เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 17 ต.ค. ผู้สื่อข่าวพร้อม นายปิยพันธ์ มณเฑียรทอง หัวหน้าหน่วยกู้ภัยมูลนิธิร่วมกตัญญู จุดรับแจ้งเหตุ สภ.ท่าแซะ ลงตรวจสอบพื้นที่หมู่ 6 ต.ท่าแซะ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร หลังรับแจ้งจากชาวบ้านว่าพบหมีออกอาละวาดกัดสัตว์เลี้ยง และใช้ฝ่าเท้าตะกายพืชผลทางการเกษตรเสียหาย จนชาวบ้านหวาดผวาไม่กล้าออกไปทำสวน ตรวจสอบจุดเกิดเหตุอยู่ห่างจากด้านหลัง สภ.ท่าแซะ ประมาณ 700 เมตร พบในสวนชาวบ้านที่โคนต้นมะพร้าว ทุเรียน กระถินเทพา และต้นกล้วย มีร่องรอยถูกกรงเล็บของสัตว์ใหญ่ตะปบตะกายจนเปลือกฉีกขาด และมีรอยเล็บข่วนจนเสียหายหลายต้น มีรอยเท้าสัตว์ใหญ่ลักษณะคล้ายรอยหมีเดินเหยียบย่ำไปมาหลายจุด
นายปิยพันธ์ เล่าว่า หลังรับแจ้งขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านในช่วง 2 วันที่ผ่านมาว่ามีหมีออกมากัดแมวที่เลี้ยงไว้จนสลบ มีแผลฉกรรจ์เหวะหวะทั่วตัว จึงลงพื้นที่ตรวจสอบพบรอยเท้าสัตว์ป่าขนาดใหญ่คาดว่าน่าจะเป็นรอยเท้าหมี และมีร่องรอยตะปบตะกายต้นไม้ในสวนของชาวบ้านเสียหายหลายราย จึงแจ้งไปยังปศุสัตว์อำเภอ และได้ให้ตนไปสอบถามชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงว่ามีใครเคยเลี้ยงหมีบ้างหรือไม่ ซึ่งอาจจะหลุดหรือถูกปล่อยออกมา แต่จากการสอบถามไม่มีใครเคยเลี้ยงหมีมาก่อน
นายปิยพันธ์ เล่าต่อว่า หลังจากนั้นเกือบทุกวันว่าในช่วงเช้ามืดว่ามีเสียงสุนัขเห่าหอนเหมือนเจอสัตว์ใหญ่มาวนเวียนอยู่ในสวนหลังบ้าน เมื่อไปตรวจสอบพบเพียงรอยเท้า และรอยกรงเล็บตะปบตะกราวโคนต้นไม้และรอยเหยียบย่ำใหม่ๆจำนวนมาก คาดว่าเป็นหมีที่ออกมาหากินช่วงกลางคืนและตอนเช้ามืด ส่วนกลางวันมันอาจจะนอนอยู่ตามต้นไม้หรือในโพรงในละแวกใกล้เคียง
ด้าน น.ส.อัญชีสา ทองมาก อายุ 15 ปี กล่าวว่า ช่วงเช้ามืดวันเกิดเหตุตนได้ยินเสียงสุนัขเห่าอยู่บริเวณสวนหลังบ้าน จึงชวนเพื่อนออกไปดูพบหมีตัวขนาดใหญ่สีดำกำลังเดินวนเวียนอยู่รอบๆโคนต้นไม้และใช้กรงเล็บตะปบแมวชื่อ “สีทอง” เพศเมียที่ตนเลี้ยงไว้ ด้วยความกลัวจึงพากันวิ่งออกมาจากจุดเกิดเหตุแล้วไปบอกผู้ปกครอง หลังจากนั้นเข้าไปดูอีกทีพบว่าแมวนอนแน่นิ่งสลบอยู่มีบาดแผลกรงเล็บตะปบเป็นแผลเหวะหวะตามท้องและลำตัวหลายแห่ง เมื่อพาแมวไปให้สัตว์แพทย์รักษาแพทย์บอกว่าเป็นรอยถูกหมีตะปบ
ขณะที่ นางพรทิพย์ พงษ์สุชาติ อายุ 62 ปี กล่าวว่า ตอนนี้ชาวบ้านหวาดผวาไม่กล้าออกจากบ้าน โดยเฉพาะเด็กๆน่าเป็นห่วงมาก จึงอยากให้หน่วยงานเกี่ยวข้องลงมาตรวจสอบและจับหมีตัวไปไว้ในที่ปลอดภัย
ที่มา : ข่าวสดออนไลน์
MOST POPULAR
ปัญหาปลาหมอคางดำ สร้างความปวดหัวให้แก่ชาวประมงอย่างมากเพราะเป็นสัตว์ต่างถิ่นที่ปรับตัวได้เก่ง สามารถอยู่ได้ในแหล่งน้ำทุกประเภท สามารถแพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว กำจัดเท่าไหร่ก็ไม่หมดไม่สิ้น ในรายการ เปลี่ยนมุมคิด สถานีโทรทัศน์รัฐสภา วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เวลา 20.15 น.คุณธวัช สุระบาล ประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา กล่าวตอนหนึ่งว่า ปัญหาปลาหมอคางดำไม่ควร “หาคนผิด” เพราะมีหลายปัจจัยไม่รู้ว่ามาจากอะไร กรณีปัญหาการลักลอบนำเข้าสัตว์ต่างถิ่นรวมทั้งประเด็นความรับผิดชอบคงต้องรอฟังข้อเท็จจริงจากกระบวนการศาล ทุกวันนี้ หลายพื้นที่ประสบปัญหาเรื่องคุณภาพน้ำอยู่แล้ว จำเป็นต้องจัดการทั้งระบบนิเวศ ไม่ใช่มองแค่ปัญหาปัญหาหมอคางดำเพียงอย่างเดียว ปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องเร่งเดินหน้าจัดการก็คือ ช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งควบคุมการแพร่ระบาด ลดประชากรปลา ผ่านโมเดล “จับ-ลด-ใช้ประโยชน์” พร้อมเปลี่ยนมุมมอง หมอคางดำ จากวายร้ายเป็นทรัพยากร ที่สามารถ นำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลายทั้ง อาหารคน อาหารสัตว์ อาหารพืช ปลาป่น วัตถุดิบเลี้ยงปูขาว และสินค้าโอท็อป เพื่อสร้างห่วงโซ่เศรษฐกิจใหม่ให้ชุมชน
