จากร้านขายส่ง–ขายปลีกเล็กๆ 1 คูหาในปากคลองตลาดเมื่อกว่า 70 ปีก่อน “ไพศาลเจริญ” ค่อยๆ เติบโตผ่านการส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น จากธุรกิจค้าผัก สู่โรงงานคัด ตัดแต่งผักสดที่ทำงานร่วมกับเกษตรกรตั้งแต่ต้นน้ำ และส่งวัตถุดิบให้กับโรงงานผลิตอาหารขนาดใหญ่

วันนี้ธุรกิจเดินทางมาถึงรุ่นที่ 3 โดยมี คุณมายด์-มาธวี ติลกเรืองชัย เข้ามารับช่วงต่อ พร้อมกับความท้าทายสำคัญของคนรุ่นใหม่ นั่นคือ การรักษารากฐานและสิ่งที่คนรุ่นก่อนสร้างเอาไว้ ขณะเดียวกันก็ต้องมองหาวิธีพาธุรกิจให้เติบโตและก้าวต่อไปให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
น่าสนใจว่า จุดเริ่มต้นของคุณมายด์ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจที่จะกลับมาสานต่อธุรกิจครอบครัวตั้งแต่แรก เพราะเธอเรียนจบด้านสถาปัตยกรรม และไม่ได้มีพื้นฐานเกี่ยวกับธุรกิจผักหรือการบริหารโรงงานโดยตรง จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อคุณพ่อป่วย ขณะที่น้องๆ ยังคงอยู่ในวัยเรียน คุณมายด์จึงกลายเป็นคนที่สามารถกลับมาช่วยดูแลธุรกิจของครอบครัวได้ในเวลานั้น
แรกเริ่มเธอตั้งใจเพียงเข้ามาช่วยประคับประคองธุรกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ แต่เมื่อได้ลงมือทำจริง จากภารกิจชั่วคราวกลับค่อยๆ กลายเป็นเส้นทางที่ยาวนาน และพาเธอเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจอย่างเต็มตัวจนถึงวันนี้ “ตอนแรกตั้งใจแค่เข้ามาช่วยประคองให้ธุรกิจมันรันต่อไปได้ แต่พอเราเริ่มจับจุดได้ คุณพ่อก็ปล่อยให้ทำเลย แล้วก็ยาวเลยค่ะ” คุณมายด์ กล่าว

เมื่อคนอายุ 24 ต้องก้าวขึ้นมาบริหารธุรกิจครอบครัว
การกลับมาสานต่อธุรกิจครอบครัวอาจดูเหมือนเป็นเส้นทางที่มีต้นทุนเดิมวางไว้อยู่แล้ว แต่สำหรับ คุณมายด์ การก้าวเข้ามาบริหารธุรกิจในวัยเพียง 24 ปี กลับเต็มไปด้วยความท้าทายและแรงกดดัน แม้เธอจะเติบโตมากับโรงงานและรู้มาตลอดว่าครอบครัวทำธุรกิจนี้ แต่ที่ผ่านมาไม่ได้เข้ามาคลุกคลีกับงานอย่างจริงจัง โรงงานจึงเป็นเพียงสถานที่ที่คุ้นเคยจากความทรงจำ มากกว่าจะเป็นพื้นที่ที่เธอเข้าใจระบบการทำงาน
ความท้าทายยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อเธอต้องเข้ามาทำงานร่วมกับคนเก่าที่อยู่กับโรงงานมานาน หลายคนมีประสบการณ์มากกว่าเธอหลายเท่า โจทย์สำคัญจึงไม่ได้มีเพียงการเรียนรู้ระบบหรือบริหารธุรกิจ แต่คือการทำอย่างไรให้คนเหล่านี้ “เชื่อ” ในตัวผู้บริหารรุ่นใหม่ที่อายุน้อยกว่า
“กดดันทุกจุดค่ะ เพราะตอนนั้นเราเข้ามาแบบไม่รู้เรื่องเลย ทุกอย่างมันมีมาแล้ว โรงงานก็มีระบบ มีมาตรฐานอยู่แล้ว ความท้าทายคือเราต้องทำงานกับคนเก่าให้ได้ ทำยังไงให้เขาเชื่อเรา” คุณมายด์ กล่าว
แทนที่จะพยายามวางตัวในฐานะผู้บริหาร คุณมายด์เลือกวิธีที่เรียบง่ายกว่านั้น คือ ลงมือทำไปพร้อมกับคนในโรงงาน โดยใช้วิธีการทำงานแบบ Hands-on เข้าไปเรียนรู้จากหน้างาน ทำงานร่วมกับทีม และเมื่อไม่รู้ก็เลือกที่จะถามตรงๆ พร้อมยอมรับว่าตัวเองยังไม่มีประสบการณ์ โดยเปิดโอกาสให้คนที่ทำงานมาก่อนช่วยสอน คุณมายด์ เล่าว่า “ให้เขาเห็นว่าเราตั้งใจมาทำ มาช่วยนะ เราไม่รู้ก็บอกเลย ให้เขาช่วยสอน”
