Featured เกษตรยั่งยืน

“4KINGS” สจล. เปลี่ยนจุลินทรีย์เป็นพลัง ช่วยฟื้นดิน เติมอาหารพืช ลดสารเคมี สู่เกษตรปลอดภัย

เมื่อพูดถึงเกษตรอินทรีย์ภาพที่หลายคนคุ้นเคย อาจเป็นเรื่องของการไม่ใช้สารเคมีและการผลิตอาหารที่ปลอดภัย แต่เมื่อโลกการเกษตรเปลี่ยนไป แนวคิดการผลิตก็ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการ “ลด” หรือ “เลิก” สิ่งที่ไม่ต้องการ หากกำลังขยับไปสู่การใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และองค์ความรู้ด้านจุลินทรีย์ เข้ามาจัดการปัญหาในระบบการผลิตอย่างเป็นระบบมากขึ้น

หนึ่งในผู้ที่ทำงานด้านนี้มาอย่างต่อเนื่องคือ ศ.ดร.เกษม สร้อยทอง คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โดยตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา ได้ทำงานส่งเสริมการลดหรือหยุดการใช้สารเคมีและลดสารพิษทางการเกษตร พร้อมได้รับเชิญจากหลายประเทศให้เดินทางไปเผยแพร่ความรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และส่งเสริมแนวทางลดการพึ่งพาสารเคมีในการเกษตรอย่างต่อเนื่อง

ศ.ดร.เกษม เล่าว่า การวางรากฐานด้านการวิจัยและพัฒนาจุลินทรีย์ การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมที่สามารถนำมาสนับสนุนระบบการผลิตที่ปลอดภัย โดยไม่ได้มองเฉพาะการผลิตในประเทศไทย แต่ยังมีการสร้างเครือข่ายกับสถาบันเกษตรอินทรีย์ในประเทศอินเดีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย บังกลาเทศ และจีน เพื่อให้แต่ละแห่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนองค์ความรู้และการพัฒนาระบบการผลิต

“เกษตรอินทรีย์ต้องใช้วิทยาศาสตร์เข้ามาช่วย ไม่ใช่เพียงการบอกว่าไม่ใช้สารเคมี แต่ต้องรู้ว่าดิน พืช และผลผลิตมีปัญหาอะไร แล้วนำองค์ความรู้ที่เหมาะสมเข้าไปจัดการ เพื่อให้ระบบการผลิตปลอดภัยและเกิดขึ้นได้จริงในพื้นที่” 


อีกก้าวสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2026 ที่ผ่านมา ซึ่งมีการเซ็นปฏิญญาสากลเพื่อขับเคลื่อนการผลิตแบบอินทรีย์และการรับรองมาตรฐาน โดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจสามารถเข้ามาร่วมลงนามได้อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันสมาชิกมีทั้งเกษตรกรและหน่วยงานของรัฐ และเมื่อเครือข่ายขยายออกไป แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ และสร้างประโยชน์กลับไปสู่เกษตรกรมากขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจของระบบรับรอง คือไม่ได้มองเพียงว่าฟาร์มไม่ใช้ปุ๋ยเคมี หรือไม่ใช้สารกำจัดศัตรูพืชเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความปลอดภัยของผลผลิต โดยมีการตรวจสอบตั้งแต่การสะสมของไนเตรต โลหะหนักอย่างตะกั่ว ปรอท แคดเมียม และสารหนู รวมถึงการตรวจเชื้อโรคที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของมนุษย์

“การรับรองเกษตรอินทรีย์ของเรารับรองฟรี แต่มาตรฐานการรับรองค่อนข้างสูง เพราะจะดูตั้งแต่การสะสมของไนเตรตน้อยหรือต่ำมาก รวมไปถึงการตรวจโลหะหนัก ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม และสารหนู ถ้ามีโลหะหนักเกินมาตรฐานเราจะไม่รับรอง” 

ในมุมของ ศ.ดร.เกษม การผลิตแบบอินทรีย์จึงต้องพิจารณาไปถึงรายละเอียดของระบบ ไม่ว่าจะเป็นการไม่ใช้ยากำจัดวัชพืช การควบคุมสารตกค้าง ตลอดจนการตรวจเชื้อโรคที่อาจกระทบต่อผู้บริโภค หากเกษตรกรพบปัญหา ระบบยังสามารถเข้ามาช่วยให้คำปรึกษาและร่วมกันหาทางแก้ไข โดยเฉพาะการนำจุลินทรีย์มาใช้เพื่อช่วยจัดการปัญหาโลหะหนัก

ศ.ดร.เกษม เล่าเสริมว่า ในความเป็นจริงของการปรับเปลี่ยนระบบการผลิต ไม่ได้เกิดขึ้นได้ทันทีในทุกพื้นที่ หากพื้นที่มีปัญหาสารตกค้างหรือโลหะหนัก การแก้ปัญหาต้องอาศัยทั้งความรู้ การตรวจสอบ และแนวทางจัดการที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่

