https://www.youtube.com/watch?v=AmeyAVh2rTU
https://www.youtube.com/watch?v=AmeyAVh2rTU
ปัญหาปลาหมอคางดำ สร้างความปวดหัวให้แก่ชาวประมงอย่างมากเพราะเป็นสัตว์ต่างถิ่นที่ปรับตัวได้เก่ง สามารถอยู่ได้ในแหล่งน้ำทุกประเภท สามารถแพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว กำจัดเท่าไหร่ก็ไม่หมดไม่สิ้น ในรายการ เปลี่ยนมุมคิด สถานีโทรทัศน์รัฐสภา วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เวลา 20.15 น.คุณธวัช สุระบาล ประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา กล่าวตอนหนึ่งว่า ปัญหาปลาหมอคางดำไม่ควร “หาคนผิด” เพราะมีหลายปัจจัยไม่รู้ว่ามาจากอะไร กรณีปัญหาการลักลอบนำเข้าสัตว์ต่างถิ่นรวมทั้งประเด็นความรับผิดชอบคงต้องรอฟังข้อเท็จจริงจากกระบวนการศาล ทุกวันนี้ หลายพื้นที่ประสบปัญหาเรื่องคุณภาพน้ำอยู่แล้ว จำเป็นต้องจัดการทั้งระบบนิเวศ ไม่ใช่มองแค่ปัญหาปัญหาหมอคางดำเพียงอย่างเดียว ปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องเร่งเดินหน้าจัดการก็คือ ช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งควบคุมการแพร่ระบาด ลดประชากรปลา ผ่านโมเดล “จับ-ลด-ใช้ประโยชน์” พร้อมเปลี่ยนมุมมอง หมอคางดำ จากวายร้ายเป็นทรัพยากร ที่สามารถ นำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลายทั้ง อาหารคน อาหารสัตว์ อาหารพืช ปลาป่น วัตถุดิบเลี้ยงปูขาว และสินค้าโอท็อป เพื่อสร้างห่วงโซ่เศรษฐกิจใหม่ให้ชุมชน
ในวันที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ทั้งภัยแล้ง อุณหภูมิสูง ดินเสื่อม และต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น การทำเกษตรจึงยากกว่าที่เคย โดยเฉพาะปัญหาราคาปุ๋ยและคุณภาพดินที่ถดถอยต่อเนื่อง จนเกษตรกรจำนวนมากต้องลงทุนเพิ่ม แต่ผลผลิตกลับไม่เพิ่มตาม “ไบโอชาร์” จึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในทางรอดสำคัญของภาคเกษตรยุคใหม่ เพราะไม่ใช่เพียงถ่านธรรมดา แต่คือคาร์บอนจากชีวมวลพืชที่มีโครงสร้างรูพรุนสูง ช่วยฟื้นฟูดินถึงระดับโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ดินร่วนซุย อุ้มน้ำได้ดี ลดการสูญเสียธาตุอาหาร และช่วยให้จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์เติบโตได้มากขึ้น และสิ่งที่น่าสนใจคือ เกษตรกรสามารถผลิตไบโอชาร์ใช้เองได้จากเศษวัสดุในไร่นา ไม่ว่าจะเป็นฟางข้าว ใบอ้อย กิ่งไม้ ซังข้าวโพด หรือเศษพืชจากสวนผลไม้ เพราะพืชทุกชนิดล้วนมีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ เมื่อนำมาเผาภายใต้สภาวะออกซิเจนจำกัด ก็จะได้ไบโอชาร์ที่สามารถนำกลับไปฟื้นดินในแปลงของตัวเองได้อีกครั้ง คุณประสาน สุขสุทธิ์ อดีตหัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดสระแก้ว และเจ้าของสวนไผ่โป๋ยแจ่ม สระแก้ว ได้ให้มุมมองในเรื่องของไบโอชาร์ไว้ว่า แม้ไบโอชาร์จะไม่ใช่ยาวิเศษที่แก้ได้ทุกปัญหาในทั
