News

“โกโก้ไทย” เนื้อหอม ทั่วโลกจับตา เพราะแตกต่าง “ประณีต ใจเย็น สร้างสรรค์”

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 ที่อาคารข่าวสด แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ เทคโนโลยีชาวบ้าน ในเครือมติชน จัดสัมมนางาน ‘Agri-Next พลิกโฉมเกษตรกรไทย สู่ผู้นำเกษตรมูลค่าสูง’ เปิดโอกาสสำหรับเกษตรกร ผู้ประกอบการ และนักธุรกิจหน้าใหม่ ที่มาอัปเดตความรู้ และอัปสกิลการทำเกษตรแบบเดิมๆ ให้กลายเป็น “เกษตรมูลค่าสูง” ตั้งแต่เวลา 11.00-16.30 น. โดยเปิดให้เข้าร่วมงานฟรี

เวลา 14.15 น. เข้าสู่ช่วง Special Talks หัวข้อ “ปลดล็อกโกโก้ไทย โอกาสการเติบโตในตลาดเกษตรมูลค่าสูง” นำโดย คุณไพฑูรย์ กระโทกนอก เจ้าของ COCOA FARM ลำตะคอง และ คุณนที มาลีเพชร ตัวแทนจาก Kad Kokoa แบรนด์โกโก้สัญชาติไทยที่สร้างชื่อเสียงไปไกลระดับชาติ

ในตอนหนึ่ง คุณไพฑูรย์ เจ้าของ COCOA FARM ลำตะคอง กล่าวว่า “ก่อนมาปลูกโกโก้ ผมเคยเป็นอาจารย์มาก่อน โกโก้จึงเป็นทั้งพืชและอาชีพสร้างรายได้หลังเกษียณ จุดเริ่มต้นที่เลือกปลูกโกโก้มาจากนิสัยส่วนตัวที่ชอบเรียนรู้และทดลอง ซึ่งโกโก้ตอบโจทย์ความชอบในตอนนั้นได้เป็นอย่างดี แต่ปัจจุบันโกโก้ได้กลายเป็นพืชอนาคตของฟาร์มเราไปแล้ว

“อย่างที่บอกคือ ก่อนปลูกโกโก้ ผมเคยเป็นครูสอนวิทยาศาสตร์ ความรู้เรื่องพืชผลจึงมีไม่มากนัก ผมเริ่มต้นทำเกษตรเหมือนเกษตรกรทั่วไป คือปลูกพืชตามกระแสราคาดี เริ่มตั้งแต่ยางพารา มะม่วง และมะยงชิด แต่พอทำไปแล้วเริ่มไม่สนุก เพราะทุกอย่างมีต้นทุน และขาดทุนทุกปี ผมจึงต้องมองหาวิธีบริหารจัดการความเสี่ยงและหาทางอยู่รอด


เพราะต้องอย่าลืมว่าผมเกษียณตั้งแต่อายุ 50 ปี ยังมีเวลาอีก 10-30 ปีที่ต้องอยู่รอดด้วยแรงที่มีอยู่ ด้วยเหตุนี้ ผมจึงต้องศึกษาหาทางรอด และพบว่า พืชทางรอดของผมคือโกโก้”

“โกโก้” จากพืชที่ไม่รู้จัก สู่พืชสร้างอนาคต

“เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ผมไม่เคยรู้จักโกโก้เลย รู้จักแค่โอวัลติน ข้อมูลเกี่ยวกับโกโก้ก็มีน้อยมาก แต่พอได้ศึกษาอ่านงานวิจัยเกี่ยวกับโกโก้ เห็นลักษณะผลก็เกิดความสนใจ และตัดสินใจเข้าสู่วงการหฤโหดนี้ในฐานะกลุ่มแรกๆ ที่บ้าปลูกโกโก้ แม้จะยังมองไม่เห็นความสำเร็จที่ปลายอุโมงค์ รู้เพียงว่าโกโก้มีมูลค่าและมีโอกาส แต่ผมก็เลือกที่จะเริ่มต้นก้าวเดินเข้าไปแล้ว”

อะไรคือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในการปลูกโกโก้?

คุณไพฑูรย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โกโก้เป็นพืชที่น่าสนใจตรงที่ต้องมีองค์ความรู้ ต่างจากพืชผลอื่นๆ เช่น มะม่วง ที่เก็บกินหรือขายได้เลย เพราะเมล็ดโกโก้กินไม่อร่อย และเปลือกก็กินไม่ได้ ดังนั้น องค์ความรู้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

“ผมเริ่มต้นจากความไม่รู้ จึงศึกษาเจาะลึกไปทั่วทุกภาค เพื่อค้นหาผู้เชี่ยวชาญ และศูนย์กลางโกโก้ในเมืองไทย จนเริ่มมองเห็นความชัดเจนและตกผลึกได้ว่า ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของการปลูกโกโก้ให้ยั่งยืนคือ ‘ขั้นตอนกลางน้ำ’

