Vietnam News สื่อทางการของเวียดนาม รายงานว่า แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียว เป็นแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนที่สุดในการยกระดับภูมิภาคตอนกลางและเขตที่ราบสูงตอนกลาง (Central Highlands) ของเวียดนาม ให้กลายเป็นขุมพลังทางเศรษฐกิจและศูนย์กลางเชิงยุทธศาสตร์ด้านการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในช่วงปี ค.ศ. 2030–2045
เขตที่ราบสูงตอนกลาง
เขตที่ราบสูงตอนกลาง (Central Highlands) เป็นหนึ่งในภูมิภาคสำคัญของประเทศเวียดนาม มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบสูงภูเขาไฟ ประกอบด้วย 5 จังหวัดหลัก ได้แก่ จังหวัดกอนตูม (Kon Tum) จังหวัดซาลาย (Gia Lai) จังหวัดดั๊กลัก (Đắk Lắk) – มีเมืองสำคัญคือ บวนมาทูโอต จังหวัดดั๊กนง (Đắk Nông) และจังหวัดเลิมด่ง (Lâm Đồng) – มีเมืองท่องเที่ยวชื่อดังคือ ดาลัด (Da Lat)
พื้นที่แห่งนี้ มีเนื้อที่ราว 54,548 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเทือกเขาอันนัม (Annamite Range) มีที่ราบสูงหลายแห่ง เช่น ที่ราบสูงลัมเวียน (Lâm Viên Plateau) ความสูงกว่า 1,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นต้นน้ำของแม่น้ำสายสำคัญหลายสายที่เป็นสาขาของแม่น้ำโขง เช่น แม่น้ำเซซาน (Sesan) และแม่น้ำศรีปก (Srepok)

ด้านเศรษฐกิจ
ที่นี่ยังเป็นแหล่งสำรองแร่บอกไซด์ (Bauxite) ขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก (ราว 8,000 ล้านตัน) และที่นี่ขึ้นชื่อเรื่อง ดินบะซอลต์สีแดง ที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง (คิดเป็นราว 60% ของดินบะซอลต์ทั้งหมดในประเทศ) เป็นแหล่งปลูก กาแฟ ที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม เนื้อที่กว่า 290,000 เฮกตาร์ หรือคิดเป็นราว 80% ของผลผลิตทั้งประเทศ โดยเมือง บวนมาทูโอต (Buon Ma Thuot) ได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองหลวงแห่งกาแฟของเวียดนาม บรรยากาศเงียบสงบ ไม่วุ่นวาย เหมาะกับการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่น
ด้านประชากร
นอกเหนือจากชาวเวียดลุ่ม (Kinh) แล้ว ภูมิภาคนี้ยังเป็นถิ่นที่อยู่ดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์น้อยหลากหลายกลุ่ม (เช่น ชาวชิห์, ชาวบานาร์, ชาวเอเด) มีวัฒนธรรมเฉพาะตัว ทั้งดนตรีพื้นถิ่น (เช่น ฆ้องแห่งที่สูงตอนกลาง ได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลกจาก UNESCO) และบ้านยาว (Longhouse)

ด้านการท่องเที่ยว
ดาลัด (Da Lat) เป็นเมืองตากอากาศบนที่ราบสูงทางตอนใต้ของประเทศเวียดนาม ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ปารีสแห่งเวียดนาม” ที่นี่อากาศเย็นสบายตลอดปีจนได้รับฉายาว่า “เมืองแห่งฤดูใบไม้ผลิชั่วนิรันดร์” มีจุดเด่นสำคัญคือเป็นเมืองแห่งดอกไม้ เป็นแหล่งเพาะปลูกและส่งออกดอกไม้เมืองหนาวนานาชนิด มีสวนดอกไม้เมืองดาลัด และทุ่งดอกไฮเดรนเยีย นอกจากนี้ ยังมีแหล่งท่องเที่ยว
ด้านป่าไม้
เขตที่ราบสูงตอนกลาง ครอบคลุมพื้นที่ป่าไม้ถึง 8.18 ล้านเฮกตาร์ (คิดเป็นร้อยละ 55.3 ของพื้นที่ป่าไม้ทั้งหมดของประเทศ) และเป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติ เขตสงวนธรรมชาติ และพื้นที่สงวนชีวมณฑลระดับโลกจำนวน 59 แห่ง โดยภูมิภาคนี้ได้รับมอบหมายให้ปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนและดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของประเทศภายในปี ค.ศ. 2050

เร่งขับเคลื่อนแผนงาน
แผนเป้าหมายดังกล่าวได้รับการหารือและนำเสนอในงานประชุมว่าด้วยการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญ ภาคธุรกิจ เกษตรกร และเจ้าหน้าที่ภาครัฐ เข้าร่วมการประชุมว่าด้วยการเติบโตของเศรษฐกิจสีเขียวและการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในภาคกลางของเวียดนาม
ดร. หวอ วัน มินห์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และการศึกษาแห่งดานัง (ภายใต้มหาวิทยาลัยดานัง) กล่าวว่า เศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียวนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการลดขยะและการปล่อยมลพิษเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเปลี่ยนระบบนิเวศตามธรรมชาติให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการสร้างความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ

