแนวทางการขับเคลื่อนกรมส่งเสริมการเกษตร มุ่ง “สร้างคนรุ่นใหม่ พัฒนากรมเป็นองค์กรทันสมัย ด้วยงานส่งเสริมการเกษตรสมัยใหม่ เพื่อความมั่นคงและยั่งยืนทางเกษตรและอาหาร” พร้อมยกระดับระบบส่งเสริมการเกษตรให้สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของภาคการเกษตร เชื่อมโยงคน พื้นที่ และสินค้า ใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และนวัตกรรมสร้างโอกาสและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับเกษตรกร นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลา 59 ปี กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นกำลังสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมไปสู่เกษตรกร ตลอดจนเชื่อมโยงการทำงานระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และเครือข่ายเกษตรกร เพื่อให้การพัฒนาการเกษตรเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในทุกพื้นที่ งานส่งเสริมการเกษตรไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการถ่ายทอดความรู้ แต่ต้องสามารถเชื่อมโยง ‘คน พื้นที่ และสินค้า’ เข้าด้วยกัน ใช้ข้อมูล เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นเครื่องมือในการตั
หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) จังหวัดพัทลุงก้าวสู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวที่โดดเด่นด้วยมรดกโลกถึง 3 รายการ ประกอบด้วย มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม “โนรา” มรดกทางการเกษตรโลกแห่งแรกของประเทศไทย และล่าสุดคือ พื้นที่ชุ่มน้ำโลก (Ramsar Site) ทะเลน้อย ที่การที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้ประกาศขึ้นทะเบียนให้พื้นที่ทะเลน้อย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ได้รับการยอมรับเป็นระบบมรดกทางการเกษตรที่สำคัญของโลก (GIAHS) ภายใต้ชื่อ “Thale Noi Wetland Pastoral Buffalo Agro-ecosystem” เมื่อปี พ.ศ. 2565 ซึ่งถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันเกื้อกูลระหว่างระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ กับภูมิปัญญาการเลี้ยงควายปลักแบบปล่อยธรรมชาติที่สืบทอดกันมานานกว่า 2 ศตวรรษ จากผลการศึกษาวิจัยเชิงลึกพบว่า วิถีชีวิตของ “ควายเลน้อย” มีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลและฟื้นฟูระบบนิเวศของทะเลน้อยอย่างยิ่ง ฝูงควายเหล่านี้ทำหน้าที่เสมือนวิศวกรชีวภาพ ที่ช่วยกำจัดวัชพืชน้ำที่หนาแน่นได้ถึง
วรวรรต ศรีสอ้าน (กลาง) รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส โครงการ วัน แบงค็อก พร้อมด้วย จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย (ที่ 2 จากขวา) ผู้อำนวยการอาวุโสและหัวหน้าภัณฑารักษ์ฝ่ายศิลปะและวัฒนธรรม และผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการสร้างแบรนด์และสื่อสารการตลาด โครงการ วัน แบงค็อก ร่วมกับ คณะบุคคลชมรม เอจีไอ ประเทศไทย นำโดย ธีรนพ หวังศิลปคุณ (ที่ 2 จากซ้าย) สยาม อัตตะริยะ (ซ้ายสุด) และ พัชร ลัดดาพันธ์ (ขวาสุด) ประกาศความร่วมมือในการนำ “AGI Open 2027 Bangkok” เทศกาลและงานประชุมด้านการออกแบบกราฟิกและการสื่อสารด้วยภาพชั้นนำระดับโลก จากสมาคม Alliance Graphique Internationale (AGI) มาจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยมีศูนย์กลางของการจัดงานที่ วัน แบงค็อก เตรียมต้อนรับสมาชิก AGI จาก 47 ประเทศ กว่า 200 คน พร้อมเหล่านักออกแบบ ครีเอทีฟ และนักศึกษาจากทั่วภูมิภาคเอเชีย ระหว่างวันที่ 6–7 พฤศจิกายน 2570 โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานรวมกว่า 5,000 คน การจัดงานในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ วัน แบงค็อก ในการสนับสนุนและเชื่อมโยงเครือข่ายนักสร้างสรรค์ระดับโลก เพื่อต่อยอดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) และผลักดันกรุงเ
ในยุคที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์โลกเดือด (Global Warming) ตัวการสำคัญหนีไม่พ้น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ขณะเดียวกันในภาคเกษตรกรรมของจังหวัดจันทบุรี เมืองหลวงแห่งผลไม้ไทย ก็ต้องประสบกับปัญหา “เปลือกทุเรียนเหลือทิ้ง” จำนวนมหาศาลหลังจากฤดูกาลเก็บเกี่ยว ซึ่งส่วนใหญ่มักถูกกำจัดด้วยการเผาหรือปล่อยให้ย่อยสลายไปเองตามธรรมชาติ ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกซ้ำเติมสิ่งแวดล้อมโดยไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ แต่ในวันนี้ ปัญหาเหล่านั้นกำลังจะเปลี่ยนไป ด้วยความร่วมมือระหว่าง “สวนจันทร์เรือง” และคณะอาจารย์จากโรงเรียนศรียานุศรณ์ ที่ได้ร่วมกันคิดค้นและวิจัย “อิฐบล็อกไบโอชาร์จากเปลือกทุเรียน” นวัตกรรมวัสดุก่อสร้างรักโลกที่อาจเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ช่วยให้โลกของเราเย็นลงได้ ทำไมต้องเป็น “เปลือกทุเรียน” จากการศึกษาพบว่า เปลือกทุเรียนมีองค์ประกอบของเซลลูโลส และลิกนิน สูงมาก เมื่อนำมาผ่านกระบวนการเผาไหม้แบบจำกัดอากาศ จะได้เป็น “ถ่านไบโอชาร์” (Biochar) ที่มีคุณสมบัติพิเศษคือ มีรูพรุนสูงมาก ซึ่งรูพรุนเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นตัวดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดอ
กรุงเทพฯ 21 ตุลาคม 2569 – ทรู คอร์ปอเรชั่น สนับสนุนมหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 ร่วมส่งเสริมศักยภาพประเทศไทยในการเป็นจุดหมายปลายทางของงานระดับนานาชาติ เชื่อมประสบการณ์ของผู้เข้าชมจากทั่วโลกกับโอกาสด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจอีสาน พร้อมยกระดับโครงข่ายสื่อสารทั้งมือถือและอินเตอร์เน็ต เพื่อรองรับผู้เข้าชมและการดำเนินงานตลอดการจัดงาน 134 วัน ในการนี้ คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และการสื่อสาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้หารือกับ คุณวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คุณรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คุณณฐพล วิถี รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี คุณศศิญา ปานตั้น รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร และ ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ถึงแนวทางร่วมสนับสนุนมหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 โดยนำศักยภาพด้านการสื่อสารและเทคโนโลยีดิจิทัลของทรูมาเสริมความพร้อมในการจัดงานและการต้อนรับผู้มาเยือน คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ กล่าวว่า “มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานีครั้งนี้ เป็นเวทีสำคัญ
