นายศักดา ศรีนิเวศน์ นักวิชาการอิสระด้านการเกษตร โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว “ ศักดา ศรีนิเวศน์ ” ภายใต้หัวข้อ อะโวคาโดพืชทดแทนทุเรียน ความหวังใหม่ของเกษตรกรไทย ” เมื่อวันที่ 9 กันยาย 2568 โดยระบุว่า การปลูกอะโวคาโดในประเทศไทยเพื่อทดแทนทุเรียนยังถือว่า เป็นโอกาสมากกว่าความเสี่ยง แต่ต้องเลือกกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับข้อจำกัดของเกษตรกรไทย การมุ่งเน้นตลาด “ภายในประเทศเพื่อลดการนำเข้า“ ซึ่งมีราคาแพงถือว่าเป็นแนวทางที่ดีมาก สำหรับรองรับการขายผลสดในประเทศ และรองรับการส่งออกผลสด รวมทั้งการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในรูปแบบผลิตภัณฑ์อาหาร อาหารเสริม เครื่องดื่ม ตลาดสุขภาพและความงาม ตลาดเครื่องสำอาง เนื่องจาก อะโวคาโดเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก เป็นที่ต้องการของตลาดทั่วโลก

นายศักดาสนับสนุนการปลูกอะโวคาโดเพื่อจำหน่ายผลสดในประเทศ เพราะมีจุดแข็ง ปัจจุบันมีความต้องการบริโภคปลูกอะโวคาโดในประเทศเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้รักสุขภาพ โรงแรม ร้านอาหาร และซูเปอร์มาร์เก็ต ในอนาคตผู้บริโภคทั้งโลกจะเน้นการเลือกบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากขึ้นยิ่งขึ้น และมีข้อจำกัดที่ต้องนำมาพิจารณา คือ เรื่องความหลากหลายของสายพันธุ์ เนื่องจากอะโวคาโดบางพันธุ์ไม่เหมาะกับอากาศร้อนชื้น ทำให้คุณภาพไม่คงที่ นอกจากนี้ เกษตรกรไทยจำนวนมากยังขาดทักษะด้านการเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา เพราะอะโวคาโดถ้าเก็บไม่เหมาะสม รสชาติฝาด แข็งเกิน หรือสุกไม่ดี นอกจากนี้ อะโวคาโดมีข้อจำกัดเรื่องอายุการเก็บเกี่ยวสั้น การกระจายผลผลิตสู่ตลาดจึงมีความเสี่ยงด้านราคา
การส่งออกผลสด อาจยังไม่ใช่เป้าหมายหลักในระยะสั้น แต่สามารถพัฒนาได้ในอนาคต หากมีการรวมกลุ่มเกษตรกรและยกระดับมาตรฐาน ประเทศไทยยังไม่ใช่ผู้เล่นหลักในตลาดโลก เพราะปัจจุบันผู้ส่งออกอะโวคาโดรายใหญ่ของโลกคือ เม็กซิโก เปรู และเคนยา นอกจากนี้ ตลาดโลกต้องการมาตรฐานสูง เช่น GAP, GLOBALG.A.P., ระบบตรวจสอบย้อนกลับ ซึ่งเกษตรกรไทยต้องใช้เวลาเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้ ดังนั้นในระยะแรก ผู้บริโภคต่างประเทศอาจยังไม่เชื่อมั่นในคุณภาพอะโวคาโดไทยมากนัก


คุณศักดาสนับสนุนให้เกษตรกรไทยให้ความสำคัญเรื่องการแปรรูปอะโวคาโดในระยะยาว เพราะมองว่าเป็นโอกาสสำคัญ ที่ช่วยแก้ปัญหาผลสดคุณภาพไม่สม่ำเสมอ และยืดอายุการเก็บรักษาการแปรรูปช่วยสร้าง อัตลักษณ์สินค้าไทย เช่น “Avocado Oil from Thailand” คล้ายกับที่มะพร้าวไทยกลายเป็นสินค้าแปรรูปที่โดดเด่นในตลาดโลก โดยยกตัวอย่างการแปรรูปที่น่าสนใจสำหรับส่งออก เช่น ผลิตภัณฑ์น้ำมันอะโวคาโด รองรับตลาดสุขภาพและความงาม สินค้าผงอะโวคาโด หรือสินค้า Freeze-dried เป็นวัตถุดิบอาหารเสริม และเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ไอศกรีม ผลิตภัณฑ์ซอส สินค้าสแน็กเพื่อสุขภาพ โดยเน้นเจาะตลาดพรีเมียม และผลิตภัณฑ์ครีมบำรุงผิว สบู่ แชมพู ที่สามารถเพิ่มมูลค่าและเจาะตลาดเครื่องสำอางธรรมชาติได้ทั่วโลก
นายศักดาได้อธิบายเพิ่มเติมว่า อะโวคาโด ถือเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก เป็นหนึ่งในผลไม้ที่ครบถ้วนทั้งไขมันดี วิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหาร ซึ่งหาได้ยากในผลไม้ชนิดอื่น โดยอะโวคาโดมีจุดเด่นเรื่องกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated fat) ที่ดีต่อหัวใจ ช่วยลดคอเลสเตอรอลไม่ดี (LDL) และเพิ่มคอเลสเตอรอลดี (HDL) อุดมด้วย ใยอาหาร ช่วยการย่อยและควบคุมน้ำตาลในเลือด นอกจากนี้ยังมีโพแทสเซียมสูง ใกล้เคียงหรือมากกว่ากล้วย ช่วยควบคุมความดันโลหิต มีสารลูทีนและซีแซนทีน ดีต่อดวงตา มี วิตามิน E, K, C, B-complex และสารต้านอนุมูลอิสระ