“ถั่วแระญี่ปุ่น” คือถั่วเหลืองฝักสด เป็นพืชล้มลุก มีทรงพุ่ม ผลเป็นฝัก มีลักษณะทรงแบน ยาวรี โค้งงอเล็กน้อย มีขนอ่อนๆ ฝักมีสีเขียว ฝักจะนูนขึ้น มีเมล็ดโตเรียงกันอยู่ข้างใน เมล็ดไม่แก่ไม่อ่อนเกินไป เมล็ดสีเขียว มีรสชาติหวานมันกว่าเมล็ดใหญ่กว่า นุ่มกว่า มีถิ่นกำเนิดในประเทศญี่ปุ่น ต่อมาได้มีปลูกกันมากในหลายประเทศทั่วโลก ญี่ปุ่น จีน และเกาหลี มีประวัติการบริโภคถั่วเหลืองในระยะฝักไม่อ่อนและไม่แก่เกินไป ชาวญี่ปุ่นนิยมรับประทานถั่วแระเป็นกับแกล้มเบียร์ หรืออาหารว่างเกือบทุกครัวเรือน จึงมีการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ถั่วเหลืองให้มีฝักและเมล็ดใหญ่กว่าถั่วเหลืองธรรมดา 2 เท่า เมล็ดนุ่ม รสชาติหวานมัน ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์สำหรับบริโภคฝักสดเพียงอย่างเดียว และมีความพยายามปลูกถั่วแระส่งตลาดตลอดทั้งปี ซึ่งความต้องการบริโภคถั่วแระญี่ปุ่น หรือถั่วเหลืองฝักสด (Vegetable Soybean) ของชาวญี่ปุ่น ประมาณปีละ 150,000 ตัน แต่สามารถผลิตภายในประเทศได้เพียง 100,000-110,000 ตัน จึงต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ถั่วแระญี่ปุ่นเป็นพืชโปรตีนสูง (ถั่วแระญี่ปุ่น มีโปรตีน 12.7% ถั่วฝักยาว มีโปรตีน 2.4%) รสชาติอร่อย สามารถนำไปประกอบอาหา
หลายคนมีความฝันอยากเป็นนายตัวเอง ที่ไม่ต้องทำงานประจำไปจนถึงวัยเกษียณ ไม่ต้องเป็นลูกจ้างใคร มีเวลาอิสระ หนึ่งในนั้นเขาประสบความสำเร็จจาก ‘ธุรกิจการเกษตร’ ที่ เริ่มต้นจากศูนย์ โดยอดีตเขาเป็นหนุ่มวิศวะที่กลับมาพลิกโฉมพื้นที่ 2 ไร่ของตัวเอง ด้วยแนวคิด ‘ผู้ประกอบการในการทำเกษตร’ ที่จะสร้างรายได้จากพื้นที่ตรงนี้ยังไงให้คุ้มค่าที่สุด คุณพันธ์-คำพันธ์ แก้วมา เจ้าของ สองไร่ สโลว์ไลฟ์ ฟาร์ม จุดเริ่มต้นมาจากอยากมีธุรกิจที่เป็นของตัวเอง คุณพันธ์มีความคิดแรกเริ่มว่า ตนเองมีที่ดินแต่เป็นต้นทุนพื้นฐาน แต่จะทำอย่างไงให้ก่อเกิดรายได้ จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่กลับไปพัฒนาที่ดินและผันตัวทำเกษตรตามแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่มีการจัดสรรพื้นที่แบ่งเป็น 4 ส่วน โดยส่วนที่หนึ่งเป็นบ่อกักเก็บน้ำ 30 เปอร์เซ็นต์ ปลูกข้าว 30 เปอร์เซ็นต์ ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ 30 เปอร์เซ็นต์ และที่อยู่อาศัย 10 เปอร์เซ็นต์ ใน 1 พื้นที่ จุดเริ่มต้นของ “สองไร่ สโลว์ไลฟ์ ฟาร์ม” คุณพันธ์ เล่าว่า “ผมมองตัวผมเป็นผู้ประกอบการ โดยเอาแนวคิดของผู้ประกอบการมาใช้ ผมไม่ได้เป็นเกษตรกรแต่อาชีพที่ทำอิงมาจากเกษตรกร โดยผมคิดเหมือนคนญี่ปุ่นเวลาที่ทำเกษตร ป
