อื่นๆ

เกษตรร่วมใจ สร้างอนาคตที่ยั่งยืนกับมาร์ค บรินน์

เนื่องในวันอาหารโลกประจำปี พ.ศ. 2568 องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้จัดงานฉลองครบรอบ 80 ปี  ที่กรุงเทพมหานคร โดยมีตัวแทนจากภาครัฐ ภาคีเพื่อการพัฒนา และเกษตรกร เข้าร่วมภายใต้แนวคิด “Hand in Hand for a Better Future” งานดังกล่าวได้รับเกียรติจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธี เพื่อเน้นย้ำถึงความเร่งด่วนของการร่วมมือและนวัตกรรมในการแก้ปัญหาความหิวโหย ภาวะโภชนาการ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ประชากรกว่าครึ่งหนึ่งของโลกยังประสบปัญหา “สามภาระ” ด้านอาหาร ได้แก่ ความหิวโหย ภาวะทุพโภชนาการ และโรคอ้วน สำหรับประเทศไทยเอง รายงานของสหประชาชาติระบุว่า ประชาชนกว่า 40% ยังไม่สามารถเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการได้ ขณะที่เกษตรกรต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น ปัญหาน้ำแล้ง และสภาพอากาศที่แปรปรวน ซึ่งความท้าทายเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการหาทางออกที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตร ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อให้ทุกคนก้าวไปสู่ระบบอาหารที่ยั่งยืนได้โดยไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

เส้นทางสู่เกษตรยั่งยืนเพื่อรับมือสภาพภูมิอากาศ

ประเทศไทยได้ก้าวหน้าอย่างมากในการพัฒนาระบบอาหารให้มีความยั่งยืนและยืดหยุ่นมากขึ้น โดยเป็นประเทศลำดับที่แปดที่เข้าร่วมโครงการความร่วมมือด้านระบบอาหารแห่งสหประชาชาติ (UN Food Systems Convergence Initiative) พร้อมเปิดตัวแผนปฏิบัติการบูรณาการ (Convergence Action Blueprint) เพื่อผลักดันการปรับเปลี่ยนระบบอาหารให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ ความพยายามนี้ต่อยอดจากโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ–หมุนเวียน–สีเขียว (BCG Model) ของประเทศ ที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า หมุนเวียน และยั่งยืนในทุกภาคอุตสาหกรรม รวมถึงภาคการเกษตรด้วย


ประเทศไทยสามารถเสริมบทบาทการเป็นศูนย์กลางทางการผลิตอาหารในภูมิภาคและผู้เล่นสำคัญในการสร้างห่วงโซ่ที่มีมูลค่าที่รับมือสภาพภูมิอากาศได้ โดยเร่งการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร การเกษตรแบบแม่นยำ และแนวปฏิบัติที่ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

นวัตกรรมเพื่อการใช้เครื่องจักรเกษตรอย่างยั่งยืน

การใช้เครื่องจักรสมัยใหม่มีบทบาทสำคัญช่วยให้เกษตรกรทำงานได้มากขึ้นด้วยทรัพยากรที่น้อยลง หรือก็คือสามารถเพิ่มผลผลิตสูงสุดพร้อมลดการใช้น้ำ ปุ๋ย และยาฆ่าแมลงที่เกินความจำเป็น ซึ่งสำหรับ นิว ฮอลแลนด์ แล้ว ความยั่งยืนและประสิทธิภาพมาคู่กัน โดยรถแทรกเตอร์รุ่น T6 Methane Power ซึ่งเป็นแทรกเตอร์ผลิตภัณฑ์แรกของโลกที่ใช้พลังงานก๊าซมีเทน 100% และรถแทรกเตอร์รุ่น T7 Methane Power LNG ตัวแรกของโลกที่ใช้มีเทนแบบเหลว ได้มอบทางเลือกที่สะอาดและลดการปล่อยก๊าซได้สูงสุดถึง 80% ในขณะที่ยังคงประสิทธิภาพและความเชื่อถือให้แก่เหล่าเกษตรกรได้เช่นเดิม

ในขณะเดียวกัน การเปลี่ยนไปสู่ฟาร์มที่เป็นเลิศด้านสภาพภูมิอากาศและพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน (energy-independent farms: EIFs) กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น ระบบวงจรแบบปิดเหล่านี้ช่วยให้ฟาร์มผลิตเชื้อเพลิงเองจากของเหลือจากการเกษตร ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และเพิ่มความยืดหยุ่นในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องอย่างยิ่งกับแนวทาง BCG ของไทย ที่เน้นการหมุนเวียนทรัพยากรและความพึ่งพาตนเองเป็นรากฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืน

สุดท้ายนี้ วันอาหารโลกขององค์การ FAO เตือนเราไว้ การสร้างอนาคตด้านอาหารที่ดีกว่าต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจ ด้วยประสบการณ์ระดับโลกกว่า 130 ปี และความร่วมมือกับเกษตรกรไทยมากกว่า 70 ปี นิว ฮอลแลนด์ ยังคงมุ่งมั่นในการส่งมอบเครื่องจักร เทคโนโลยี และการฝึกอบรมที่ทันสมัย เพื่อช่วยให้เกษตรกรไทยเป็นผู้นำในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบอาหารที่ยั่งยืน ครอบคลุม และเท่าทันต่อสภาพภูมิอากาศต่อไป

**มาร์ค บรินน์ ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และญี่ปุ่น ซีเอ็นเอช บริษัทชั้นนำระดับโลกด้านเครื่องจักร เทคโนโลยี และบริการ โดยรับผิดชอบธุรกิจของบริษัทในภูมิภาคนี้ ครอบคลุมทั้งอุปกรณ์ทางการเกษตรและงานก่อสร้าง มาร์คจบปริญญาตรีด้านเทคโนโลยีและการจัดการเกษตรจากวิทยาลัยซิลโซ่ สถาบันเทคโนโลยีแครนฟิลด์ ประเทศสหราชอาณาจักร

Related Posts