https://www.youtube.com/watch?v=AmeyAVh2rTU
https://www.youtube.com/watch?v=AmeyAVh2rTU
ไข่ผำ หรือ ผำ พืชน้ำขนาดจิ๋วที่อยู่คู่กับวิถีอาหารของคนไทยมายาวนาน กำลังมีโอกาสก้าวออกจากการเป็นเพียงวัตถุดิบพื้นบ้าน ไปสู่การเป็นหนึ่งในวัตถุดิบอาหารทางเลือกที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ เพราะนอกจากจะมีคุณค่าทางโภชนาการ โดยเฉพาะโปรตีนแล้ว ยังเป็นพืชที่สามารถเพาะเลี้ยงได้ง่าย และนำไปพัฒนาเป็นอาหารได้หลากหลายรูปแบบ แต่เมื่อ “ไข่ผำ” ก้าวเข้าสู่การผลิตในระดับที่ใหญ่ขึ้น ความท้าทายไม่ได้อยู่แค่การเพาะเลี้ยงให้ได้ผลผลิต หากอยู่ที่กระบวนการหลังการเก็บเกี่ยว โดยเฉพาะการทำความสะอาด ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญต่อคุณภาพ ความปลอดภัย และความสามารถในการจัดการผลผลิตจำนวนมาก คิดจากปัญหาจริง สู่เครื่องล้างไข่ผำ ด้วยเทคโนโลยี “พลาสมา” จากโจทย์ดังกล่าว จึงเกิดแนวคิดที่จะนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเปลี่ยนกระบวนการล้างไข่ผำ จากงานที่ต้องพึ่งพาแรงงานคนและใช้เวลานาน ให้กลายเป็นกระบวนการที่สามารถควบคุมได้อย่างเป็นระบบ และทำงานได้รวดเร็วขึ้น อาจารย์รุ่ง – รศ.ดร.รุ่งตะวัน ยมหล้า คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และทีมวิจัย ได้มองโจทย์การพัฒนาเครื่องล้างไข่ผำในมุมของการออกแบบเทคโนโลยีให้ตอบปัญหาจร
เมื่อพูดถึง “สมุนไพร” หลายคนอาจนึกถึงพืชที่ปลูกไว้ใช้ในครัวเรือน หรือสมุนไพรพื้นบ้านที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตคนไทยมานาน แต่ในวันนี้ สมุนไพรไม่ได้มีบทบาทเพียงในครัวหรือในตำรับยาเท่านั้น หากยังกลายเป็นหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์สุขภาพ เครื่องสำอาง และยา ขณะเดียวกัน ความต้องการใช้สมุนไพรที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดตลาดรับซื้อที่หลากหลาย ตั้งแต่การรับซื้อผลผลิตสดจากเกษตรกร ไปจนถึงการรับซื้อสมุนไพรที่ผ่านกระบวนการล้าง หั่น ตาก หรืออบแห้ง เพื่อส่งต่อให้กับผู้แปรรูปและผู้ประกอบการ ดังนั้น สำหรับเกษตรกรที่กำลังมองหาพืชทางเลือก สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงคำถามว่า “สมุนไพรอะไรปลูกง่าย” แต่ต้องถามต่อว่า “ปลูกแล้วขายใคร และตลาดต้องการวัตถุดิบแบบไหน” ตลาดสมุนไพรปี 2569 เมื่อ “คุณภาพ” เป็นตัวกำหนดราคา ในปี 2569 ตลาดสมุนไพรยังมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง โดยภาครัฐเองมีการปรับปรุงราคากลางยาจากสมุนไพร และประกาศฉบับใหม่ลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ครอบคลุมรายการยาจากสมุนไพร 130 รายการ อย่างไรก็ตาม ต้องทำความเข้าใจให้ชัดว่า “ราคากลางยาจากสมุนไพร” ไม่ได้หมายความว่าเป็น
เรื่องราวของ “อุ้มฮุ่ม โฮมสเตย์” เริ่มต้นขึ้นนานกว่าที่จะเรียกได้ว่าเป็นโฮมสเตย์ เพราะย้อนกลับไปเมื่อปี 2530 พื้นที่แห่งนี้ยังเป็นเพียงทุ่งหญ้าผืนหนึ่งที่ครอบครัวบังเอิญได้มา พี่อุ้ม-คณาภรณ์ ธนูธรรมเจริญ และ พี่นุ้ย-กนกวรรณ ศรีสัจจากุล สองสามีภรรยา เจ้าของ “อุ้มฮุ่ม โฮมสเตย์” บ้านหัวนา ตำบลม่อนปิ่น อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่เล็กๆ ที่ค่อยๆ เติบโตจากผืนดินของครอบครัว สู่สวนที่มีทั้งป่า อาหาร และวิถีชีวิตที่พึ่งพาตัวเอง ย้อนกลับไป จุดเริ่มต้นของพื้นที่แห่งนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2530 เมื่อคุณแม่ของพี่อุ้มเดินทางกลับเชียงใหม่ด้วยรถไฟ และได้พูดคุยกับคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ซึ่งกำลังจะขายที่ดิน เมื่อมาถึงเชียงใหม่จึงชวนคุณพ่อมาดูพื้นที่ ก่อนตัดสินใจซื้อในที่สุด จากนั้นทุกเย็นวันศุกร์ คุณพ่อคุณแม่จะรับลูกๆ จากโรงเรียนแล้วพากันมาที่นี่ คุณแม่ปลูกต้นไม้ ส่วนลูกๆ ก็วิ่งเล่นบ้าง ช่วยกันปลูกต้นไม้บ้าง ทำแบบนี้ต่อเนื่องราว 15 ปี จนพื้นที่ค่อยๆ เปลี่ยนจากทุ่งหญ้าเป็นสวนผสมผสาน มีทั้งลิ้นจี่ มะม่วง สับปะรด ต้นสัก และไม้ผลอีกหลายชนิด เมื่อเติบโตขึ้น พี่อุ้มออกไปเรียนมหาวิทยาลัย ก่อนเข้าสู่ชีวิตการทำงาน
