ประมง
ปัจจุบันการเลี้ยงปลากำลังได้รับความนิยมในหลายพื้นที่ เพราะเกิดจากมีผู้สนใจทั่วไปให้ความใส่ใจในเรื่องของการสร้างแหล่งโปรตีน ที่เป็นอาหารไว้บริโภคภายในครัวเรือน รวมไปถึงเกษตรกรด้วยเช่นกัน ได้นำปลาน้ำจืดมาปล่อยลงในบ่อน้ำการเกษตรของตนเอง เมื่อปลาโตจนได้ขนาดไซซ์ที่ต้องการ หากไม่นำมาประกอบอาหารก็สามารถขายให้เกิดรายได้อีกหนึ่งช่องทาง ฉะนั้น การเลือกซื้อสายพันธุ์ปลาน้ำจืดที่นำมาเลี้ยง ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญควรเลือกซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ฟาร์มปลาผู้ใหญ่พร เป็นอีกหนึ่งแหล่งขายพันธุ์ปลาที่ติดตลาดมากว่า 40 ปี ด้วยประสบการณ์และการตั้งใจในการทำเพื่อการค้าที่ดีนี้เอง ทำให้กิจการนี้ส่งต่อมายัง คุณพีช หรือ คุณสุฑิพงศ์ สินตรีขันธ์ ทายาทรุ่น 2 ในการดำเนินกิจการมาจนถึงปัจจุบัน เห็นครอบครัวทำมาตั้งแต่เด็ก ต่อยอด พัฒนา สืบทอด ให้คงอยู่ คุณพีช เล่าให้ฟังว่า อาชีพเพาะพันธุ์ปลาเป็นสิ่งที่ครอบครัวทำมาอย่างยาวนาน ต่อมาเมื่อคุณพีชได้เรียนจบในระดับปริญญาตามที่ตั้งใจไว้แล้ว จึงได้มารับช่วงต่อการเพาะพันธุ์ปลาจากคุณพ่อ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เห็นมาตั้งแต่เด็กและช่วยคุณพ่ออยู่เสมอ เมื่อมาลงมือทำเป็นอาช
“ปลานิล” เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญของเชียงราย มีพื้นที่หลายแห่งเลี้ยงปลานิล แต่แหล่งผลิตใหญ่ที่สุดอยู่ที่อำเภอพาน เนื่องจากมีระบบชลประทานแม่ลาว ชาวบ้านตำบลศรีดอนชัย อำเภอเทิง ใช้วิธีเลี้ยงปลานิลแบบต้นทุนต่ำแนวอินทรีย์ช่วยให้มีคุณภาพ ปลอดภัย พร้อมแปรรูปสร้างมูลค่า ส่งขายตลาดสุขภาพ ขุดบ่อสร้างแหล่งน้ำทำเกษตรกรรม แล้วใช้เลี้ยงปลาและสัตว์น้ำหลายชนิด คุณพิชญาภา ณรงค์ชัย ประธานกลุ่มเลี้ยงปลานิลถิ่นล้านนาสู่สากล ตำบลศรีดอนชัย อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย เล่าว่า จุดเริ่มต้นมาจากการที่ชาวบ้านในชุมชนประสบปัญหาน้ำเพื่อใช้ทำเกษตรกรรมไม่เพียงพอจึงร่วมกันขุดบ่อของแต่ละบ้านเอง มีขนาดเล็ก-ใหญ่ ตั้งแต่ 3 งาน ไปจน 1 ไร่ หลังจากใช้ประโยชน์แล้วก็นำปลาไปเลี้ยงในบ่อเพื่อใช้บริโภคก่อน ต่อมาได้พัฒนาวิธีเลี้ยงจนมีคุณภาพ เป็นที่ต้องการของตลาด จึงรวมกลุ่มกันเลี้ยงเป็นอาชีพเพื่อเป็นรายได้ จากเริ่มที่จำนวน 6 บ่อ จนถึงวันนี้มีจำนวน 130 บ่อ ปลาที่เลี้ยงเป็นชนิดกินพืช อย่างปลานิล ปลาตะเพียน โดยไปซื้อพันธุ์ปลามาจากอำเภอต่างๆ รวมถึงที่ศูนย์เพาะพันธุ์ปลาด้วย แล้วเริ่มเลี้ยงกันจนถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 4 ปี ใช้พืชผักเป็นอาหา