วิธีการทำงานที่ไม่ได้พยายามแสดงตัวว่า “รู้ทุกอย่าง” กลับกลายเป็นจุดแข็งสำคัญ เพราะทำให้คนในองค์กรเห็นถึงความตั้งใจและความพร้อมที่จะเรียนรู้ของผู้บริหารรุ่นใหม่ จากความไม่คุ้นเคยในวันแรก ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความเข้าใจ และท้ายที่สุดกลายเป็นความไว้วางใจ
นี่จึงเป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญของการรับช่วงต่อธุรกิจครอบครัวว่า การเป็นผู้นำไม่ได้หมายความว่าต้องรู้ทุกเรื่องตั้งแต่วันแรก แต่ต้องพร้อมเรียนรู้ และทำให้คนรอบข้างเห็นว่าเราเดินไปกับเขา

จากธุรกิจซื้อมาขายไป สู่การค้นพบว่า “ข้อมูล” คือของสำคัญ
ในช่วงประมาณ 6 เดือนแรก คุณมายด์ยอมรับว่าเธอยังไม่เข้าใจธุรกิจนี้อย่างลึกซึ้งนัก เพราะเมื่อมองจากภายนอก ธุรกิจอาจดูเหมือนการรับผักจากเกษตรกรแล้วส่งต่อให้ลูกค้า แต่เมื่อได้ลงไปทำงานกับเกษตรกรอย่างใกล้ชิด เธอกลับพบว่าเบื้องหลังผักแต่ละหัวมีระบบการจัดการที่ซับซ้อนกว่าที่คิด โดยเฉพาะเรื่อง “มาตรฐาน” และ “ข้อมูล”
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไพศาลเจริญให้ความสำคัญกับการทำงานด้านมาตรฐานการผลิตและทำงานร่วมกับเกษตรกรมาอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นหนึ่งในผู้ที่เริ่มนำระบบ GAP เข้ามาใช้ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่ม Global Brand ที่ให้ความสำคัญกับวัตถุดิบที่ปลอดภัยและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
แต่สิ่งที่คุณมายด์ค้นพบเมื่อเข้ามาทำงาน คือ บริษัทไม่ได้ขาดข้อมูลเลย ตรงกันข้าม กลับมีข้อมูลจำนวนมหาศาลที่สะสมต่อเนื่องมานานหลายสิบปี เพียงแต่ข้อมูลเหล่านั้นยังถูกเก็บอยู่ในรูปแบบเอกสารและการจดบันทึกด้วยมือ คุณมายด์ เล่าว่า “เรามี System ที่เจ๋งมาก แต่ตอนนั้นทุกอย่างมันจดมือ จดกระดาษ แล้วไม่ได้เอามาวิเคราะห์หรือใช้ต่อยอด”
สำหรับคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยี สิ่งนี้จึงกลายเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญที่คุณมายด์มองเห็น เพราะข้อมูลที่สะสมมานาน หากถูกนำมาจัดระบบ วิเคราะห์ และเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ก็สามารถเปลี่ยนจากเพียง “บันทึกในอดีต” ให้กลายเป็นเครื่องมือสำหรับวางแผนอนาคตได้
จากจุดนั้น Data และ AI จึงค่อยๆ เข้ามามีบทบาทในธุรกิจ โดยนำข้อมูลย้อนหลังมารวบรวมและวิเคราะห์ เพื่อช่วยประเมินความเสี่ยงและคาดการณ์ผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งเป็นธุรกิจที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนอยู่เสมอ ทั้งจากสภาพอากาศ ฤดูกาล และปัจจัยแวดล้อมต่างๆ
“พอเรามีข้อมูลย้อนหลังหลายสิบปี มันช่วยเราได้ ส่วนมากเอามาช่วยประเมินความเสี่ยง แล้วก็ความแม่นยำของพืชผลทางการเกษตร” คุณมายด์ กล่าว
จากเดิมที่มองว่าธุรกิจนี้เป็นเพียงการ “ซื้อมาแล้วขายไป” การลงมือทำจริงกลับทำให้เธอเห็นว่า หัวใจสำคัญของธุรกิจไม่ได้อยู่แค่ผักที่ส่งถึงมือลูกค้า แต่อยู่ที่ข้อมูลเบื้องหลังการผลิตทุกขั้นตอน และเมื่อข้อมูลเหล่านั้นถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ก็สามารถกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจรับมือกับความไม่แน่นอน และตัดสินใจได้แม่นยำมากขึ้น

