ไม้ดอกไม้ประดับ
บอนไซ หรือ ไม้แคระ เป็นอีกศิลปะแขนงหนึ่งที่ปลูกไม้แบบย่อส่วน จากเดิมที่เป็นไม้มีขนาดใหญ่นำมาปลูกลงในกระถางที่เล็กลง หมั่นดูแลตัดแต่งกิ่งและบังคับให้อยู่ในกระถางนั้นๆ เพื่อให้ไม้มีรูปทรงความเอนเอียงเป็นไปตามที่ผู้ปลูกต้องการ โดยใช้จินตนาการในการสร้างผลงาน จึงทำให้ไม้ที่นำมาสร้างเป็นบอนไซมีความเป็นเอกลักษณ์เป็นไม้เล็กอยู่แบบนั้น ซึ่งชนิดของพันธุ์ไม้ที่นำมาทำเป็นบอนไซมีด้วยกันหลากหลาย ขึ้นอยู่กับผู้ปลูกว่าต้องการไม้ชนิดใดนำมาทำเป็นบอนไซ อย่างเช่นตอนนี้ไม้ที่กำลังได้รับความนิยมและนำมาเพิ่มมูลค่าเป็นไม้ประดับได้อย่างน่ารักก็คือ ต้นมะพร้าว โดยนำมะพร้าวทุกสายพันธุ์ที่ผลงอกเป็นต้นกล้า นำมาปลูกลงในกระถางที่สวยงามเพื่อบังคับให้ต้นเล็กอยู่แบบนั้น จึงทำให้บอนไซมะพร้าวกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดอยู่ในขณะนี้ คุณนิตยา พรหมขวัญ อยู่บ้านเลขที่ 185 ตำบลไสหว้า อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้คิดต่อยอดนำมะพร้าวที่เป็นผลผลิตมีจำนวนมากในพื้นที่ดินของเธอ มาสร้างเป็นบอนไซมะพร้าวให้มีทรงที่สวยงาม เพื่อโชว์กะลาภายในให้เกิดมีเอกลักษณ์มากขึ้น ส่งผลให้เป็นที่ถูกใจของผู้พบเห็น สามารถจำหน่ายได้ราคาดีเลยทีเดียว คุณน
โคลงเคลง ชื่อวิทยาศาสตร์ Melastoma malabthricum L. ชื่อสามัญ Malabar melastome ชื่อวงศ์ MELASTOMATACEAE ชื่ออื่นๆ เบร๋ สำเหร่ (ภาคใต้) กะดูคุ (มลายู ปัตตานี) มายะ (ตราด) ตะลาเดาะ (กะเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน) อ้าหลวง (ภาคเหนือ) หนูเคยโด่งดัง รู้จักกันว่าเป็น “สาวสวยฝั่งธนฯ” เพราะมีวัดหนึ่งอยู่ที่ “จังหวัดธนบุรี” ก่อนที่จะรวมกับ “จังหวัดพระนคร” เป็น “นครหลวงกรุงเทพธนบุรี” ตั้งแต่ พ.ศ. 2514 เป็นเวลา 48 ปีมาแล้ว ต่อมา ใน พ.ศ. 2515 คนจะรู้จักชื่อใหม่ว่า “กรุงเทพมหานคร” ถึงปัจจุบัน ถ้าคุยกับคนรุ่นใหม่ แล้วชวนไป “ฝั่งธนฯ” คงจะไม่มีใครรู้จัก รวมถึงถ้าถามหา “วัดสำเหร่” แถวๆ ฝั่งธนฯ ก็คงจะยากอีก เพราะเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดราชวรินทร์” ซึ่งตั้งอยู่ติดคลองน้ำสำเหร่ ซอยพระเจ้าตากสิน 21 ถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน หรือจะตั้งต้นที่ โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า ก็สะดวก ที่หนูต้องย้อนถึงสมัยฝั่งธนฯ ก็เพราะว่า ครั้งหนึ่งมีพื้นที่ทุ่งโล่งกว้าง เต็มไปด้วยต้นไม้ดอกสีม่วงเข้ม ม่วงครีม สวยสดงดงามเต็มท้องทุ่ง และเป็นที่ตั้งของวัดซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “วัดสำเหร่” ตามชื่อดอก “ต้นสำเหร่” ช่วงสมัยนั้น ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว หนูเอง