เมื่อเร็วๆ นี้ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำทีมลงพื้นที่ท่าเรือแหลมทราย หมู่ที่ 6 ตำบลเทพกระษัตรี อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เยี่ยมชมกระชังเพาะเลี้ยงปลาช่อนทะเลกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงปลาช่อนทะเลและประมงพื้นบ้านแหลมทราย พบว่า ภูเก็ตนับเป็นแห่งแรกที่สามารถผลิตลูกพันธุ์ปลาช่อนทะเลได้ และสามารถจำหน่ายให้เกษตรกรนำไปเลี้ยง โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งภูเก็ต กลุ่มผู้เลี้ยงปลาช่อนแหลมทรายแห่งนี้มีสมาชิก 27 ราย จำนวนกระชัง 72 กระชัง พื้นที่ 648 ตารางเมตร สามารถผลิตได้ 4 ตันต่อปี ราคาที่เกษตรกรขายได้กิโลกรัมละ 200-250 บาท เนื้อปลาช่อนทะเลนิยมนำมาใช้ทำปลารีดเลือด หรือปลาดิบ หรือซาชิมิ เริ่มเป็นที่นิยม จนทำให้ปัจจุบันผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการตลาดผู้บริโภค ร.อ. ธรรมนัส กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมง จึงพร้อมที่จะเข้ามาสนับสนุนทั้งในเรื่ององค์ความรู้ งานวิจัย และแหล่งเงินทุน เพื่อให้สามารถต่อยอดการประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน สำหรับแนวทางพัฒนาส่งเสริมของกรมประมง จะพัฒนาและถ่ายทอดนวัตกรรมการผลิตลูกพันธุ์สู่ภาคเอกชน ควบคู่การผลิตลูกพันธุ์โดยภาครัฐ นอกจากนี้
แหนแดง เป็นพืชตระกูลเฟิร์น เจริญเติบโตบนผิวน้ำ เลี้ยงได้ในบ่อตื้น หากปล่อยลงบ่อในฤดูฝนจะใช้เวลาเติบโตเต็มบ่อ 5 ตารางเมตร ในระยะเวลาเพียง 10-15 วันเท่านั้น แหนแดง มีอยู่มากมายหลายสายพันธุ์ ประมาณ 7 สายพันธุ์ แต่ที่เหมาะสำหรับประเทศไทยมีอยู่ 2 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์อะซอลล่า พินนาต้า (Azolla pinnata) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ดั้งเดิมในประเทศไทย กับสายพันธุ์อะซอลล่า ไมโครฟิลล่า (Azolla microphylla) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่กรมวิชาการเกษตรนำเข้ามาเพื่อคัดพันธุ์ แล้วแต่ละสายพันธุ์แตกต่างกันอย่างไร ไปดูกันเลย สายพันธุ์อะซอลล่า พินนาต้า (Azolla pinnata) สายพันธุ์ท้องถิ่น มีถิ่นกำเนิดกระจายอยู่เป็นบริเวณกว้างของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีน อินเดีย และออสเตรเลีย ลักษณะ ใบบนและล่างมีขนาดใกล้เคียงกัน ใบล่างค่อนข้างโปร่งใส มีคลอโรฟิลล์น้อยมาก ใบบนเป็นสีเขียวมีคลอโรฟิลล์ สายพันธุ์ไมโครฟิลล่า (Azolla microphylla) ปรับปรุงพันธุ์โดยกรมวิชาการเกษตร มีถิ่นกำเนิดเดิมอยู่บริเวณเขตร้อนของอเมริกา และหมู่เกาะเวสต์อินดีส ลักษณะ ใบบนด้านหลังมีโพรงใบ และมีสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินอาศัยอยู่ในโพรงใบของแหนแดง จุดเด่น มีขนาดใหญ่ เ