ในวันที่การทำเกษตรไม่ได้หมายถึงเพียงการ “ปลูกแล้วรอขาย” เหมือนในอดีต แต่ต้องคิด วางแผน และปรับตัวให้ทันตลาด เรื่องราวของ คุณสุภัส เต๊ะฮุย ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกเมล่อนและผักปลอดภัย กลายเป็นอีกตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า เกษตรกรรุ่นใหม่สามารถพลิกวิถีชีวิตและสร้างรายได้ที่มั่นคงได้ หากมองเห็นโอกาสและกล้าลงมือทำอย่างจริงจัง คุณสุภัสเล่าถึงจุดเริ่มต้นของกลุ่มเกิดขึ้นในปี 2562 จากความตั้งใจของคนในชุมชนที่อยากกลับมาใช้ชีวิตอยู่บ้าน พร้อมกับสร้างรายได้จากอาชีพเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน เดิมทีพื้นที่ส่วนใหญ่ในชุมชนทำนาข้าวและสวนยางพารา ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลัก แต่รายได้มักเกิดขึ้นเป็นช่วงๆ ไม่สามารถหล่อเลี้ยงครอบครัวได้ตลอดทั้งปี คุณสุภัสและเพื่อนเกษตรกรจึงเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ จนพบว่า “พืชอายุสั้น” คือคำตอบที่สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนได้ทุกเดือน หนึ่งในพืชที่ถูกเลือกคือ เมล่อน ผลไม้พรีเมียมที่กำลังได้รับความนิยมในตลาด ด้วยจุดเด่นด้านรสชาติและราคาที่ค่อนข้างสูง จึงเริ่มต้นทดลองปลูกในโรงเรือนประมาณ 4 โรงเรือน โดยแต่ละโรงเรือนสามารถให้ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 300–400 กิโลกรัม จำหน่ายในราคาประมาณ
เคยสงสัยไหมว่าทำไมผู้บริโภคถึงยอมจ่ายแพงกว่า เพื่อให้ได้กินมันสายพันธุ์ญี่ปุ่น คำตอบไม่ได้อยู่ที่แค่สายพันธุ์ แต่อยู่ที่รายละเอียด ตั้งแต่การเตรียมดิน เทคนิคการปลูก ไปจนถึงการบ่มให้หวานจัด ซึ่งส่งผลให้ราคาขายในตลาดต่างกันมาก วันนี้ คุณอู๊ด-อภิสิทธิ์ ลิ้มวัฒนาพิบูลย์ เกษตรกรผู้ปลูกมันหวานญี่ปุ่น เจ้าของไร่รวมสุข อยู่ที่อำเภอหนองสองห้อง จังหวัดขอนแก่น จะมาเผยวิชาลับการปลูกมันหวานส่งตรงจากญี่ปุ่น พร้อมกางสูตรสำเร็จว่าพื้นที่แค่ 2 ไร่ ก็สามารถปั้นมูลค่าให้กลายเป็นรายได้หลักแสนต่อเดือนได้อย่างไร คุณอู๊ด เล่าว่า ก่อนจะผันตัวมาเป็นเกษตรกร เขาคร่ำหวอดอยู่ในวงการโฆษณามานานกว่า 20 ปี ในย่านธุรกิจใจกลางกรุงเทพฯ จนถึงจุดอิ่มตัว…จุดที่เริ่มรู้สึกว่างานที่ทำอยู่ไม่สนุกและไม่มีความตื่นเต้นอีกต่อไป ซึ่งสำหรับเขาถือเป็นสัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆ จึงตัดสินใจทิ้งชีวิตเมืองกรุง กลับบ้านเกิดมาสานฝันที่รอคอยมาตลอด 20 ปี นั่นคือการทำเกษตรอย่างที่ตั้งใจไว้ “ความฝันในการทำเกษตรของผม เริ่มต้นจากการได้ไปเรียนรู้ดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งหนึ่งในของขึ้นชื่อที่นั่นคือมันหวาน ผมจำได้ว่าตอ