ดร. มินห์ กล่าวว่า การเติบโตสีเขียวที่อิงกับธรรมชาติ (nature-based green growth) คือแนวทางในการเปลี่ยนผ่านจากการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติไปสู่การสร้างมูลค่าจากระบบนิเวศตามธรรมชาติ โดยมีการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นปัจจัยสำคัญในรูปแบบการเติบโตทางเศรษฐกิจแนวทางใหม่
“ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียวควรสร้างวงจรปิดของการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศ เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและยกระดับความเป็นอยู่ของชุมชน ก่อนที่จะนำผลประโยชน์นั้นกลับมาลงทุนในระบบนิเวศอีกครั้ง การปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพเป็นสิ่งจำเป็น และจะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาคตอนกลางและเขตที่ราบสูงตอนกลาง (Central Highlands) ของประเทศในอนาคต ” ดร. มินห์ กล่าว
ดร. เหงียน แอง ฟอง รองผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์และนโยบายด้านเกษตรกรรมและพัฒนาชนบท (IPSARD) สังกัดกระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทของประเทศเวียดนาม กล่าวว่า เวียดนามได้บรรจุแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียวไว้ในกฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับปี 2020 นอกจากนี้ ยังมีการเสนอเกณฑ์การปล่อยมลพิษต่ำ ซึ่งรวมถึงการออกพันธบัตรสีเขียว (green bonds) และสินเชื่อสีเขียว การทำนาข้าวแบบปล่อยคาร์บอนต่ำ และแนวทางการทำเกษตรหมุนเวียน เพื่อส่งเสริมการผลิตทางการเกษตรที่ยั่งยืนในช่วงปี 2020-2026

ดร.ฟอง กล่าวว่า โครงการนำร่องการปลูกข้าวคุณภาพสูงที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำในพื้นที่ 1 ล้านเฮกตาร์ ( เท่ากับ 6,250,000 ไร่)ของเวียดนามจะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อมีการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่การผลิต
“จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลากหลายภาคส่วน รวมถึงนโยบายสนับสนุนและแหล่งเงินทุนต่างๆ เพื่อให้เศรษฐกิจสีเขียวเติบโตในภูมิภาคนี้ ซึ่งปัจจุบันได้มีการจัดตั้งรูปแบบการผลิตที่ยั่งยืนและนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศขึ้นบ้างแล้ว” ดร.ฟอง กล่าว
ด้านตัวแทนจากสหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) กล่าวว่า การปลูกพืชร่วมกันในสวนกาแฟถือเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพและช่วยลดต้นทุน ซึ่งสามารถนำมาใช้ทดแทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่มีความเสี่ยงสูงได้ ในช่วงฤดูแล้ง พื้นที่ปลูกกาแฟรวม 600,000 เฮกตาร์ในภูมิภาคนี้ มักมีพื้นที่ถึง 32,000 เฮกตาร์ที่ถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีการเพาะปลูก มีการแนะนำให้ปลูกข้าวโพดและทุเรียนซึ่งเป็นพืชที่มีมูลค่าสูงแทรกในพื้นที่ปลูกกาแฟ (ในสัดส่วนร้อยละ 16 ของพื้นที่ทั้งหมด) ซึ่งช่วยลดปริมาณการใช้น้ำต่อต้นในแต่ละรอบการเพาะปลูกจาก 585 ลิตร เหลือ 450 ลิตร การปลูกพืชร่วมกันจะช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงด้านราคาตลาดและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนอีกด้วย
อียูสนับสนุนระบบเศรษฐกิจสีเขียว
แผนการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียวในเวียดนามได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป (EU) เพื่อให้บรรลุพันธสัญญาของประเทศที่มีต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)
Gonzalo Serrano De La Rosa รองหัวหน้าฝ่ายความร่วมมือเพื่อการพัฒนาประจำคณะผู้แทนสหภาพยุโรปในเวียดนาม กล่าวว่า “สหภาพยุโรปมีความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ที่จะสนับสนุนประเทศพันธมิตร รวมถึงเวียดนาม ให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อ ‘ช่วยให้สตรีในภาคกลางของเวียดนามสามารถยกระดับคุณภาพชีวิต พร้อมทั้งปกป้องสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ผ่านการประยุกต์ใช้แนวคิดเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียนในเมืองดานัง’ นั้น แท้จริงแล้วยังช่วยสนับสนุนความพยายามในวงกว้างและครอบคลุมทุกภาคส่วน เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและการพัฒนาที่ยั่งยืนในพื้นที่ภาคกลางและเขตที่ราบสูงตอนกลางของเวียดนามอีกด้วย

“สหภาพยุโรปไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (ODA) รายใหญ่ที่สุดแก่เวียดนามเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย ผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ และนักนวัตกรรมจากต่างประเทศอีกด้วย โครงการ ‘Horizon Europe’ ถือเป็นโครงการระดับโลกโครงการหลักของเราที่มีงบประมาณสูงถึง 9.35 หมื่นล้านยูโร (ประมาณ 1.06 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งมุ่งให้การสนับสนุนทั้งทางด้านเทคนิคและการเงินแก่ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยในยุโรปและสถาบันวิจัยในประเทศพันธมิตร เช่น เวียดนาม” เขากล่าว
นอกจากนี้ สหภาพยุโรป (EU) ได้ลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงร่วมกับเวียดนามเพื่อยกระดับความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และดิจิทัล เราเชื่อมั่นว่าจะมีโอกาสมากมายสำหรับทั้งสองฝ่ายในการเสริมสร้างศักยภาพด้านการวิจัยของมหาวิทยาลัย และการนำผลงานวิจัยไปต่อยอดเชิงพาณิชย์เพื่อประโยชน์ร่วมกัน”