ธุรกิจผักที่ไม่ได้เริ่มจาก “ปลูกอะไรดี” แต่เริ่มจาก “ตลาดต้องการอะไร”
ปัจจุบันไพศาลเจริญมีผักอยู่ในระบบการผลิตประมาณ 20 ชนิด โดยมีสินค้าหลักอย่าง หอมหัวใหญ่ กะหล่ำปลี และแครอท ซึ่งเป็นพืชที่เหมาะกับพื้นที่เพาะปลูกในภาคเหนือ บริษัทจึงทำงานร่วมกับเครือข่ายเกษตรกรในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และลำพูน เพื่อวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด
แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่ได้อยู่ที่บริษัทขายผักอะไร หากอยู่ที่ วิธีคิดในการบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำ เพราะไพศาลเจริญไม่ได้เริ่มต้นจากการปลูกผักแล้วค่อยออกไปหาตลาด แต่กลับเริ่มจากคำถามว่า “ตลาดต้องการอะไร”
เมื่อได้รับ Request จากลูกค้า บริษัทจะนำความต้องการนั้นกลับมาวางแผนตั้งแต่ต้นน้ำ ตั้งแต่การเลือกว่าจะปลูกพืชชนิดใด ปลูกในพื้นที่ไหน ใช้สายพันธุ์อะไร ไปจนถึงการกำหนดวิธีดูแลและควบคุมการผลิต เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ตรงตามสเปกและมาตรฐานที่ลูกค้าต้องการ
แนวคิดนี้ทำให้บทบาทของไพศาลเจริญไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็น “ผู้รับซื้อผลผลิต” แต่ทำหน้าที่เป็น ตัวกลางที่เชื่อมความต้องการของตลาดเข้ากับการผลิตของเกษตรกร ทำให้ทั้งสองฝั่งเดินไปในทิศทางเดียวกัน และช่วยลดความเสี่ยงของเกษตรกรจากการปลูกโดยไม่รู้ว่าผลผลิตจะขายให้ใคร
พูดง่ายๆ คือ ที่นี่ไม่ได้เริ่มต้นด้วยคำถามว่า “เกษตรกรควรปลูกอะไร” แต่เริ่มจาก “ตลาดต้องการอะไร แล้วเราจะวางแผนการผลิตอย่างไรให้ตอบโจทย์ตลาดได้” ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ทำให้ธุรกิจผักสามารถบริหารจัดการได้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายทาง

เมื่อ “ผักหนึ่งหัว” ต้องตอบได้ว่ามาจากไหน
สำหรับไพศาลเจริญ การควบคุมคุณภาพไม่ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อผักเดินทางมาถึงโรงงาน แต่เริ่มตั้งแต่ก่อนเมล็ดจะถูกหว่านลงดิน ตั้งแต่การเลือกพื้นที่เพาะปลูก การคัดเลือกสายพันธุ์ ไปจนถึงการกำหนดวิธีการผลิตให้ตรงกับมาตรฐานและความต้องการของตลาด
บริษัทเข้าไปทำงานร่วมกับเกษตรกรตั้งแต่ต้นทาง ทั้งให้คำแนะนำเรื่องพื้นที่ปลูก สายพันธุ์ที่เหมาะสม และสเปกของผลผลิตที่ลูกค้าต้องการ รวมถึงติดตามการผลิตและลงพื้นที่ตรวจแปลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเก็บเกี่ยว เพื่อให้มั่นใจว่าผลผลิตที่ได้มีคุณภาพและตรงตามมาตรฐานที่กำหนด
คุณมายด์มองว่า การทำงานรูปแบบนี้ไม่ใช่เพียงความสัมพันธ์ระหว่าง “ผู้ซื้อกับผู้ขาย” แต่เป็นความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายต้องรับผิดชอบร่วมกัน เพราะในขณะที่เกษตรกรต้องเข้าใจว่าตลาดต้องการอะไร บริษัทเองก็มีหน้าที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถผลิตผลลัพธ์นั้นได้จริง
ตั้งแต่คำแนะนำเรื่องการใช้สารต่างๆ การบันทึกวันเพาะเมล็ด วันปลูก และวันเก็บเกี่ยว ไปจนถึงการติดตามข้อมูลจากแปลงอย่างสม่ำเสมอ ทุกขั้นตอนล้วนมีความสำคัญ เพราะหากต้องการให้ระบบสามารถ “ตรวจสอบย้อนกลับ” ได้ ข้อมูลต้องเริ่มต้นตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่รอเก็บข้อมูลเมื่อผลผลิตเดินทางมาถึงโรงงาน