การเลี้ยงปลาในกระชัง เป็นอีกรูปแบบของการเลี้ยงปลา นอกเหนือจากการเลี้ยงในบ่อดิน บ่อซีเมนต์ ซึ่งการเลี้ยงปลาด้วยรูปแบบนี้ส่วนใหญ่เกษตรกรจะนิยมเลี้ยงในแหล่งน้ำสาธารณะ เช่น แม่น้ำโขง แม่น้ำมูล แม่น้ำชี หรือทะเล เป็นต้น ทั้งนี้ มีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของปลาที่เลี้ยงในกระชัง เช่น คุณภาพน้ำ อุณหภูมิ ความหนาแน่นของปลาที่เลี้ยงในกระชัง โรคสัตว์น้ำ หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ดังนั้น ก่อนที่เกษตรกรจะเริ่มเลี้ยงปลากระชัง ต้องคำนึงถึงอัตราการปล่อยปลา ควรอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่หนาแน่นจนเกินไป เพื่อให้ง่ายต่อการควบคุม และการบริหารจัดการ เช่น กรณีปลาเป็นโรค หากปล่อยในอัตราที่หนาแน่น โอกาสที่จะเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโรคก็จะง่าย เสี่ยงต่อการสูญเสีย การเลี้ยงปลากระชังในแม่น้ำ เกษตรกรส่วนใหญ่ ไม่สามารถควบคุมคุณภาพน้ำและสิ่งแวดล้อมบริเวณกระชังได้ ซึ่งปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมนี่แหละที่จะทำให้การเจริญเติบโตของปลาช้าลง การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในการเลี้ยงปลา ด้วยการติดตั้งเครื่องให้อากาศเพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนในกระชัง เพิ่มการไหลเวียนของน้ำในกระชัง จึงเป็
เกษตรกรปราดเปรื่อง ด้านปลาสลิด คุณปัญญา โตกทอง ชาวตำบลแพรกหนามแดง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ได้รับการยกย่องให้เป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง (smart farmer) ในเรื่องของการเลี้ยงปลาสลิดด้วยงานวิจัย เป็นเกษตรกรตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในเรื่องประสิทธิภาพการผลิตและผลตอบ แทนจากการผลิตสูง คุณปัญญา เกิดและเติบโตในครอบครัวเกษตรกร เรียนจบแค่ ป.4 พ่อแม่เลี้ยงกุ้งในนาเป็นอาชีพ สมัยเด็กๆ ก็เคยช่วยพ่อแม่เลี้ยงกุ้ง หลังแต่งงาน ก็แยกตัวออกมาทำกิจการนากุ้งเป็นของตัวเอง แต่เจอปัญหาอุปสรรคบางประการทำให้ต้องหยุดการเลี้ยงกุ้งช่วงหนึ่ง ช่วงประมาณปี 2537 คุณปัญญาเห็นเพื่อนบ้านเลี้ยงปลาสลิดในพื้นที่นาข้าวได้ผลกำไรงาม จึงตัดสินใจเลี้ยงปลาสลิดบนเนื้อที่ 30 กว่าไร่ เนื่องจากอ่อนประสบการณ์ทำให้ประสบปัญหาทุนหายกำไรหด ปีแรกมีรายได้เลี้ยงครอบครัวเพียงแค่ 50,000 บาทเท่านั้น 01 เดิมทีคุณปัญญาและเกษตรกรในชุมชนแห่งนี้เลี้ยงปลาแบบปล่อยตามธรรมชาติ ไม่มีการจดบันทึก ไม่มีเทคนิคการเลี้ยงที่เป็นแบบแผน แต่ภายหลังพวกเขาได้รับการอบรมด้านงานวิจัยประมง จึงได้นำองค์ความรู้ดังกล่าวมาปรับใช้ในอาชีพการเลี้ยงปลา คุณปัญญานำเทคนิคการจดบัน