หนองบัวลำภู จังหวัดที่แยกตัวมาจากอุดรธานี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 หากประเมินดูก็น่าเชื่อได้ว่า จังหวัดที่แยกตัวออกมา ควรมีสภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้น แต่ทว่าพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู กลับไม่มีระบบชลประทานรองรับเกษตรกรในพื้นที่ ทำให้เกษตรกรต้องพยายามพัฒนาระบบน้ำ เพื่อให้สอดคล้องกับการเกษตรในพื้นที่ ซึ่งการปลูกพืชทุกชนิด “น้ำ” เป็นปัจจัยสำคัญ คุณทองแดง อัมไพชา คำสัมภาษณ์ของ คุณทองแดง อัมไพชา เกษตรกร หมู่ที่ 11 ตำบลนิคมพัฒนา อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู เกษตรกรต้นแบบ สาขาพืชสวน (ปลูกกล้วยหอมทอง) อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู ก็เด่นชัดเรื่องน้ำสำหรับใช้ในการเกษตรที่ขาดแคลนและต้องพึ่งพาอาศัยน้ำฝนจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แม้จะแก้ปัญหาด้วยการเจาะบ่อบาดาลก็ช่วยได้ไม่มากนัก “เทคโนโลยีชาวบ้าน” ได้พูดคุยกับคุณทองแดง ถึงการทำสวน แม้ว่าก่อนหน้านั้นคุณทองแดงจะปลูกมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นพืชไร่ จำนวน 10 ไร่ ได้ผลผลิตไร่ละ 4 ตัน คิดเป็นรายได้ต่อปี ประมาณปีละ 40,000 บาท เมื่อหักต้นทุนที่ลงทุนไป ทำให้เห็นได้ชัดว่า รายได้ที่ได้รับไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในครัวเรือน จากซ้ายไปขวา คุณวีระศักดิ์ พริศักดิ์ เกษตรตำบลนิค
สวนเปนูเอลอันร่มรื่นและกว้างใหญ่ในพื้นที่หลายไร่ รายล้อมไปด้วยแปลงผักอินทรีย์ของ คุณขวัญหล้า เนื่องจำนงค์ เจ้าของสวนผักปลอดสารพิษ ได้แบ่งพื้นที่เพียงน้อยนิดมาปลูกผักเคล สร้างรายได้ให้แก่ครอบครัว ผักเคล คือผักอะไร ทำไมถึงมีราคาแพง ผักเคล หรือราชินีแห่งผักใบเขียว ขายในท้องตลาด ราคากิโลกรัมละหลายร้อยบาท สร้างรายได้หลักหลายหมื่นต่อเดือน ผักเคล (Kale) ฟังชื่อแล้วอาจจะใหม่สำหรับคนไทย แต่ก็ใหม่จริงๆ ถ้าสืบเสาะว่ามาจากตระกูลไหน ท่านก็จะร้องอ๋อ เพราะผักเคล มาจากตระกูลผักคะน้า เราเรียกว่า คะน้าใบหยิก เป็นพืชใหม่สำหรับคนไทย แต่ได้รับความนิยมในการรับประทานอย่างรวดเร็ว จากการวิจัยของทางการว่ามีวิตามินสูง ผักเคล เป็นผักที่นิยมรับประทานกันมากจากชาวตะวันตก ซึ่งมีการวิจัยแล้วว่า มีคุณค่าทางอาหารสูงมาก สูงกว่าผักชนิดอื่นๆ ผักเคล เป็นผักที่ใหม่ในตลาดผู้คนยังรู้จักไม่มาก แต่คนเริ่มที่จะรู้จักกันแพร่หลายมากขึ้น โดยได้รับความสนใจจากผู้ที่รับประทานอาหารคลีนทั้งหลาย ซึ่งทางสวนผักเปนูเอลของคุณขวัญหล้าได้คำนึงถึงคุณภาพของการปลูกผักมาก ที่สวนเปนูเอลทั้งหมดเป็นสวนผักอินทรีย์ปลอดสารพิษ จนได้รับมาตรฐานออร์แกนิก ไทย
วิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่มังคุดตำบลแสลง เกิดจากการรวมกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมังคุด จำนวน 53 ราย เมื่อปี 2561 มีพื้นที่ปลูกมังคุดรวม 663 ไร่ มีพื้นที่ปลูกมังคุดเฉลี่ย 13 ไร่ต่อครัวเรือน โดยมี นายเด่น หลิวอ๋ง เป็นประธานแปลงใหญ่ จากการดำเนินงานของกลุ่มในระยะที่ผ่านมาประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายการพัฒนาแปลงใหญ่ 5 ด้าน ได้แก่ 1. กลุ่มนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้บริหารจัดการภายในสวน ประหยัดเวลาและลดต้นทุนจากการจ้างแรงงาน รวมถึงผสมปุ๋ยใช้เองตามค่าวิเคราะห์ดิน สามารถลดต้นทุนการผลิตได้ร้อยละ 5 คือ 11,980 บาทต่อไร่ต่อปี จากเดิมที่มีต้นทุนเฉลี่ย 12,650 บาทต่อไร่ต่อปี 2. ทางกลุ่มได้นำองค์ความรู้และประสบการณ์มาบริหารจัดการน้ำอย่างเหมาะสมกับพื้นที่ปลูก สามารถเพิ่มผลผลิตได้ร้อยละ 6 คือ 478 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี จากเดิมที่มีผลผลิตเฉลี่ย 450 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี 3. ยกระดับคุณภาพสินค้า สมาชิกกลุ่มทุกคนผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP และต่ออายุใบรับรองเพื่อเป็นมาตรฐานรับรองผลผลิตของแปลงใหญ่ยกระดับ โดยกลุ่มได้ให้ความสำคัญและปฏิบัติเพื่อรักษามาตรฐานผลผลิตตามความต้องการของตลาด 4. ด้านการตลาด กลุ่มเป็นผู้รวบรวมผลผลิตจากสมาชิกและเ
“ถั่วแระญี่ปุ่น” คือถั่วเหลืองฝักสด เป็นพืชล้มลุก มีทรงพุ่ม ผลเป็นฝัก มีลักษณะทรงแบน ยาวรี โค้งงอเล็กน้อย มีขนอ่อนๆ ฝักมีสีเขียว ฝักจะนูนขึ้น มีเมล็ดโตเรียงกันอยู่ข้างใน เมล็ดไม่แก่ไม่อ่อนเกินไป เมล็ดสีเขียว มีรสชาติหวานมันกว่าเมล็ดใหญ่กว่า นุ่มกว่า มีถิ่นกำเนิดในประเทศญี่ปุ่น ต่อมาได้มีปลูกกันมากในหลายประเทศทั่วโลก ญี่ปุ่น จีน และเกาหลี มีประวัติการบริโภคถั่วเหลืองในระยะฝักไม่อ่อนและไม่แก่เกินไป ชาวญี่ปุ่นนิยมรับประทานถั่วแระเป็นกับแกล้มเบียร์ หรืออาหารว่างเกือบทุกครัวเรือน จึงมีการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ถั่วเหลืองให้มีฝักและเมล็ดใหญ่กว่าถั่วเหลืองธรรมดา 2 เท่า เมล็ดนุ่ม รสชาติหวานมัน ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์สำหรับบริโภคฝักสดเพียงอย่างเดียว และมีความพยายามปลูกถั่วแระส่งตลาดตลอดทั้งปี ซึ่งความต้องการบริโภคถั่วแระญี่ปุ่น หรือถั่วเหลืองฝักสด (Vegetable Soybean) ของชาวญี่ปุ่น ประมาณปีละ 150,000 ตัน แต่สามารถผลิตภายในประเทศได้เพียง 100,000-110,000 ตัน จึงต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ถั่วแระญี่ปุ่นเป็นพืชโปรตีนสูง (ถั่วแระญี่ปุ่น มีโปรตีน 12.7% ถั่วฝักยาว มีโปรตีน 2.4%) รสชาติอร่อย สามารถนำไปประกอบอาหา
