เทคโนโลยีการปรับแต่งพันธุกรรม (Genome Editing: GEd) เป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาความมั่นคงทางอาหาร การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความต้องการพลังงานสะอาด ชูจุดเด่นปรับปรุงพันธุ์พืชได้แม่นยำไร้ DNA แปลกปลอม พร้อมระบุประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้นำด้านระเบียบข้อบังคับที่ก้าวหน้าในภูมิภาค
ในการเสวนาเรื่อง Gene Editing จากการวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ จัดโดยคณะกรรมการเพิ่มมูลค่าพืชเกษตร สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เมื่อเร็วๆนี้ ได้มีการแลกเปลี่ยนมุมมองว่า ปัจจุบันภาคการเกษตรทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายหลัก 3 ประการ ได้แก่ 1. ความจำเป็นในการเพิ่มผลผลิตเพื่อความมั่นคงทางอาหารและโภชนาการ 2. สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงซึ่งทำให้การเพาะปลูกทำได้ยากขึ้นจากการระบาดของศัตรูพืชและโรคพืช และ 3. การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือก เช่น เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel)
ดังนั้น เทคโนโลยีการปรับแต่งพันธุกรรม (Genome Editing หรือ Gene Editing หรือ GEd ) จึงถูกมองว่าเป็นเครื่องมือแห่งอนาคตที่จะเข้ามาช่วยนักปรับปรุงพันธุ์พืชในการสร้างความหลากหลายทางพันธุกรรมเพื่อตอบโจทย์เหล่านี้
ความแตกต่าง GEd ไม่ใช่ GMOs
ดร. Valasubramanian Ramaiah APAC Genome Editing Policy Lead. บริษัท Corteva agriscience กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำความเข้าใจเทคโนโลยี GEd คือ การทำงานกับ DNA ของพืชเองโดยไม่มีการนำ DNA แปลกปลอมจากภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยมีการเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า การพัฒนาพันธุ์ 3 รูปแบบ คือ
1.การปรับปรุงพันธุ์แบบดั้งเดิม: เปรียบเสมือนการนำหนังสือสองเล่มที่คล้ายกันมาผสมหน้ากันใหม่
2.GMOs: เหมือนการเพิ่มหน้ากระดาษจากหนังสือเล่มอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยเข้าไป
3.Genome Editing : เป็นการแก้ไขคำหรือประโยคในหนังสือเล่มเดิมให้ถูกต้องหรือดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลบหรือการเพิ่มส่วนเล็กน้อย แต่ยังคงเป็นหนังสือเล่มเดิม

ความสำเร็จจากการวิจัยสู่การใช้จริง
ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยี GEd มาใช้พัฒนาพืชผลมากมาย เช่น ข้าวโพดข้าวเหนียว ซึ่งนักวิจัยใช้เทคนิค CRISPR ในการลบยีนบางส่วนออกเพื่อทำให้ได้แป้งที่มีคุณภาพสูงสำหรับอุตสาหกรรม โดยไม่ส่งผลกระทบต่อผลผลิต (Yield) เหมือนวิธีการกลายพันธุ์แบบเดิม
นอกจากนี้ ยังมี ข้าวโพดต้านทานหลายโรค (Multi-disease resistant corn) ที่รวมยีนต้านทานโรคเชื้อรา 4 ชนิดไว้ในตำแหน่งเดียว ช่วยให้เกษตรกรบริหารจัดการฟาร์มได้ง่ายขึ้น
การพัฒนากล้วยไม่ดำคล้ำง่าย (Non-browning banana) เพื่อลดขยะอาหาร ซึ่งได้รับการอนุมัติในญี่ปุ่นแล้ว รวมถึง ข้าวที่ทนทานต่อความเครียด (Abiotic Stress-Tolerant Rice) ซึ่งเตรียมเข้าสู่ตลาดฟิลิปปินส์เร็วๆ นี้
ขณะที่ ดร.ฮิโรชิ อิซุระ จากมหาวิทยาลัยทสึคุบะ และผู้ก่อตั้งบริษัทสตาร์ทอัพ Sanatech Life Science เปิดเผยว่า ทางญี่ปุ่นเพิ่งเปิดตัว GEd มะเขือเทศสายพันธุ์ “Shiranu Hay GABA” ซึ่งใช้เทคโนโลยี CRISPR/Cas9 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับรางวัลโนเบลในปี 2020 มาใช้ในการพัฒนาพันธุ์ เพิ่มปริมาณสาร GABA (Gamma-Aminobutyric Acid) สูงกว่ามะเขือเทศทั่วไปถึง 4-5 เท่า ช่วยลดความดันโลหิต เพียงรับประทานมะเขือเทศผลเล็กๆ วันละ 1 ผล ทั้งยังช่วยให้ผ่อนคลาย และทำให้นอนหลับสบายขึ้น
ปัจจุบัน ญี่ปุ่นมีการอนุมัติผลิตภัณฑ์ GEd แล้วถึง 13 รายการ รวมถึงมันฝรั่งจากสหรัฐฯ และกล้วยไม่ดำคล้ำง่าย (Non-browning) ขณะที่สหภาพยุโรปคาดว่าจะเริ่มมีการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ได้ภายในปี 2028-2030 หลังจากที่เพิ่งมีการปรับกฎระเบียบใหม่