ขณะเดียวกันอะโวคาโดไม่ได้จำกัดแค่เป็นผลไม้สด แต่เป็นผลไม้ที่มีศักยภาพสูงสามารถต่อยอดแปรรูปเพิ่มมูลค่าเป็น อาหารสุขภาพ–เครื่องสำอาง–ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ได้หลายอย่าง คือ 1) ด้านอาหารและเครื่องดื่ม สามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์น้ำมันอะโวคาโด (Avocado Oil)สำหรับใช้ปรุงอาหาร เหมือนน้ำมันมะกอก มีไขมันดีสูง รวมทั้งผงอะโวคาโด (Avocado Powder) ใช้เป็นส่วนผสมในขนมปัง เครื่องดื่ม หรืออาหารเสริม ผลิตภัณฑ์ไอศกรีม โยเกิร์ตและ สมูทตี้ โดยใช้เนื้ออะโวคาโดให้รสชาติและเนื้อสัมผัสที่มันนุ่ม นอกจากนี้ยังแปรรูปเป็นซอสกัวคาโมเล่ (Guacamole) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์พร้อมทาน หรือแช่แข็งเพื่อส่งออกได้ หรือ ขนมขบเคี้ยวเช่น อะโวคาโดอบกรอบ (freeze-dried), ช็อกโกแลตไส้อะโวคาโด ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่เช่น ขนมปัง เค้ก คุกกี้ที่ใช้เนื้ออะโวคาโดแทนเนยหรือไขมัน
นอกจากนี้ อะโวคาโด ยังแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม ด้านสุขภาพและอาหารเสริม เช่น สกัดเป็นแคปซูลน้ำมันอะโวคาโดเพื่อเป็นอาหารเสริมบำรุงหัวใจและหลอดเลือด ใช้เป็นผลิตภัณฑ์ควบคุมน้ำหนัก เพราะมีใยอาหารและไขมันดีช่วยให้อิ่มนาน หรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เสริมโปรตีนและสมูทตี้ผงโดยผสมกับโปรตีนจากพืชอื่น ประการต่อมา อะโวคาโดยังเหมาะสำหรับแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ด้านความงามและเครื่องสำอาง เช่น ครีมบำรุงผิวหรือ โลชั่น เพราะในน้ำมันอะโวคาโดมีวิตามิน E สูง ให้ความชุ่มชื้น หรือ เป็นผลิตภัณฑ์สบู่ แชมพูและครีมนวดเพื่อบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะ หรือเป็นผลิตภัณฑ์ มาส์กหน้าและลิปบาล์มโดยใช้น้ำมันอะโวคาโดเป็นเบส

นอกจากนี้ อะโวคาโด ยังมีประโยชน์ ด้านอื่น ๆ เช่น เม็ดอะโวคาโด สามารถนำไปสกัดสารต้านอนุมูลอิสระ ใช้ทำชา หรือวัตถุดิบสีย้อมธรรมชาติได้ ส่วนเปลือกและกาก สามารถใช้เป็นปุ๋ยหมักหรืออาหารสัตว์ ดังนั้น การปลูกอะโวคาโดจึงเป็นทางเลือกที่ดีอีกทางหนึ่ง เพื่อลดความเสี่ยงจาการปลูกทุเรียนในอนาคต เกษตรกรควรเน้นการผลิตอะโวคาโด เพื่อทดแทนการนำเข้าผลสดจากต่างประเทศ เพราะจะมีราคาถูกกว่า ผู้บริโภคเชื่อมั่นได้มากกว่าการนำเข้าจากต่างประเทศ ส่วนการส่งออกควรเน้นที่สินค้าที่แปรรูป ที่มีคุณค่าเพิ่มและแข่งขันได้ในระดับโลกมากกว่าผลสด ขณะเดียวกันเกษตรกรที่ปลูกอะโวคาโดควรเร่งพัฒนายกระดับการผลิตผลสดให้มีคุณภาพมาตรฐานสากล เพื่อเปิดประตูสู่การส่งออกในอนาคต
อ้างอิงข้อมูลและภาพประกอบข่าว จาก เฟซบุ๊กส่วนตัว “ ศักดา ศรีนิเวศน์ ”
