MOST POPULAR
กองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) ร่วมกับสมาคมส่งเสริมดิจิทัลเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม เดินหน้ากิจกรรม “พัฒนาต้นแบบชุมชนเกษตรหัวขบวน” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19–20 กันยายน 2569 ณ โรงแรม Blue Hippo Hotel เพื่อสรุปผลการดำเนินงานและประกาศกิจการที่ได้รับคัดเลือกเป็น Success Case จำนวน 4 กิจการ หลังพัฒนาผู้ประกอบการเกษตร 19 ราย ให้ก้าวจาก “ผู้รับการพัฒนา” สู่ “หัวขบวน” ที่สามารถนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปใช้กับธุรกิจของตนเอง พร้อมถ่ายทอดและขยายผลสู่เกษตรกรและผู้ประกอบการในเครือข่าย นางสาวศศิวิมล สุทธิเลิศ ผู้อำนวยการกองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เผยว่า กิจกรรมเกษตรหัวขบวนเป็นการต่อยอดจากการดำเนินงานโครงการเกษตรแม่นยำในปี 2568 ซึ่งที่ผ่านมาในหนึ่งปีสามารถพัฒนาเกษตรกรและผู้ประกอบการได้ประมาณ 30–40 ราย เนื่องจากข้อจำกัดด้านการลงพื้นที่และการพัฒนาไม่สามารถครอบคลุมเกษตรกรทั้งหมดได้ จึงเกิดแนวคิดในการสร้าง “หัวขบวน” ที่มีศักยภาพ เพื่อให้สามารถนำสิ่งที่ได้รับไปต่อยอดและขยายผลในพื้นที่ของตนเองได้ “จากผู้ประกอบการ 19 ต้นแบบ ค
เมื่อพูดถึงเกษตรอินทรีย์ภาพที่หลายคนคุ้นเคย อาจเป็นเรื่องของการไม่ใช้สารเคมีและการผลิตอาหารที่ปลอดภัย แต่เมื่อโลกการเกษตรเปลี่ยนไป แนวคิดการผลิตก็ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการ “ลด” หรือ “เลิก” สิ่งที่ไม่ต้องการ หากกำลังขยับไปสู่การใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และองค์ความรู้ด้านจุลินทรีย์ เข้ามาจัดการปัญหาในระบบการผลิตอย่างเป็นระบบมากขึ้น หนึ่งในผู้ที่ทำงานด้านนี้มาอย่างต่อเนื่องคือ ศ.ดร.เกษม สร้อยทอง คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โดยตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา ได้ทำงานส่งเสริมการลดหรือหยุดการใช้สารเคมีและลดสารพิษทางการเกษตร พร้อมได้รับเชิญจากหลายประเทศให้เดินทางไปเผยแพร่ความรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และส่งเสริมแนวทางลดการพึ่งพาสารเคมีในการเกษตรอย่างต่อเนื่อง ศ.ดร.เกษม เล่าว่า การวางรากฐานด้านการวิจัยและพัฒนาจุลินทรีย์ การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมที่สามารถนำมาสนับสนุนระบบการผลิตที่ปลอดภัย โดยไม่ได้มองเฉพาะการผลิตในประเทศไทย แต่ยังมีการสร้างเครือข่ายกับสถาบันเกษตรอินทรีย์ในประเทศอินเดีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย บังกลาเทศ และจีน เพื่อให้แต่ละแห่งทำ
เธอเป็นราชาและราชินีของฤดูร้อน เสียงแรกที่ได้ยินในรอบปีมีความหมายสำหรับฉัน มันเป็นความผูกพันพิเศษระหว่างเรา ที่ดึงตัวตนของฉันย้อนสู่อดีตได้เสมอ … จำไม่ได้แล้วว่าปีไหน ฉันไปเดินอยู่ชายขอบภูพานแถวอำเภอนาแก จังหวัดนครพนม แถบถิ่นพื้นที่สีแดงเข้มในอดีตช่วงที่มีการเคลื่อนไหวอย่างฮึกเหิมของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หรือ พคท. เด็กสาวที่ไม่ประสีประสาไม่รู้หรอกว่าสงครามอุดมการณ์และการสู้รบดำเนินไปเพื่อสิ่งใด ฉันยังเป็นเด็กประถม แค่เข้าป่าในฤดูร้อนเป็นปกติ ไปกับน้าสาวและญาติๆ เพื่อจับจักจั่น มันร้องระงมอยู่ในป่าโปร่งที่ฉันไม่รู้พิกัด ได้แต่เดินตามผู้ใหญ่เข้าไปเพื่อ “ติดจักจั่น” เสียงแมลงพวกนั้นดังกระหึ่มก้องไปทั้งป่า ดังกว่าสรรพสำเนียงหมู่สัตว์ใดในชีวิตที่เคยได้ยินมา … พวกเรามีไม้ไผ่รวกยาวเฟื้อยเป็นอาวุธ ที่ปลายไม้นั้นติดยางไม้เหนียว ที่เรียกว่า “ตัง” ฉันไม่รู้ว่าตังมีส่วนผสมจากยางไม้อะไรบ้าง รู้แต่ว่ามันเหนียวหนึบ เหนียวแบบติดมือ ติดเนื้อติดตัว และติดผมเผ้า ชนิดที่ว่าต้องระวังให้มากๆ น้าบอกว่า อย่าให้ตังติดเสื้อหรือผมเด็ดขาด เพราะยางตังล้างไม่ออก ถ้าติดผมก็ต้องตัดผมกระจุกนั้นทิ้ง และถ้าติดเสื
ปัญหา PM2.5 ในกรุงเทพฯ เป็นความท้าทายของการออกแบบและบริหารเมือง โดยจากข้อมูลพบว่าแหล่งกำเนิด PM2.5 มาจากรถยนต์ดีเซล 46% การเผาชีวมวล 22% อนุภาคทุติยภูมิ 14% รถยนต์เบนซิน 11% และแหล่งอื่นอีก 7% ทำให้บทบาทของ “ต้นไม้” จากพื้นที่เพื่อความร่มรื่นและความสวยงาม สู่ “พื้นที่สีเขียวลดฝุ่น” ด้วยการผสานองค์ความรู้ด้านพืชและกระบวนการพืชบำบัด เข้ากับเทคโนโลยี AI ระบบเซ็นเซอร์ และซอฟต์แวร์จำลองสามมิติ เพื่อช่วยหาคำตอบว่า ควรปลูกต้นไม้ชนิดใด และจัดวางอย่างไร จึงจะสร้าง “กำแพงสีเขียว” ที่ช่วยดักจับฝุ่นในเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด จึงเป็นที่มาให้ รศ.ดร.ชัยรัตน์ ตรีทรัพย์สุนทร อาจารย์ประจำหลักสูตรวิทยาศาสตร์ชีวภาพเชิงบูรณาการและนวัตกรรม คณะทรัพยากรชีวภาพและเทคโนโลยี และหัวหน้าห้องปฏิบัติการ Remediation (RMT) สถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และทีมวิจัย ได้พัฒนา “โปรแกรมจัดสวนลดฝุ่น” เพื่อช่วยพยากรณ์ประสิทธิภาพของสวนลดฝุ่น โดยภายในโปรแกรมประกอบด้วยพันธุ์พืชไทย 73 ชนิด แบ่งเป็น ไม้ประดับ 51 ชนิด ไม้ยืนต้น 13 ชนิด และไม้พุ่ม 9 ชนิด โดยต้นไม้แต่ละชนิดมีปร