สมัยก่อนเมื่อผู้เขียนยังเป็นเด็กวัยรุ่นอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ หากจะซื้อต้นไม้ทั้งไม้ผล ไม้ดอกไม้ประดับ ต้องไปที่สวนบวกหาด ติดกับคูเมืองแถวถนนอารักษ์ ตรงข้ามโรงพยาบาลสวนปรุง (รักษาคนไข้จิตเวช) และงานไม้ดอกไม้ประดับของจังหวัดเชียงใหม่ก็จะจัดขึ้นที่นี่ (ปัจจุบันงานไม้ดอกก็ยังจัดที่นี่) แต่ตลาดไม้ดอกไม้ประดับและอุปกรณ์การเกษตรได้ย้ายไปขายที่อื่น วันนี้มีโอกาสไปที่ตลาดคำเที่ยง หลังห้างเทสโก้ โลตัส ถนนสายเชียงใหม่-ลำปาง ใกล้กับสี่แยกข่วงสิงห์ มาแล้วก็ค้นพบว่าที่นี่เป็นตลาดไม้ดอกไม้ประดับ และอุปกรณ์การจัดสวน ปลูกสร้างสวนที่ใหญ่มาก คนเชียงใหม่จะรู้จักกันในชื่อของ “กาดคำเตี่ยง” หรือ ตลาดคำเที่ยง นั่นเอง ที่นี่เป็นตลาดของคนรักต้นไม้ เพราะที่นี่จะมีไม้ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น ไม้ยืนต้น ไม้ดอกไม้ประดับ ไม้น้ำ ไม้ล้มลุก ไม้ที่ปลูกเพื่อรับประทาน ไม้ผล หญ้า พืชตระกูลกระบองเพชร และไม้ล้อม เรียกว่าแทบทุกชนิดหาซื้อได้ในตลาดนี้ แล้วที่นี่ยังมีอุปกรณ์เกี่ยวกับ การจัดแต่งสวน ตกแต่งบ้าน หรือแม้แต่ ร้านขายสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัข แมว ปลาสวยงาม และร้านขายอุปกรณ์การเกษตร สถานที่กว้างขวาง ที่จอดรถสะดวกสบาย อยู่ใกล้ต
มีกูรูเรื่องดอกไม้บางคน แบ่งประเภทดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์ที่เราสามารถกินได้ออกเป็น 6 ประเภท แต่ลองอ่านดูแล้วคิดว่าน่าจะแยกแค่ 5 ประเภทเท่านั้นก็พอ ขอแบ่งตามใจตัวเองใหม่ ดังนี้ค่ะ 1.ดอกของพืชผัก เช่น กะหล่ำดอก บร็อคโคลี่ ดอกกุยช่าย ดอกเก๊กฮวย ดอกผักกวางตุ้ง ดอกต้นหอม ดอกข่า ดอกกระเทียม ดอกฟักทอง ดอกกระถิน ฯลฯ 2.ดอกของไม้ดอกไม้ประดับ เช่น ดอกกุกลาบ ดอกเข็ม พวงชมพู ลั่นทม ดาวเรือง ดาวกระจาย ชบา เฟื่องฟ้า ซ่อนกลิ่น ฯลฯ 3.ดอกของไม้ผล เช่น ดอกทุเรียน ดอกชมพู่ หัวปลี (ดอกกล้วย) ดอกมะละกอ ฯลฯ 4.ดอกของต้นไม้ป่าและไม้ยืนต้นบางชนิด เช่น ดอกพะยอม ดอกงิ้ว ดอกแคบ้าน ดอกแคป่า ดอกแคฝรั่ง ช่อสะเดา ช่อมะกอก ดอกขี้เหล็ก ดอกกระโดน ดอกลำพู ดอกนุ่น ดอกมะรุม ฯลฯ 5.ดอกของวัชพืช เช่น ดอกกะลา ดอกดาหลา ดอกบัวสาย ดอกสลิดหรือดอกขจร ดอกผักปลัง ดอกผักตบชวา ดอกกระเจียว ดอกโสน ฯลฯ ชื่อที่เอ่ยขึ้นมา เป็นแค่ตัวอย่างเท่านั้นนะ คนที่จะรู้ดีว่าดอกไม้ชนิดไหนของต้นอะไรกินได้กินดีไม่มีใครเกินผู้เฒ่าผู้แก่ พ่อแม่ปู่ย่าตายายของเรา ที่สั่งสมภูมิปัญญาพื้นบ้านถ่ายทอดกันมายาวนานนั่นเอง เรื่องดอกไม้กินได้สำหรับคนโบราณไม่ได้เป็นอะไร