ในวันที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ทั้งภัยแล้ง อุณหภูมิสูง ดินเสื่อม และต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น การทำเกษตรจึงยากกว่าที่เคย โดยเฉพาะปัญหาราคาปุ๋ยและคุณภาพดินที่ถดถอยต่อเนื่อง จนเกษตรกรจำนวนมากต้องลงทุนเพิ่ม แต่ผลผลิตกลับไม่เพิ่มตาม “ไบโอชาร์” จึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในทางรอดสำคัญของภาคเกษตรยุคใหม่ เพราะไม่ใช่เพียงถ่านธรรมดา แต่คือคาร์บอนจากชีวมวลพืชที่มีโครงสร้างรูพรุนสูง ช่วยฟื้นฟูดินถึงระดับโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ดินร่วนซุย อุ้มน้ำได้ดี ลดการสูญเสียธาตุอาหาร และช่วยให้จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์เติบโตได้มากขึ้น และสิ่งที่น่าสนใจคือ เกษตรกรสามารถผลิตไบโอชาร์ใช้เองได้จากเศษวัสดุในไร่นา ไม่ว่าจะเป็นฟางข้าว ใบอ้อย กิ่งไม้ ซังข้าวโพด หรือเศษพืชจากสวนผลไม้ เพราะพืชทุกชนิดล้วนมีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ เมื่อนำมาเผาภายใต้สภาวะออกซิเจนจำกัด ก็จะได้ไบโอชาร์ที่สามารถนำกลับไปฟื้นดินในแปลงของตัวเองได้อีกครั้ง คุณประสาน สุขสุทธิ์ อดีตหัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดสระแก้ว และเจ้าของสวนไผ่โป๋ยแจ่ม สระแก้ว ได้ให้มุมมองในเรื่องของไบโอชาร์ไว้ว่า แม้ไบโอชาร์จะไม่ใช่ยาวิเศษที่แก้ได้ทุกปัญหาในทั
“ถั่วแระญี่ปุ่น” คือถั่วเหลืองฝักสด เป็นพืชล้มลุก มีทรงพุ่ม ผลเป็นฝัก มีลักษณะทรงแบน ยาวรี โค้งงอเล็กน้อย มีขนอ่อนๆ ฝักมีสีเขียว ฝักจะนูนขึ้น มีเมล็ดโตเรียงกันอยู่ข้างใน เมล็ดไม่แก่ไม่อ่อนเกินไป เมล็ดสีเขียว มีรสชาติหวานมันกว่าเมล็ดใหญ่กว่า นุ่มกว่า มีถิ่นกำเนิดในประเทศญี่ปุ่น ต่อมาได้มีปลูกกันมากในหลายประเทศทั่วโลก ญี่ปุ่น จีน และเกาหลี มีประวัติการบริโภคถั่วเหลืองในระยะฝักไม่อ่อนและไม่แก่เกินไป ชาวญี่ปุ่นนิยมรับประทานถั่วแระเป็นกับแกล้มเบียร์ หรืออาหารว่างเกือบทุกครัวเรือน จึงมีการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ถั่วเหลืองให้มีฝักและเมล็ดใหญ่กว่าถั่วเหลืองธรรมดา 2 เท่า เมล็ดนุ่ม รสชาติหวานมัน ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์สำหรับบริโภคฝักสดเพียงอย่างเดียว และมีความพยายามปลูกถั่วแระส่งตลาดตลอดทั้งปี ซึ่งความต้องการบริโภคถั่วแระญี่ปุ่น หรือถั่วเหลืองฝักสด (Vegetable Soybean) ของชาวญี่ปุ่น ประมาณปีละ 150,000 ตัน แต่สามารถผลิตภายในประเทศได้เพียง 100,000-110,000 ตัน จึงต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ถั่วแระญี่ปุ่นเป็นพืชโปรตีนสูง (ถั่วแระญี่ปุ่น มีโปรตีน 12.7% ถั่วฝักยาว มีโปรตีน 2.4%) รสชาติอร่อย สามารถนำไปประกอบอาหา
ข้อมูลหน่วยงาน สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร เลขที่ 50 ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900 โทรศัพท์ 02-940-6578 อีเมล : [email protected]





