“กุ้ง”อุตสาหกรรมที่เคยเป็นแชมป์ส่งออกกำลังถูกลืมเลือนจากประเทศไทย ภายหลังจากประสบปัญหาโรคระบาดหลายโรคนับตั้งแต่กุ้งตายด่วน (EMS) เมื่อปลายปี 2554 ทำให้ผลผลิตเสียหายรุนแรง จากที่เคยผลิตได้ปีละ 6 แสนตัน เหลือเพียง 2.5 แสนตัน ไม่สามารถรักษาบัลลังก์แชมป์ส่งออกไว้ได้ ต่อเนื่องด้วยโรคระบาดอีกหลายโรคทั้ง โรคตัวแดงดวงขาว (WSSV) และโรคขี้ขาว
ความพยายามในการกอบกู้วิกฤตกุ้ง โดยพันธมิตรผู้เลี้ยงกุ้งไทย สมาคมกุ้งไทยดำเนินมาอย่างยาวนาน ทั้งการเรียกร้องขอให้รัฐบาลผลักดันการแก้ปัญหากุ้งเป็น โดยยกเป็นวาระแห่งชาติ เสนอยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมในทุกด้าน 11 ประเด็น แต่จนแล้วจนรอด ก็ยัง “ถูกเมิน”
วิกฤตซ้ำซ้อน 3 เดือนเจรจามาเลไร้ข้อสรุป
กระทั่งถึงปี 2568 ฐานผลิตกุ้งทางภาคใต้ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยครั้งใหญ่ ที่ถล่มหาดใหญ่เมืองเศรษฐกิจจนแทบจะเป็นเมืองร้าง “ฟาร์มกุ้งใต้” ซึ่งเป็นพื้นที่เลี้ยงคิดเป็น 11% ของไทย ทำให้ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จำเป็นต้องของบประมาณหลักพันล้านมาเยียวยาอุตสาหกรรมกุ้ง เมื่อปลายปี 2568 ทั้งที่ยังไม่เคยได้รับการแก้ไขนับตั้งแต่การยื่นขอ “วาระแห่งชาติกุ้ง” และก็ยังไม่วาย “ถูกเมิน”อีก

ผ่านมาราว 5-6 เดือน เมื่อพฤษภาคม 2569 เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง จากกรณีตลาดมาเลเซีย ซึ่งเป็นตลาดส่งออกที่เคยเป็นแหล่งรองรับผลผลิตกุ้งใต้ ประกาศมาตรการระงับการนำเข้ากุ้งไทย ตอบโต้กรณีที่ไทยเรียกร้องขอให้มีการตรวจสอบปลากระพงนำเข้าจากมาเลเซีย
รัฐบาลรับทราบปัญหามาเลเซียและแอคชั่นทันที แต่ทว่าการเจรจาระหว่างรัฐบาลทั้งสองฝ่ายก็ยังเป็นอย่างเชื่องช้าลากยาว 3 เดือน และมีทีท่าจะไม่ทันช่วงที่ผลผลิตกุ้งใต้รอบใหม่จะออกสู่ตลาดราวเดือนตุลาคม
“ยศชนัน” ความหวังเดียวของ “กุ้งไทย”
พันธมิตรผู้เลี้ยงกุ้งไทยและสมาคมกุ้งไทยออกมาเคลื่อนไหวต่อเนื่อง และเพิ่งได้รับการตอบรับจาก ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่ให้กลุ่มได้เข้าพบเมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2569 ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตสงขลา “อว.” เป็นเพียงหน่วยงานเดียวที่ยื่นมือเข้ามาช่วยแก้ปัญหาโรคระบาดและลดต้นทุนการผลิต โดยจัดแฮกกาธอน (Hackathon) กิจกรรมการระดมสมอง สร้างนวัตกรรมร่วมกัน และที่สำคัญยังได้อนุมัติงบประมาณในการดำเนินโครงการเลี้ยงกุ้งในพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออกเพื่อหาแนวทางป้องกันโรคที่เกิดขึ้น
แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า งานวิจัยดังกล่าว ยังไม่ทันได้เริ่ม ‘กุ้งไทย’ ก็ต้องมาเผชิญกับปัญหาอุทกภัยครั้งประวัติศาสตร์อีกครั้ง ในพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งเปรียบเสมือนเมืองหลวงกุ้งไทยที่มีพื้นที่ 1 ใน 5 หรือคิดเป็น 20% ของพื้นที่ทั้งหมด ต้องเผชิญกับน้ำท่วมรุนแรง หลายฟาร์มไม่สามารถเตรียมมาตรการรับมือได้ทัน สร้างความเสียหายมหาศาลต่ออุตสาหกรรมกุ้งไทยอีกครั้ง

ถอดบทเรียนอุทกภัย ปี 69
ยิ่งไปกว่านั้นผลกระทบจาก “มหาอุทกภัย 69” ยังไม่สามารถที่จะประเมินมูลค่าความเสียหายได้ เพราะเหตุการณ์ยังไม่ถึงจุดสิ้นสุด แต่มีการคาดการณ์ว่า “มวลน้ำขนาดใหญ่จากทางภาคเหนือ” ที่กำลังเคลื่อนตัวลงสู่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา มีโอกาสที่จะสร้างความเสียหายต่อพื้นที่เลี้ยงกุ้งในภาคกลาง แถบสุพรรณบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ซึ่งหากรวมความเสียหายทั้งภาคตะวันออกและภาคกลางแล้ว น่าจะรุนแรงกว่าเมื่อครั้งที่เกิดอุทกภัยใต้ปี 2568
แม้ว่าจะมีมาตรการเยียวยาเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไร่ละ 3,000 บาท ก็จริง แต่นั่นเป็นเพียงการการห้ามเลือดเท่านั้น หากรัฐบาลไม่แก้ต้นตอที่แท้จริงของปัญหา ต่อไป “กุ้งไทย” อาจจะเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ค่อยๆ ทลายลงอย่างเงียบๆ ไร้ความหวังจะกอบกู้คืนได้