ชื่อไม่น่ายล แต่ผลมีฟองเด็ด ดี…กับ “เพชร-ผ้า-ผม” อยู่อาศรมนับลูกประคำ ชื่อวิทยาศาสตร์ Sapindus rarak DC. ชื่อวงศ์ SAPINDACEAE ชื่อสามัญ Soap nut tree, Soapberry ชื่ออื่นๆ มะคำดีควาย มะซัก ส้มป่อยเทศ ชะแซ ชะเหล่เด (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) “เจ้าทุยอยู่ไหน ได้ยินเหมือนใครมากู่ กู่ เรียกหาเจ้าอยู่ อยู่ หนใดรีบมา” “นกเอี้ยงจ๋า ก่อนเอี้ยงเคยเลี้ยงทุยอยู่” “แสนสุขใจนั่งบนหลังควาย ควายก็และเล็มหญ้า” บทเพลงต่างๆ ที่เอ่ยถึงฟังดูแล้วฉันก็ค่อนข้างพอใจทุกสภาพ เพราะมีชื่อเพลงอีกมาก เช่น ทุยจ๋า น้ำตาไอ้ทุย ทุยใจดำ เจ้าทุยเข้ากรุง รวมถึงเพลงไอ้ทุยแถลงการณ์ และเพลงคนขี่หลังควาย แต่มาเสียดายอารมณ์ตรงที่ พูดกันมานานแล้วว่า “นกเอี้ยงเลี้ยงควายเฒ่า” พูดกันได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ความจริง นกเอี้ยงหากินแมลงบนหลังฉันชัดๆ มันน่าเจ็บใจนัก ที่ฉันต้องพูดเรื่องเพลงซะยืดยาว ก็เพราะว่า ฉันเพิ่งคิดเรื่องคำว่า “ประคำดีควาย” ซึ่งทุกเพลงมองฉันเป็น “ควาย” ที่น่ารัก น่าขี่หลัง ฉันน่าจะเป็น “ควายดี” แต่นี่ฉันตกใจมาก คิดว่าเขาจะเอา “ดี” ของฉันไปทำเป็น “ลูกประคำ” เพราะเห็นพวกคนที่ทำสมาธิชอบนั่งหลับตา ขัดตะหมาด นับลูกประคำนิ่
เมื่อถึงวันเพ็ญ เดือน 8 และวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ในปีใด อาจจะมีเดือนแปด 2 หน ก็โดยทั่วไปจะเป็นกลางปีช่วงเดือนกรกฎาคม ก็จะมีพิธีกรรมทางพุทธศาสนา ประเพณีที่ทรงคุณค่าของชาวพุทธ ที่จะได้ธำรงธรรมเนียมปฏิบัติบูชา ทำบุญตักบาตร ถวายเทียนพรรษา บำรุงส่งเสริมพระพุทธศาสนาเป็นสิริมงคลชีวิตและครอบครัว นอกเหนือจากการทำบุญตักบาตร ถวายภัตตาหาร สังฆทาน ถวายดอกไม้ธูปเทียนในวันสำคัญทางพุทธศาสนาแล้ว ยังมีประเพณีหนึ่งที่ชาวพุทธถือปฏิบัติในช่วงวันเข้าพรรษา โดยการ “ตักบาตรดอกไม้” ด้วย “ดอกเข้าพรรษา” หรือที่เรียกรู้จักกันดั้งเดิม คือ ดอก “หงส์เหิน” ดอกเข้าพรรษา หรือดอกหงส์เหิน (Globba winiti) เป็นพืชในวงศ์ขิง ลักษณะคล้ายต้นกระชาย หรือขมิ้น เป็นพื้นที่มีลำต้นเป็นหัวใต้ดินประเภทเหง้า รากทำหน้าที่สะสมอาหาร อวบน้ำ เรียงอยู่โดยรอบหัว มีใบเรียงตัวกันแน่น จะเจริญเติบโตเป็นกลุ่มกอ มีความสูงไม่เกิน 1 เมตร เมื่อออกดอกจะออกเป็นช่อ โดยแทงจากยอดของลำต้น ช่อจะโค้งและห้อยตัวลงอย่างอ่อนช้อยสวยงาม มีก้านดอกย่อยเรียงอยู่โดยรอบประกอบด้วยดอกจริง มีกลีบประดับที่แตกต่างกันหลายรูปทรงและหลายสีงดงาม เช่น สีขาว ดอกสีเหลือง สำหรับดอกสีม่