บ่อปลาที่ขุดใหม่ มักประสบปัญหาน้ำขุ่น ซึ่งเป็นต้นเหตุทำให้ปลาเจริญเติบโตช้า เพราะอาหารธรรมชาติมีไม่เพียงพอ น้ำที่ขุ่นมากจะทำอันตรายต่อปลาได้ เพราะตะกอนดินจะไปทำให้ช่องเหงือกปลาอุดตัน ปลามีอาการหายใจติดขัด นอกจากนี้ น้ำขุ่นมากส่งผลให้อุณหภูมิที่ผิวน้ำสูงกว่าระดับปกติอีกด้วย หากใครเจอปัญหาแบบนี้ สำนักงานประมงจังหวัดอุบลราชธานี แนะนำวิธีการแก้ไขปัญหาน้ำขุ่นในบ่อปลา ดังนี้ 1. การใช้สารส้ม เพื่อให้เกิดการตกตะกอนแต่วิธีการนี้จะเป็นการแก้ไขชั่วคราวเท่านั้น และมักจะมีปัญหาเรื่องคุณภาพน้ำตามมา เช่น น้ำมีสภาพความเป็นกรดเพิ่มมากขึ้น 2. การใช้ปุ๋ยเคมี เช่น ปุ๋ยซุปเปอร์ฟอสเฟตในอัตราประมาณ 3-5 กิโลกรัมต่อไร่ต่อเดือน โดยใส่ติดต่อกันอัตราประมาณ 3-4 ครั้ง จะช่วยกระตุ้นให้เกิดแพลงก์ตอนพืชซึ่งจะทำให้สารแขวนลอยจับตัวและตกตะกอน 3. การใช้ปุ๋ยพืชสด ในอัตราประมาณ 1,200-1,500 กิโลกรัมต่อไร่ต่อเดือน โดยกองไว้บริเวณมุมบ่อหรือบริเวณที่น้ำท่วมถึง การสลายตัวของปุ๋ยพืชสดจะช่วยทำให้เกิดการตกตะกอนมากขึ้น หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานประมงจังหวัดอุบลราชธานี โทร. 045-474-056
คุณจำนงค์ บุญเลิศ ปราชญ์ปลานิลแห่งบ้านป่ากว๋าว อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย จบเพียง ป.4 แต่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการเพาะพันธุ์ปลานิล คิดค้นเทคนิค และอุปกรณ์ในการเลี้ยงปลานิลได้อย่างน่าทึ่ง ทำให้ได้รับการยกย่องให้เป็นเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ และรางวัลเกียรติยศอีกมากมาย “เริ่มทำฟาร์มเพาะเลี้ยงปลานิลมาตั้งแต่ปี 2522 โดยเริ่มต้นจากการทำบ่อเลี้ยงปลานิลขนาดเล็ก ไปพร้อมกับการเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้รู้ในท้องถิ่น อ่านจากในตำรา ลองผิดลองถูกมาหลายครั้งจนเกิดเป็นองค์ความรู้ สามารถนำความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนาน นำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและขยายรูปแบบการเพาะเลี้ยงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง” ตามปกติแล้วรูปร่างลักษณะภายนอกของปลานิลตัวผู้และตัวเมียจะมีลักษณะคล้ายคลึงกันมาก แต่จะสังเกตได้โดยการดูอวัยวะเพศที่บริเวณใกล้กับช่องทวาร ตัวผู้จะมีอวัยวะเพศลักษณะเรียวยื่นออกมา ส่วนตัวเมียจะมีลักษณะเป็นรูค่อนข้างใหญ่และกลม ขนาดของปลาที่ดูลักษณะเพศได้ชัดเจนนั้น ต้องมีขนาดยาวตั้งแต่ 10 เซนติเมตรขึ้นไป ในกรณีที่ปลามีขนาดโตเต็มที่แล้วนั้น อาจจะสังเกตเพศได้ด้วยการดูสีที่ลำตัว เพราะปลาตัวผู้จะมีสีเข้มตรงบริเวณ