“ภาพรวมเกษตรอินทรีย์บ้านเรา จะสามารถไปได้เรื่อยๆ จากที่ผมเคยลงพื้นที่ไป บางแหล่งผลิตบอกเป็นเกษตรอินทรีย์ แต่ยังเจอไนเตรตอยู่หรือสารพิษบางตัวตกค้างอยู่ ซึ่งตรงนี้ผมจะต้องเร่งให้ความรู้เกษตรกรมากขึ้น และขณะนี้สินค้าเกษตรอินทรีย์มีไม่กี่บริษัท เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง”

จากโจทย์เรื่องความปลอดภัยและการลดการพึ่งพาสารเคมี ศ.ดร.เกษม บอกว่า งานด้านจุลินทรีย์จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ เพราะจุลินทรีย์ที่ผ่านการคัดเลือกและศึกษาคุณสมบัติเฉพาะ สามารถนำมาใช้จัดการปัญหาของดินและพืชในประเด็นที่กำหนด โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการพึ่งพาสารเคมี และช่วยให้ระบบการผลิตมีความปลอดภัยมากขึ้น

องค์ความรู้ดังกล่าวยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับโจทย์ที่ซับซ้อน อย่างการจัดการโลหะหนัก ทั้งปรอท แคดเมียม สารหนู ตะกั่ว และโครเมียม ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับคุณภาพของดิน น้ำ และความปลอดภัยของผลผลิต ทำให้จุลินทรีย์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แต่ยังเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งในการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงกับภาคการเกษตร

ศ.ดร.เกษม กล่าวถึงความสำคัญขององค์ความรู้ในงานวิจัย จุดสำคัญอีกด้านคือการทำให้เทคโนโลยีเหล่านั้น ออกจากห้องปฏิบัติการและไปถึงมือผู้ใช้งานจริง หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “4KINGS” ผลงานจากงานวิจัยและนวัตกรรมด้านจุลินทรีย์ทางการเกษตรของ ศ.ดร.เกษม สร้อยทอง ซึ่งได้รับการพัฒนาต่อให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำไปใช้ในภาคเกษตรได้จริง

“สำหรับปุ๋ยอินทรีย์ตรา โฟร์คิงส์ (4KINGS) ผลิตโดยบริษัท เค-วัน ลาดกระบัง จำกัด และเป็นผลงานที่ได้รับการจดสิทธิบัตรและขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง มีหลายสูตรให้เลือกใช้ตามจังหวะการเจริญเติบโตของพืช ตั้งแต่สูตรที่มีไนโตรเจนสูง ไปจนถึงสูตรที่เทียบกับ N-P-K”

หัวใจของผลิตภัณฑ์อยู่ที่การนำจุลินทรีย์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบ โดยมีการเคลือบจุลินทรีย์หลายชนิด ทั้งแบคทีเรียและเชื้อรา ซึ่งสามารถสร้างเอนไซม์ต่างๆ เพื่อช่วยย่อยสลายและปรับปรุงดิน เมื่อถูกนำไปใช้ จึงมุ่งช่วยปรับโครงสร้างและกายภาพของดินให้เหมาะสมมากขึ้น พร้อมทั้งมีธาตุอาหารที่สนับสนุนการเจริญเติบโตของพืช

ในมุมนี้ 4KINGS จึงไม่ได้ถูกวางไว้เพียงในฐานะ “ผลิตภัณฑ์ปุ๋ย” แต่เป็นภาพสะท้อนของการนำองค์ความรู้ด้านจุลินทรีย์มาพัฒนาต่อยอดจากงานวิจัย ให้กลายเป็นสิ่งที่สามารถนำไปใช้ในภาคเกษตรได้จริง

สำหรับเกษตรกรหรือผู้ที่สนใจแนวทางการผลิตแบบอินทรีย์ และต้องการนำไปพัฒนาเป็นอาชีพทางเลือก หรือเพิ่มศักยภาพให้กับระบบการผลิต ศ.ดร.เกษม บอกว่า ปุ๋ยอินทรีย์ตราโฟร์คิงส์และสารเสริมประสิทธิภาพพืช ถือเป็นหนึ่งในผลงานวิจัยของสถาบันที่ถูกนำมาต่อยอดเพื่อการใช้งานจริง โดยบริษัท เค-วัน ลาดกระบัง จำกัด มีการจัดส่งผลิตภัณฑ์ถึงมือเกษตรกรในทุกพื้นที่ ไม่มีขั้นต่ำในการสั่งซื้อ และกำหนดราคาให้สามารถเข้าถึงได้

ท้ายที่สุดแล้ว หัวใจของการทำเกษตรแบบอินทรีย์ อาจไม่ได้อยู่ที่การปฏิเสธเทคโนโลยี แต่คือการรู้จักใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างเข้าใจ ตั้งแต่การดูแลดิน การจัดการธาตุอาหาร การตรวจสอบความปลอดภัย ไปจนถึงการใช้จุลินทรีย์เพื่อจัดการปัญหาเฉพาะด้าน เป้าหมายคือทำให้การผลิตอาหารมีความปลอดภัย มีมาตรฐาน และสามารถอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมได้ในระยะยาว

สำหรับท่านใดที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ 4KINGS สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ โทรศัพท์ 082-663-3259

Related Posts