ชื่อหวานอ่อนระทวย ดอกสวยคมเข้ม ลดเต็มความดัน “งู” หันเลื้อยหนี ชื่อวิทยาศาสตร์ Rauwolfia serpentia (L.) Benth. ชื่อสามัญ Serpent wood, Indian Snake Root ชื่อวงศ์ APOCYNACEAE ชื่ออื่นๆ ย่อม ขะย่อม กะย่อม เข้ม คลาน ปลายข้าวสาร สะมออู กอเหม่ มะโอ่งที ย่อมตีนหมา ละย่อม หนูอยากเป็นสาวใต้ตาคม เพราะชื่อที่เรียกหนูฟังดูอ่อนหวาน คือชื่อ “ปลายข้าวสาร” ที่ชาวจังหวัดกระบี่ เรียกขาน ส่วนชาวสุราษฎร์ธานี เรียกหนูว่า “ละย่อม” ชวนให้คิดถึงภาษาทางเหนือที่เอ่ยว่า ละอ่อน แต่หนูตกใจทุกครั้งที่ถูกเรียกว่า “ระย่อมตีนหมา” แหม..? ช่างห่างไกลกันเหลือเกิน อย่างนี้จะเรียกเป็นภาษากะเหรี่ยงว่า “สะมออู หรือ กอเหม่” ยังเท่กว่า ซะอีก หนูมีญาติที่ใกล้ชิดกันคือ “ระย่อมหลวง และ ระย่อมใหญ่” ชื่อเสียงก็โด่งดังเป็นที่รู้จักพอๆ กัน และหนูเข้าข้างตัวเองว่า หนูมีสีสันของดอกที่คมเข้มกว่า และแม้ว่าหนูจะเป็นละอ่อนระย่อมน้อยนี่แหละ แต่ก็มีดอกที่สวยงามแล้วแฝงด้วยมี “พิษ” อ่อนๆ สำหรับผู้หญิงด้วยกัน ที่เรียกว่าสตรีมีครรภ์ หรือระหว่างการให้นมบุตร หมอจึงห้ามใช้ยาที่มีส่วนผสมของรากระย่อมด้วยนะจ๊ะ ตัวหนูเองเป็นไม้พุ่มทรงไม่สวยนัก ความส
รองเท้านารี เป็นกล้วยไม้กึ่งดินในสกุล Paphiopedilum มีแหล่งกำเนิดอยู่ในเขตอบอุ่น และเขตร้อนแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่อินเดีย ฟิลิปปินส์ พม่า มาเลเซีย และในประเทศไทยพบกล้วยไม้ชนิดนี้ขึ้นอยู่ในป่าทั่วไป ลักษณะเด่นของไม้ชนิดนี้มีรูปร่างคล้ายกับรองเท้าของสตรี และรองเท้าไม้ของชาวเนเธอร์แลนด์ กระเป๋าของรองเท้านารีมีรูปร่างลักษณะและสีสันที่แตกต่างกันไปตามชนิดพันธุ์ จึงทำให้มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว คุณชนินทรี สองเมือง อยู่บ้านเลขที่ 96 หมู่ที่ 4 ตำบลเมืองก๋าย อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้ที่ชื่นชอบการปลูกกล้วยไม้รองเท้านารี นำมาพัฒนาสายพันธุ์ด้วยการผสมพันธุ์เอง ตลอดไปจนถึงดูแลไม้ให้มีคุณภาพ จำหน่ายเป็นอาชีพสร้างรายได้พร้อมความสุขที่ได้ทำในสิ่งที่รักได้เป็นอย่างดีทีเดียว คุณชนินทรี จบการศึกษาปริญญาตรี สาขาวิชาพืชสวน คณะเทคโนโลยีการเกษตร เล่าให้ฟังว่า เมื่อสมัยที่ยังเป็นนักศึกษามีความสนใจการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้รองเท้านารี ทำให้มีโอกาสได้ซื้อไม้สะสมเป็นกิจกรรมยามว่าง หลังจบการศึกษาผ่านมาได้ 2 ปี จึงเริ่มรู้สึกว่าไม้ที่มีอยู่เพิ่มจำนวนมากขึ้น ทำให้มองถึงการพัฒนาต่อยอดสร้างเป็นธุรกิจ
