News สูตรลับจากฟาร์ม เทคนิคเกษตร

อัปเดตล่าสุด! เปิดโผ “พืช 57 ชนิด” ปลูกกี่ต้นถึงได้ลดภาษีที่ดิน?

แม้จะมีการจัดเก็บมาตั้งแต่ปี 2563 แต่ “ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง” ยังคงสร้างภาระ ความว้าวุ่นให้กับแลนด์ลอร์ด เศรษฐีที่ดิน หลังรัฐบาลหมดโปรโมชัน ลดอัตราการจัดเก็บเพื่อบรรเทาภาระ เดินหน้าเก็บในอัตรา 100% รวมถึงปี 2569

ไฮไลต์น่าจะอยู่ที่ประเภท “ที่ดินรกร้างว่างเปล่า” ในกรณีเจ้าของที่ดินปล่อยร้างเป็นระยะเวลา 3 ปีติดต่อกัน ซึ่งตั้งแต่ปีที่4 จะเก็บเพิ่มในอัตรา 0.3% ทุกๆ 3 ปี แต่อัตราภาษีรวมไม่เกิน 3%

สำหรับอัตราภาษีที่ดินรกร้างว่างเปล่า มีอัตราเพดานอยู่ที่ 1.2%

– มูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท อัตราภาษี 0.3%


– มูลค่า 50-200 ล้านบาท อัตราภาษี 0.4%

– มูลค่า 200-1,000 ล้านบาท อัตราภาษี 0.5%

– มูลค่า 1,000-5,000 ล้านบาท อัตราภาษี 0.6%

– มูลค่า 5,000 ล้านบาทขึ้นไป อัตราภาษี 0.7%

จากอัตราภาษีที่เพิ่มขึ้น ทำให้ยังคงเห็นเจ้าของที่ดินนำที่ดินปรับสภาพเป็นเกษตรกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เข้าเกณฑ์ “ที่ดินเกษตรกรรม” เพื่อบรรเทาภาระภาษีให้เสียในอัตราที่ถูกลง

– มูลค่า 0-75 ล้านบาท อัตราภาษี 0.01%
– มูลค่า 75-100 ล้านบาท อัตราภาษี 0.03%
– มูลค่า 100-500 ล้านบาท อัตราภาษี 0.05%
– มูลค่า 500-1,000 ล้านบาท อัตราภาษี 0.07%
– มูลค่า 1,000 ล้านบาทขึ้นไป อัตราภาษี 0.1%
– กรณีเป็นบุคคลธรรมดา มูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท จะได้รับการยกเว้น

อย่างไรก็ตาม การที่ภาครัฐได้มีการกำหนดอัตรา “ที่ดินรกร้าง” สูงกว่า “ที่ดินเกษตรกรรม” เพื่อต้องการให้เจ้าของที่ดินนำที่ดินมาใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง แทนการปล่อยรกร้างหรือเก็บไว้เก็งกำไร

แต่การจะนำที่ดินมาพัฒนาเป็นเกษตรกรรม ต้องเป็นชนิด “พืชและสัตว์“ ตามหลักเกณฑ์ประกาศกระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทยที่กำหนดไว้ในท้ายประกาศ จึงจะถือว่าเป็นการใช้พื้นที่เกษตรกรรม

สำหรับชนิดพืชและอัตราขั้นต่ำการปลูกที่กำหนด ที่มีการปรับปรุงล่าสุด
1. กล้วยหอม 200 ต้น/ไร่
2. กล้วยไข่ 200 ต้น/ไร่
3. กล้วยน้ำว้า 200 ต้น/ไร่
4. กระท้อนเปรี้ยว 25 ต้น/ไร่ พันธุ์ทับทิม 25 ต้น/ไร่ พันธุ์ปุยฝ้าย 25 ต้น/ไร่
5. กาแฟ 170 ต้น/ไร่ พันธุ์โรบัสต้า 170 ต้น/ไร่ พันธุ์อะราบิก้า 400 ต้น/ไร่ 6. กานพลู 20 ต้น/ไร่
7. กระวาน 100 ต้น/ไร่
8. โกโก้ 150-170 ต้น/ไร่
9. ขนุน 25 ต้น/ไร่
10. เงาะ 20 ต้น/ไร่
11. จำปาดะ 25 ต้น/ไร่
12. จันทร์เทศ 25 ต้น/ไร่
13. ชมพู่ 45 ต้น/ไร่
14. ทุเรียน 20 ต้น/ไร่
15. ท้อ 45 ต้น/ไร่
16. น้อยหน่า 170 ต้น/ไร่
17. นุ่น 25 ต้น/ไร่
18. บ๊วย 45 ต้น/ไร่
19. ปาล์มน้ำมัน 22 ต้น/ไร่
20. ฝรั่ง 45 ต้น/ไร่
21. พุทรา 80 ต้น/ไร่
22. เสาวรส 400 ต้น/ไร่
23. พริกไทย 400 ต้น/ไร่
24. พลู 100 ต้น/ไร่
25. มะม่วง 20 ต้น/ไร่
26. มะพร้าวแก่ 20 ต้น/ไร่
27. มะพร้าวอ่อน 20 ต้น/ไร่ 28. มะม่วงหิมพานต์ 45 ต้น/ไร่ 29. มะละกอ (ยกร่อง) 100 ต้น/ไร่ (ไม่ยกร่อง) 175 ต้น/ไร่
30. มะนาว 50 ต้น/ไร่
31. มะปราง 25 ต้น/ไร่
32. มะขามเปรี้ยว 25 ต้น/ไร่
33. มะขามหวาน 25 ต้น/ไร่
34. มังคุด 16 ต้น/ไร่
35. ยางพารา 76 ต้น/ไร่
36. ลิ้นจี่ 20 ต้น/ไร่
37. ลำไย 20 ต้น/ไร่
38. ละมุด 45 ต้น/ไร่
39. ลางสาด 45 ต้น/ไร่
40. ลองกอง 45 ต้น/ไร่
41. ส้มโอ 45 ต้น/ไร่
42. ส้มโอเกลี้ยง 45 ต้น/ไร่
43. ส้มตรา 45 ต้น/ไร่
44. ส้มเขียวหวาน 45 ต้น/ไร่
45. ส้มจุก 45 ต้น/ไร่
46. สาลี่ 45 ต้น/ไร่
47. สะตอ 25 ต้น/ไร่
48. หน่อไม้ไผ่ตง 25 ต้น/ไร่
49. หมาก 100-170 ต้น/ไร่
50. หม่อน 35 ต้น/ไร่
51. องุ่น 35 ต้น/ไร่
52. แก้วมังกร 35 ต้น/ไร่
53. แอปเปิ้ล 35 ต้น/ไร่
54. อะโวคาโด 35 ต้น/ไร่
55. อินทผลัม 35 ต้น/ไร่
56. ยูคาลิปตัส 100 ต้น/ไร่
57. พืชกลุ่มให้เนื้อไม้ 30 ต้น/ไร่