ผมเชื่อว่าเกษตรกรทุกคนปลูกเก่งอยู่แล้ว แต่หลังจากได้ผลโกโก้แล้ว จะเข้าสู่ขั้นตอนที่เรียกว่า ‘การหมัก’ ซึ่งมีความยุ่งยากและเป็นกุญแจสำคัญที่จะตัดสินว่าเกษตรกรจะไปรอดหรือไม่รอด

เราจึงต้องศึกษาและทำให้ขั้นตอนการหมัก (Fermentation) ในกระบวนการกลางน้ำเป็นไปอย่างถูกต้อง เพราะการหมักจะเปลี่ยนโครงสร้างของเมล็ด และเป็นจุดกำเนิดของรสชาติ สี และกลิ่น ดังนั้น หากจะเดินบนเส้นทางโกโก้ สิ่งสำคัญคือ 1. การปลูก และ 2. การแปรรูป/การหมัก (Ferment) ในขั้นตอนกลางน้ำเพื่อให้ได้เมล็ดโกโก้คุณภาพดี ซึ่งตรงนี้แหละครับจะเป็นหนทางนำเกษตรกรไปสู่ความยั่งยืน” อาจารย์ไพฑูรย์ กล่าว

ทางด้าน คุณนที มาลีเพชร ผู้จัดการด้านวัตถุดิบเมล็ดโกโก้และวัตถุดิบของ Kad Kokoa เปิดเผยว่า แบรนด์ Kad Kokoa ถือเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกวงการโกโก้ไทย เห็นความสำคัญของการปลูกและแปรรูปโกโก้อย่างจริงจัง โดยเริ่มจากการปลูกที่จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมเดินทางไปศึกษากระบวนการแปรรูปในต่างประเทศ ก่อนเข้าร่วมประกวดจนสามารถคว้ารางวัล และค่อยๆ ขยับขยายจนกลายเป็นแบรนด์ที่ทำตลาดทั้งในและต่างประเทศ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โกโก้ไทยเป็นที่รู้จักมากขึ้นในระดับนานาชาติ

ปัจจุบันตลาดโกโก้ยังมีความต้องการสูง โดยห่วงโซ่การผลิตแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ต้นน้ำ คือการปลูกและผลิตเมล็ดโกโก้ที่มีคุณภาพสูง เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้แปรรูป กลางน้ำ คือการหมักและแปรรูปเบื้องต้น เพื่อเพิ่มมูลค่าและรักษาคุณภาพของผลผลิต
และปลายน้ำ คือกระบวนการผลิตสินค้าเพื่อออกสู่ตลาด ซึ่งต้องใช้ทั้งเงินทุนและนวัตกรรมในการต่อยอด

“การทำโกโก้ ต้นทุนของต้นน้ำคือเวลา ต้นทุนของกลางน้ำคือทุน ส่วนปลายน้ำต้องมีตั้งแต่เงินทุนไปจนถึงนวัตกรรม หากทำครบวงจรอย่างมีคุณภาพ ก็จะตอบโจทย์ตลาดได้อย่างยั่งยืน” คุณนที กล่าว

นอกจากนี้ คุณนทียังกล่าวว่า หากผลผลิตมีคุณภาพและตรวจสอบย้อนกลับได้ จะช่วยให้โกโก้ไทยไปได้ไกลในตลาดโลก ปัจจุบันมีหลายแบรนด์ไทยที่สร้างชื่อเสียงในต่างประเทศ สำหรับผู้ที่อยากเริ่มต้นทำแบรนด์ของตนเอง หากทำในเชิงท่องเที่ยวสามารถเริ่มได้ด้วยงบประมาณราว 50,000 บาท แต่หากทำในเชิงอุตสาหกรรมต้องใช้เงินทุนตั้งแต่หลักล้านบาทขึ้นไป

คุณนที ยังกล่าวต่ออีกว่า การหมักโกโก้ในแต่ละพื้นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น วิธีหมักและการคั่วที่แตกต่างกัน ซึ่งถือเป็นเสน่ห์ของโกโก้ไทย โดยเฉพาะในตลาด “งานคราฟต์” (Craft Chocolate) ที่ลูกค้าต้องการสินค้าที่มีอัตลักษณ์ชัดเจน แม้ตลาดนี้ยังเล็กกว่าภาคอุตสาหกรรม แต่สามารถสร้างรายได้ที่ดีและมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง

“การหมักโกโก้คือการเปลี่ยนน้ำตาลในเมล็ดเป็นแอลกอฮอล์ จากนั้นนำไปตากให้กลิ่นรสสมดุล ก่อนนำวัตถุดิบไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้อีกมาก” คุณนที กล่าวเสริม

สุดท้าย คุณนทีกล่าวว่า หากภาครัฐเข้ามาส่งเสริมด้านการตลาดในต่างประเทศและจัดกิจกรรมให้ภาคเอกชนได้พบปะแลกเปลี่ยนกันมากขึ้น จะช่วยผลักดันให้โกโก้ไทยเติบโตในระดับสากลได้อย่างยั่งยืน

Related Posts