เหนือสุดแดนสยาม ที่นึกได้ก็อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ที่มีด่านพรมแดนแม่สายเชื่อมต่อกับด่านพรมแดนท่าขี้เหล็ก แขวงท่าขี้เหล็ก รัฐฉาน ประเทศเมียนมา และมีจุดเด่นที่ใครๆ หลายคนเมื่อขึ้นไปเที่ยวถึงจังหวัดเชียงราย ต้องแวะคือ ตลาดแม่สาย ภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เหมาะสม ทำให้เกิดพืชชนิดหนึ่ง ซึ่งเกษตรกรในท้องถิ่นเชื่อว่า หากลงปลูกในดินแล้ว จะเจริญงอกงามได้ดีที่สุดคือ ที่บ้านสันทรายมูล หมู่ที่ 6 ตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เพียงแห่งเดียว แม้จะขยับไปปลูกหมู่บ้านถัดไป ผลผลิตและการเจริญงอกงามที่ได้ ก็ไม่สวยงามเท่าบ้านสันทรายมูลแห่งนี้ ภาษาพื้นถิ่น เรียกกันว่า ว่านเศรษฐี หรือ ว่านกวนอิม แต่เป็นที่รู้จักโดยทั่วไปในชื่อของ ไผ่กวนอิม ในพื้นที่บ้านสันทราย หมู่ที่ 6 ปลูกกันเป็นไม้ประดับเกือบทุกบ้าน บ้านละ 1-3 กอมานาน เสมือนเป็นไม้ในบ้านไปเสียแล้ว กระทั่งมีเกษตรกรหมู่บ้านใกล้เคียงมองเห็นความสวยของไผ่กวนอิม ตัดเอาไปส่งขายให้กับญาติที่ปากคลองตลาด ตลาดขายไม้ดอกไม้ประดับใหญ่ในกรุงเทพฯ ไผ่กวนอิมที่นี่ จึงเริ่มติดตลาด และเริ่มเป็นพืชที่สร้างเม็ดเงินให้กับชาวบ้านในพื้นที่ คุณณัชพล ตาวงค์ ประธานกลุ่ม
คุณนิตยา พรหมขวัญ อยู่บ้านเลขที่ 185 ตำบลไสหว้า อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้คิดต่อยอดนำมะพร้าวที่เป็นผลผลิตมีจำนวนมากในพื้นที่ดินของเธอ มาสร้างเป็นบอนไซมะพร้าวให้มีทรงที่สวยงาม เพื่อโชว์กะลาภายในให้เกิดมีเอกลักษณ์มากขึ้น ส่งผลให้เป็นที่ถูกใจของผู้พบเห็น สามารถจำหน่ายได้ราคาดีเลยทีเดียว คุณนิตยา เล่าว่า เดิมบ้านของเธอก็ประกอบอาชีพทางการเกษตรอยู่แล้ว พร้อมทั้งมีการนำสมุนไพรในท้องถิ่นมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ต่อมาได้มีโอกาสได้ไปเห็นการทำบอนไซมะพร้าว จึงเกิดความคิดขึ้นมาว่าสวนของเธอเองก็มีมะพร้าวปลูกอยู่ ผลที่ปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้ส่งจำหน่าย เมื่อปล่อยให้งอกเป็นต้นกล้าออกมาแล้ว ก็ไม่สามารถจำหน่ายเนื้อในได้ เลยเกิดแนวความคิดที่อยากจะสร้างมูลค่าเพิ่ม จึงได้มาดัดแปลงเป็นมะพร้าวแคระหรือบอนไซมะพร้าวเพื่อสร้างรายได้ ปลูกใส่กระถางที่มีลวดลาย “ช่วงนั้นได้มีโอกาสไปดูคลิปวิดีโอว่าประเทศอินโดนีเซียทำกันเยอะ ในเรื่องของบอนไซมะพร้าว ดูแล้วค่อนข้างมีลักษณะสวยงาม ทีนี้เลยเกิดความคิดว่า บ้านเราเองก็มีสวนมะพร้าวอยู่ น่าจะนำมาให้เกิดประโยชน์ จึงได้นำผลที่งอกออกมาเป็นต้นแล้ว มาทดลองทำดู ซึ่งช่วงแรกๆ ที่แก
