MOST POPULAR
การทำเกษตรให้ประสบความสำเร็จ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกเลี้ยง หรือปลูกสิ่งที่มีราคาดีในตลาดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจธรรมชาติ และค้นหาว่าสภาพแวดล้อมแบบใดเหมาะสมกับสิ่งที่เราต้องการเลี้ยงหรือปลูก เพราะเมื่อเข้าใจความต้องการของสิ่งมีชีวิต และเลือกใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างเหมาะสม ก็อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างอาชีพและมูลค่าเพิ่มทางการเกษตรได้ เช่นเดียวกับการเลี้ยง “ชันโรง” บน “เกาะช้าง” จังหวัดตราด ที่ได้นำความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่ามาเป็นส่วนสำคัญ ในการพัฒนาการเลี้ยงแมลงผสมเกสรชนิดนี้ให้เติบโตตามธรรมชาติ คุณต้น – ขจรพงศ์ ชูปัญญานนท์ เจ้าของนิรามิสสุข เกษตรกรจังหวัดตราด เป็นอีกหนึ่งท่านที่นำประสบการณ์จากการทำสวนผลไม้มาต่อยอดสู่การเลี้ยงชันโรง โดยเริ่มจากการทดลองเลี้ยงหลายสายพันธุ์ ก่อนจะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของรังและเรียนรู้ว่า แม้ชันโรงจะเป็นแมลงที่มีประโยชน์ต่อการเกษตร แต่การนำมาเลี้ยงให้ประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของสภาพแวดล้อมด้วย ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้คุณต้นเริ่มมองหาพื้นที่ใหม่ จนพบว่าผืนป่าบนเกาะช้าง อาจเป็นคำตอบสำคัญของการเลี้ยงชันโร
จากพืชยอดฮิตของมาดากัสการ์ สู่พืชเศรษฐกิจใหม่ที่น่าจับตาในไทย ปัจจุบันการปลูกวานิลลาไม่ได้จำกัดอยู่แค่พื้นที่อากาศเย็นทางภาคเหนือเท่านั้น แต่เริ่มขยายวงกว้างไปทั้งภาคอีสาน ภาคใต้ และภาคกลาง ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าสามารถให้ผลผลิตได้ดีไม่แพ้กัน ถือเป็นโอกาสทองของคนปลูก เพราะอุตสาหกรรมอาหารในประเทศยังต้องการวัตถุดิบตัวนี้อีกมาก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คนปลูกต้องเน้นย้ำคือ “คุณภาพ” เพราะในตลาดวานิลลา ผลผลิตที่ได้มาตรฐานเท่านั้นถึงจะไปต่อได้อย่างยั่งยืน คุณอ้อ-สาวิตตรี สระทองเทียน เจ้าของ The Vanilla House แห่งอำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม นักพัฒนาสูตรอาหารที่มองเห็นโอกาสการเติบโตของวานิลลาจากประสบการณ์ในสายงานที่คลุกคลีมานาน จึงตัดสินใจพลิกพื้นที่ข้างบ้านเพียง 1 งาน มาทดลองปลูกวานิลลาด้วยตัวเอง เพื่อศึกษาเรียนรู้ตั้งแต่วิธีการปลูกไปจนถึงการเก็บเกี่ยว โดยมีเป้าหมายในการนำผลผลิตมาต่อยอดใช้กับอาชีพนักพัฒนาสูตรอาหาร และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์จากวานิลลาเพื่อสร้างรายได้ในอนาคต คุณอ้อเล่าว่า เส้นทางการปลูกวานิลลาของเธอ ไม่ได้เริ่มจากการทำเกษตรเป็นอาชีพหลัก แต่เกิดจากความตั้งใจเล็กๆ ที่อยากสร้างพื้นที่สีเขียวภายใ
โครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรแปลงใหญ่ พื้นที่ 500 ไร่ บ้านเขาหินตั้ง หมู่ที่ 2 ตำบลสมเด็จเจริญ อำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี ภายใต้การสนับสนุนกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ทำให้ชีวิตชาวบ้านดีขึ้น มีรายได้ตลอดปี ส่งพืชสวนครัวทั้งพริกขี้หนูสวน ผักชี ขึ้นฉ่าย ไปตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดราชบุรี นายสันติ ใจชื้น ชาวบ้านบ้านเขาหินตั้ง หมู่ที่ 2 กล่าวว่า ในพื้นที่บ้านเขาหินตั้ง หมู่ที่ 2 เดิมขาดแคลนน้ำมาก อาศัยแต่น้ำฝน แต่อย่างไรก็ตามในพื้นที่มีลักษณะเป็นหลุบเขาขนาบซ้ายขวา พอลมมาพัดเอาเมฆฝนไปตกที่อื่นหมด ทำให้ไม่ค่อยมีน้ำ แม้จะมีการทำฝนเทียม แต่ก็ไปตกในพื้นที่อื่น พอกรมทรัพยากรน้ำบาดาลมาทำโครงการ ในปี 2564 ทำให้ชาวบ้านมีความหวัง ที่สำคัญเมื่อมีน้ำ ชาวบ้านสามารถกำหนดได้ว่าเมื่อเพาะปลูกพืช จะได้รับผลตอบแทนในอัตราที่แน่นอน เพราะมีน้ำ ต่างจากเมื่อครั้งที่ยังไม่มีการทำโครงการ ชาวบ้านเมื่อไม่มีน้ำก็ขาดความมั่นใจในการทำการเกษตร ทำไปก็มีแต่หนี้ เมื่อมีโครงการขึ้นมาทำให้ชีวิตชาวบ้านดีขึ้นจากหน้ามือเป็นหลังมือและจะดียิ่งขึ้นไปอีก เพราะทำแล้วได้ตามที่คิด เพราะมีน้
กรมส่งเสริมการเกษตร ผนึกกำลังคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัย รับฟังปัญหาเกษตรกร พร้อมถ่ายทอดความรู้ “กู้พืช หยุดโรค ฟื้นราก หลังน้ำลด” ผ่าน Facebook Live กรมส่งเสริมการเกษตร มุ่งให้เจ้าหน้าที่และเกษตรกรนำองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญไปใช้ฟื้นฟูพืช ดิน และรากพืชอย่างถูกวิธี ลดความเสียหายจากโรคและศัตรูพืชหลังน้ำลด และช่วยให้เกษตรกรกลับมาประกอบอาชีพได้โดยเร็ว นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์อุทกภัยตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน – 7 ตุลาคม 2569 ส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตรใน 50 จังหวัด มีเกษตรกรคาดว่าจะได้รับความเสียหายประมาณ 170,000 ราย และมีพื้นที่คาดว่าเสียหายรวมประมาณ 1.81 ล้านไร่ แบ่งเป็นนาข้าวประมาณ 1.38 ล้านไร่ พืชไร่และพืชผักประมาณ 303,000 ไร่ และไม้ผลไม้ยืนต้นประมาณ 29,878 ไร่ กรมส่งเสริมการเกษตรจึงติดตามสถานการณ์และความคืบหน้าการสำรวจความเสียหาย การช่วยเหลือเยียวยา และการฟื้นฟูพื้นที่การเกษตรอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกษตรกรได้รับความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง เพราะการที่น้ำลดไม่ได้หมายความว่าปัญหาจะสิ้นสุดซึ่งพืชที่ผ่า