ดังนั้น ผักหนึ่งหัวที่วางอยู่บนชั้นขาย จึงไม่ได้เป็นเพียงผลผลิตทางการเกษตร แต่ต้องสามารถย้อนกลับไปตอบได้ว่า ปลูกที่ไหน ใครเป็นผู้ปลูก ใช้กระบวนการผลิตอย่างไร และผ่านการควบคุมมาตรฐานมาแล้วแค่ไหน ซึ่งทั้งหมดนี้คือหัวใจของการสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งลูกค้าและผู้บริโภค

จีนแข็งแรงเรื่อง “สเกล” แต่เกษตรกรไทยยังมีพื้นที่ให้แข่งขัน
เมื่อพูดถึงการแข่งขันกับผักจากจีน คุณมายด์มองอย่างตรงไปตรงมาว่า เกษตรกรไทยอาจไม่สามารถแข่งขันกับจีนด้วยเรื่องราคาเพียงอย่างเดียว เพราะจีนมีข้อได้เปรียบด้านขนาดการผลิต หรือ “สเกล” ที่ใหญ่กว่าอย่างชัดเจน ทำให้สามารถผลิตสินค้าได้ในปริมาณมากและควบคุมต้นทุนได้ดี
แต่ในอีกมุมหนึ่ง เธอมองว่าไทยยังมีโอกาสสร้างความแตกต่างได้ โดยเฉพาะเรื่อง “ความปลอดภัย คุณภาพ และการตรวจสอบย้อนกลับ” ซึ่งเป็นปัจจัยที่ตลาดให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ
โดยเฉพาะตลาดอุตสาหกรรมอาหาร ลูกค้ารายใหญ่ไม่ได้มองเพียงวัตถุดิบที่มีราคาถูกที่สุด แต่ยังต้องการสินค้าที่มีมาตรฐาน ปลอดภัย และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า ผลผลิตมาจากไหน ผ่านกระบวนการผลิตอย่างไร และมีการควบคุมคุณภาพในแต่ละขั้นตอนหรือไม่
“ถ้าเกษตรกรไทยเริ่มทำตรงนี้ได้ มายคิดว่ายังไงลูกค้าก็จะเลือกเวย์นี้ ราคาแพงกว่านิดหน่อยไม่เป็นไร ถ้าของปลอดภัยและตรวจสอบย้อนกลับได้” คุณมายด์ เล่า
ดังนั้น การแข่งขันของเกษตรกรไทยจึงอาจไม่จำเป็นต้องมุ่งไปสู่การเป็นผู้ผลิตที่ “ต้นทุนต่ำที่สุด” แต่เป็นการสร้าง “คุณค่า” ให้กับผลผลิต เพื่อให้ตลาดเห็นเหตุผลว่าทำไมสินค้าของไทยจึงมีมูลค่าและสามารถขายในราคาที่สูงขึ้นได้
ในวันที่การแข่งด้านราคาอาจเป็นเกมที่ไทยเสียเปรียบ การสร้างมาตรฐานและความน่าเชื่อถือจึงอาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้เกษตรกรไทยยืนอยู่ในตลาดได้ โดยไม่จำเป็นต้องลงไปแข่งขันด้วยราคากับผู้ผลิตรายใหญ่เพียงอย่างเดียว
AI กับโจทย์ที่มากกว่าคำว่า “เทคโนโลยี”
สำหรับคุณมายด์ AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีที่เข้ามาทำให้ธุรกิจดูทันสมัยขึ้น แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยเปิดให้เห็นข้อมูลและปัญหาที่ในอดีตอาจมองไม่เห็น เมื่อข้อมูลจากกระบวนการทำงานต่างๆ ถูกเก็บรวบรวมและนำมาวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ บริษัทสามารถมองเห็นภาพของธุรกิจได้ชัดเจนขึ้น ตั้งแต่ต้นทุนที่เกิดขึ้นในแต่ละขั้นตอน จุดที่มีการสูญเสียหรือเกิด Waste ไปจนถึงกระบวนการที่ยังสามารถปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
“ถ้าเราไม่มีการเก็บข้อมูล หรือไม่มีการรวบรวม Data จาก AI เราจะไม่รู้เลยว่าตรงไหนมันรั่วบ้าง” คุณมายด์ กล่าว
โดยเฉพาะธุรกิจที่ทำงานกับวัตถุดิบสดอย่างภาคเกษตร ซึ่งต้องเผชิญกับความผันผวนอยู่ตลอดเวลา ทั้งสภาพอากาศ ปริมาณผลผลิต คุณภาพวัตถุดิบ และความต้องการของตลาด การมีข้อมูลที่เพียงพอและนำมาใช้ได้อย่างถูกต้อง จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการตามให้ทันเทคโนโลยี แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจ “ตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น”