เกณฑ์เลี้ยงสัตว์ 9 ชนิด
1. โค ขนาด 7 ตารางเมตรต่อตัว เท่ากับเป็นการใช้ที่ดิน 1 ตัวต่อ 5 ไร่

2. กระบือโตเต็มวัย ขนาด 7 ตารางเมตรต่อตัว เท่ากับเป็นการใช้ที่ดิน 1 ตัวต่อ 5 ไร่

3. แพะ-แกะโตเต็มวัย ขนาด 2 ตารางเมตรต่อตัว เท่ากับเป็นการใช้ที่ดิน 1 ตัวต่อไร่

4. สุกร พ่อพันธุ์ คอกเดี่ยว ขนาด 7.5 ตารางเมตรต่อตัว แม่พันธุ์ คอกเดี่ยว ขนาด 1.5 ตารางเมตรต่อตัว สุกรอนุบาล ขนาด 0.5 ตารางเมตรต่อตัว สุกรขุน ขนาด 1.5 ตารางเมตรต่อตัว คอกคลอด ใช้พื้นที่ไม่น้อยกว่า 6 ตารางเมตรต่อตัว ซองอุ้มท้อง ใช้พื้นที่ไม่น้อยกว่า 2 ตารางเมตรต่อตัว

5. สัตว์ปีกเลี้ยงปล่อย (เป็ดและไก่) 4 ตารางเมตรต่อตัว (ตามมาตรฐานปศุสัตว์อินทรีย์)

6. กวาง 2 ไร่ต่อตัว

7. หมูป่า 5 ตารางเมตรต่อตัว (เลี้ยงในโรงเรือน) 0.25 ไร่ต่อตัว (เลี้ยงปล่อย)

8. ผึ้ง บริเวณที่มีพืชอาหารเลี้ยงผึ้ง เช่น เกสร และน้ำหวานดอกไม้ที่สมดุล กับจำนวนรังผึ้ง

9. จิ้งหรีด บริเวณพื้นที่เพียงพอและเหมาะสม กับขนาดและจำนวนบ่อ

ทั้งนี้ ในกรณีการประกอบการเกษตรที่เป็นการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ให้ถือว่าการใช้ประโยชน์ในที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นการใช้ประโยชน์ในการประกอบการเกษตรกรรม

1. พื้นที่บ่อดิน บ่อปูน กระชังบก บ่อพลาสติก โรงเพาะฟัก หรือพื้นที่ที่ใช้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในลักษณะอื่นใด ที่ผู้ขุด ผู้สร้าง ผู้จัดทำ เจ้าของ หรือผู้ครอบครอง มีความมุ่งหมายโดยตรงที่ใช้ทำการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

    2. ที่ดินที่เป็นพื้นที่ต่อเนื่องที่มีกิจกรรมใช้ประกอบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น บ่อพักน้ำ บ่อบำบัดน้ำ คลองส่งน้ำ คลองระบายน้ำ คูน้ำ คันดินขอบบ่อ ถนน และให้รวมถึงสิ่งปลูกสร้างอื่นใด ที่ใช้ประโยชน์ เพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

    จากการสอบถามผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจการบริหารจัดการที่ดิน ระบุว่าเจ้าของที่ดินยังนำที่ดินมาปรับพื้นที่ให้เป็นเกษตรกรรมทุกปีตามรอบการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และในระยะหลังๆ จะเป็นที่ดินแปลงขนาดใหญ่ขึ้นตั้งแต่ 15 ไร่ขึ้นไป เนื่องจากครบเวลา 3 ปีแล้ว และปีที่ 4 ต้องจ่ายเพิ่มเท่าตัว

    โดยลูกค้าที่ใช้บริการจะมีทั้งในกรุงเทพฯ จังหวัดปริมณฑล และต่างจังหวัด เช่น ชลบุรี ศรีราชา พัทยา ระยอง เป็นต้น โดยนิยมปลูก ไม้เบญจพรรณ มะม่วง มะพร้าว กล้วย นอกจากนี้อีกปรากฏการณ์ที่เห็นคือ ปรับที่ดินแล้วปล่อยเช่าและขายมากขึ้น จะไม่มีเก็บไว้นานๆ เหมือนที่ผ่านมา เพื่อลดภาระด้านภาษี

    ที่มา :ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ https://www.prachachat.net/property/news-1952250

    Related Posts