ตลาดปลาสวยงามในประเทศไทย มีมูลค่าในการขายไม่แพ้ปลาเนื้อ ซึ่งปลาสวยงามได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะเลี้ยงเป็นสิ่งสวยตกแต่งบ้านเรือนหรือบางรายเลี้ยงเสริมฮวงจุ้ยตามความเชื่อ จึงทำให้เกษตรกรที่เพาะพันธุ์ปลาสวยงามมีการพัฒนาสายพันธุ์ขึ้นเรื่อยๆ เพื่อตอบโจทย์ต่อความต้องการของลูกค้าที่มีความชอบหลากหลาย ปลาทอง ถือว่าเป็นสัตว์เลี้ยงสวยงามมีผู้คนให้ความสนใจ และมีสายพันธุ์ที่หลากหลาย แต่รู้หรือไม่ว่า ปลาทองที่นิยมในตอนนี้ มีอยู่ด้วยกัน 3 สายพันธุ์หลักๆ คือ ปลาทองฮอลันดายักษ์ ปลาทองสิงห์ลูกผสม หรือ สิงห์ไฮบริด และปลาทองสายพันธุ์ริวกิ้น ซึ่งทั้ง 3 สายพันธุ์นี้ติดตลาด สามารถซื้อขายได้ตลอดทั้งปี ไปดูความโด่ดเด่นของแต่ละสายพันธุ์กันว่ามีอะไรบ้าง ปลาทองฮอลันดายักษ์ ปลาทองฮอลันดา เป็นสายพันธุ์ปลาทองชนิดหนึ่ง ที่เกิดจากการนำปลาทองสายพันธุ์ริวกิ้น และสายพันธุ์หัวสิงห์มาผสมกัน ถือเป็นปลาทองอีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมาก และมีประวัติสายพันธุ์ที่ยาวนาน ปลาทองฮอลันดายักษ์ เป็นปลาที่ถูกพัฒนาขึ้นมา โดยเน้นให้มีขนาดตัวที่ใหญ่ความใหญ่โต ตอบสนองต่อความต้องการของผู้เลี้ยง เมื่อเลี้ยงปลาจะมีขนาดตัวที่ใหญ่เต
กรมประมงผนึกกำลังชาวประมง คืนแม่ปูไข่นอกกระดองสู่ท้องทะเล เผยปริมาณการปล่อยปูไข่นอกกระดอง สูงถึง 58,478 ตัว ประมาณไข่ปูที่ปล่อยสู่ธรรมชาติกว่า 5 หมื่นล้านฟอง นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ปูที่ได้จากการทำการประมงทะเล เช่น ปูม้า ปูลาย ปูดาว ปูจั๊กจั่น ปูทะเล เป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั้งตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ ด้วยรสชาติที่ดีและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง จึงทำให้มีความต้องการสูง จากที่กรมประมงได้ดำเนินกิจกรรม “คืนชีวิตสู่ทะเล ปล่อยปูไข่ นอกกระดองคืนธรรมชาติ” ร่วมกับสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย สมาคมกลุ่มประมงท้องถิ่น พี่น้องชาวประมง และผู้ประกอบการด้านการประมง ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2562 จนถึงปัจจุบัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างจิตสำนึก ปรับวิธีคิดเปลี่ยนพฤติกรรมของชาวประมงให้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรและเพิ่มปริมาณปูในธรรมชาติ ซึ่งผลปรากฏว่า มีชาวประมงที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว จำนวน 3,350 ราย โดยมีการรายงานการปล่อยปูไข่นอกกระดองลงสู่ทะเลจากชาวประมงแล้ว จำนวนทั้งสิ้น 58,478 ตัว แบ่งเป็นฝั่งอ่าวไทย จำนวน 37,718 ตัว และฝั่งอันดามัน จำนวน 20,760 ตัว โดยเฉพาะเรือประมงพาณิ