เพราะในโลกของการเกษตรที่หลายปัจจัยไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด อย่างน้อยการมีข้อมูลที่ดี ก็ช่วยให้ธุรกิจมองเห็นความเสี่ยงล่วงหน้า และวางแผนรับมือกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ดีขึ้น

สิ่งที่อยากฝากถึงเกษตรกรไทย “หาลูกค้าก่อน แล้วค่อยมาปลูก”
เมื่อถามถึงคำแนะนำที่อยากฝากถึงเกษตรกรไทยในวันนี้ คุณมายด์มองว่าสิ่งสำคัญอาจไม่ใช่การเริ่มต้นจากคำถามว่า “จะปลูกอะไรดี” แต่คือการลองเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ ด้วยการมองไปที่ตลาดก่อนว่า “ลูกค้าต้องการอะไร” แล้วจึงนำความต้องการนั้นกลับมาวางแผนการผลิต
“เราไปหาความต้องการก่อนว่าลูกค้าอยากได้อะไร แล้วเราค่อยมาปลูก”
แนวคิดนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากการปลูกโดยไม่มีตลาดรองรับ และทำให้เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิตได้ตรงกับความต้องการมากขึ้น เพราะเมื่อรู้ตั้งแต่ต้นว่าจะปลูกเพื่อใคร ต้องการผลผลิตแบบไหน ก็สามารถกำหนดทั้งชนิดพืช สายพันธุ์ วิธีการผลิต และมาตรฐานให้สอดคล้องกับตลาดได้
อีกเรื่องที่คุณมายด์อยากให้เกษตรกรเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ คือ “การจดบันทึกข้อมูล” แม้รายละเอียดอย่างวันปลูก วันใช้สาร ระยะเว้นก่อนเก็บเกี่ยว วันเก็บเกี่ยว หรือข้อมูลต่างๆ ในแปลง อาจดูเป็นเรื่องเล็กและใช้เวลาในช่วงแรก แต่ข้อมูลเหล่านี้กำลังมีความสำคัญมากขึ้นในตลาดที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย คุณภาพ และการตรวจสอบย้อนกลับ

เมื่อข้อมูลถูกเก็บอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่เคยเป็นเพียงบันทึกในสมุด อาจกลายเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้เกษตรกรวิเคราะห์การผลิต วางแผนการเพาะปลูก และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผลผลิตของตัวเองได้ในอนาคต
เส้นทางของคุณมายด์ จากเด็กที่เรียนจบด้านสถาปัตยกรรมและไม่ได้ตั้งใจกลับมาทำธุรกิจผัก สู่การเป็นผู้บริหารรุ่นที่ 3 ของไพศาลเจริญ อาจเริ่มต้นจาก “ความจำเป็น” แต่สิ่งที่ทำให้เธอเดินต่อมาได้ คือการเปิดใจเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนรุ่นก่อน พร้อมกับนำวิธีคิดของคนรุ่นใหม่เข้ามาต่อยอด
จากข้อมูลที่เคยอยู่บนกระดาษ สู่การนำ Data และ AI เข้ามาใช้ จากประสบการณ์ที่สั่งสมมาหลายสิบปี สู่การวิเคราะห์เพื่อมองอนาคต และจากการ “ปลูกแล้วค่อยหาตลาด” สู่การ “รู้ตลาดก่อน แล้วค่อยปลูก”
ท้ายที่สุด การส่งต่อธุรกิจจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง อาจไม่ใช่การพยายามรักษาทุกอย่างให้เหมือนเดิม แต่คือการเข้าใจว่า อะไรคือสิ่งที่ควรรักษา และอะไรคือสิ่งที่ต้องปรับเปลี่ยน เพื่อให้คุณค่าที่คนรุ่นก่อนสร้างไว้ ยังคงเดินหน้าต่อไปได้ และเติบโตในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
หากสนใจติดตามข้อมูลข่าวสาร หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับธุรกิจ สามารถติดต่อได้ทาง Facebook : Pai Sarn Charoen