นอกจากพืชแล้ว เทคโนโลยี GEd ยังขยายไปสู่ภาคปศุสัตว์ ด้วย โดย ดร. Angel Manabat จากบริษัท Genus Plc Manila ประเทศฟิลิปปินส์ กล่าวว่า บริษัท Genusได้มีการใช้ GEd พัฒนาสุกรสายพันธุ์ต้านทานโรค PRRS (Porcine Reproductive and Respiratory Syndrome) ซึ่งเป็นหนึ่งในโรคที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจรุนแรงที่สุดในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรทั่วโลก ซึ่งการพัฒนางานวิจัยนี้ช่วยลดการใช้ยาปฏิชีวนะและยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ โดยสุกรเหล่านี้จะถูกนำไปผสมพันธุ์ตามธรรมชาติเพื่อถ่ายทอดลักษณะเด่นไปยังรุ่นลูกต่อไป
ทั่วโลกที่ยอมรับเทคโนโลยี GEd
สำหรับความก้าวหน้าทางกฎหมาย ข้อมูลปัจจุบันมีประเทศทั่วโลกที่มีกฎหมายหรือแนวปฏิบัติที่รองรับการใช้ Gene Editing ยอมรับเทคโนโลยีนี้มากกว่า 20 ประเทศทั้งในสหรัฐฯ เอเชีย ยุโรป แอฟริกา และโอเชียเนีย โดยใช้เกณฑ์การพิจารณาในแนวทางซึ่ง “มุ่งเน้นที่ผลิตภัณฑ์” (Product-based approach) คือ หากไม่มี DNA แปลกปลอมตกค้าง (Foreign DNA) จะไม่ถือว่าเป็นพืชดัดแปลงพันธุกรรม (Non-GMOs)
ส่วนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ประเทศไทยได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในประเทศที่มีแนวคิดก้าวหน้า โดยได้จัดทำกรอบระเบียบข้อบังคับตามแนวทาง Product-based เช่นเดียวกับฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่นเดียวกับ เวียดนามและอินโดนีเซีย ที่กำลังเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน
เทคโนโลยีสุดก้าวหน้าในภาคปฏิบัติการณ์ ทำให้ GEd ซึ่งเกิดขึ้นในภายหลังมีความแตกต่างกับ GMOs และได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย เพราะ GEd ปรับแต่งยีนภายในตัวเองโดยไม่มีการใส่ยีนจากภายนอกเข้าไป ซึ่งเป็นการเลียนแบบกระบวนการกลายพันธุ์ตามธรรมชาติ แต่มีความแม่นยำมากกว่า GEd จึงไม่เพียงแต่เป็นนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ แต่ยังเป็นความหวังในการสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืนสำหรับทั้งเกษตรกร ผู้บริโภค และสังคมโดยรวม

สูตรสำเร็จในการนำเทคโนโลยีการแก้ไขยีน (Gene Editing หรือ GEd) ไปใช้ในเชิงพาณิชย์ โดยสรุปบทเรียนจากประสบการณ์ระดับโลกอย่างญี่ปุ่นและสหรัฐฯ จำเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบหลัก 3 ส่วนสำคัญคือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เข้มแข็ง กฎระเบียบที่ชัดเจน และการสร้างความยอมรับจากผู้บริโภค
1. การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Product Development) เป็นกุญแจดอกแรก คือ การมีงานวิจัยที่เข้มแข็งและการบริหารจัดการสิทธิบัตร แม้เทคโนโลยีอย่าง CRISPR/Cas9 จะมีการจดสิทธิบัตรไว้ แต่ยังสามารถนำใช้ในขั้นการวิจัยได้ และเมื่อเข้าสู่ช่วงเชิงพาณิชย์ ผู้พัฒนาควรเจรจากับเจ้าของเทคโนโลยีเพื่อดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย ตามแนวทางที่ญี่ปุ่นใช้ในการพัฒนา “มะเขือเทศ GABA”
2. กฎระเบียบที่เอื้อต่อการนวัตกรรม (Regulation) กฎระเบียบที่ชัดเจนมีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายสินค้าข้ามพรมแดน ญี่ปุ่นถือเป็นต้นแบบที่มีการวางรากฐานกฎหมายมาตั้งแต่ปี 2019 โดยระบุให้ผลิตภัณฑ์ GEd ที่ไม่มียีนใหม่เทียบเท่ากับพันธุ์พืชดั้งเดิม (Conventional) ทำให้ไม่ต้องติดฉลากพิเศษ ซึ่งช่วยลดความสับสนของผู้บริโภค สำหรับประเทศไทยได้รับคำชื่นชมว่าเป็นผู้นำในอาเซียนที่มีกฎระเบียบในการพิจารณาผลิตภัณฑ์ GEd ที่กรมวิชาการเกษตรประกาศออกมาชัดเจน ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการแข่งขันในอนาคต
3. การสร้างความยอมรับและการเข้าถึง (Public Acceptance) ซึ่งความสำเร็จของมะเขือเทศ GABA ในญี่ปุ่นเป็นต้นแบบในการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม โดยมีการแจกเมล็ดพันธุ์ให้ประชาชนกว่า 5,000 คนนำไปปลูกเองที่หลังบ้าน และการให้ข้อมูลที่ถูกต้องผ่านวิดีโอและเว็บไซต์ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าใจว่ามะเขือเทศ GEd ไม่ต่างจากมะเขือเทศทั่วไปในแง่ของรสชาติและการบริโภค จนปัจจุบันผู้บริโภคเป็นฝ่ายเรียกร้องให้ผลิตในเชิงอุตสาหกรรมและแปรรูปเป็นน้ำมะเขือเทศเพื่อความสะดวก
บทเรียนเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า หากประเทศไทยสามารถประสานงานทั้งด้านงานวิจัย กฎหมาย และการสื่อสารกับสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยี GEd จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางอาหารและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้อย่างยั่งยืน