กรมประมง…เตรียมจัดงาน “วันสถาปนากรมประมง ครบรอบปีที่ 100” พร้อมเชิญทุกท่านร่วมติดตามผลงานที่กรมประมงได้สร้างคุณูปการตลอดระยะเวลา 100 ปี ผ่านเรื่องราวใน 4 ยุคสำคัญ ชวนสัมผัสนิทรรศการ ผลงานวิจัยและนวัตกรรม กิจกรรมเปิดบ้านกรมประมง (Open House) ตลอดจนร่วม ชม ชิม ช็อป สินค้าประมงคุณภาพมากมายภายในงานกว่า 36 ร้านค้า ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 – 22 กันยายน 2569 ณ กรมประมง กรุงเทพมหานคร นายมานพ หนูสอน รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า…กรมประมงได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2469 ในสมัยรัชกาลที่ 7 จากพระบรมราชโองการจัดตั้ง “กรมรักษาสัตว์น้ำ” สังกัดกระทรวงเกษตราธิการ ในปี พ.ศ. 2476 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “กรมการประมง” และต่อมาในปี พ.ศ. 2496 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “กรมประมง” จนถึงปัจจุบัน และได้ขับเคลื่อนภารกิจด้านการประมงของประเทศไทยซึ่งได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องและพัฒนาสู่ความก้าวหน้าอย่างหลากหลายมิติ และในโอกาสครบรอบวันสถาปนา 100 ปี ในปีนี้กรมประมงจึงได้จัดงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้แนวคิด “ใต้ร่มพระบารมี 100 ปีกรมประมง : ในน้ำมีปลา สร้างคุณค่าสู่ความมั่นคงทางอาหาร” โดยถ่ายทอดเรื่องราวการเด
“ คุณบุญพา รอชัยกุล” เจ้าของกิจการ “DP. Farm” ในพื้นที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ประสบความสำเร็จในการปลูกอะโวคาโดคุณภาพดีที่เหมาะสมสำหรับปลูกในพื้นที่ภาคกลางในขณะนี้ได้ถึง 12 สายพันธุ์ และกำลังปลูกทดสอบอะโวคาโดเพิ่มเติมอีก 6-7 สายพันธุ์ ล้มล้างความเชื่อที่ว่า พื้นที่ราบภาคกลางปลูกอะโวคาโดไม่ได้อย่างสิ้นเชิง คุณบุญพาใช้เวลากว่า 3 ปีในการปลูกอะโวกาโดสายพันธุ์ไทยและต่างประเทศได้แก่ พันธุ์บูรนี พันธุ์ชมพูสยาม พันธุ์คิวบา พันธุ์แฮส พันธุ์บูธ 7 พันธุ์ปีเตอร์สันฯลฯ สามารถเก็บผลสดขายและผลิตกิ่งพันธุ์จำหน่ายให้แก่ผู้สนใจทั่วประเทศ สำนักงานเกษตรอำเภออู่ทอง กรมส่งเสริมการเกษตรจึงสนับสนุนให้“DP. Farm” เป็นศูนย์การเรียนรู้เรื่องการปลูกพืชเศรษฐกิจ อะโวคาโดในพื้นที่ราบกลางของประเทศไทย สู่การพัฒนาการเกษตรที่ยั่งยืน “ เกษตรกรวันหยุด” จุดเริ่มต้นแรก เดิมทีคุณบุญพา เป็นวิศวกรทำงานกับบริษัทข้ามชาติในหลายประเทศ เขาก้าวเข้าสู่อาชีพการทำเกษตร หลังเพื่อนรุ่นพี่ชักชวนให้มาซื้อที่ดินที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยพร้อมทำเกษตรในวัยเกษียณ เนื่องจากเขาไม่มีพื้นฐานการทำเกษตรมาก่อน จึ
คุณศิริวิมล กิตะพาณิชย์ หรือ คุณเปิ้ล เจ้าของไร่รื่นรมย์ และผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มฟังก์ชั่นจากจิงจูฉ่าย ในพื้นที่ตำบลงิ้ว อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ที่นำความชื่นชอบและใจที่รักต่อการทำอาชีพเกษตร นำมาต่อยอดพื้นที่ปลูกเกษตรอินทรีย์ผสมผสานกับการท่องเที่ยว รวมถึงการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากพืชผักออร์แกนิก ให้ตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบธรรมชาติและรักสุขภาพมากที่สุดในพื้นที่เกือบ 3 ไร่ ในเวลากว่า 6 ปีที่ผ่านมา คุณเปิ้ล เล่าว่า จุดเริ่มต้นของการปลูกจิงจูฉ่าย เกิดขึ้นจากมีลูกค้าติดต่อเข้ามาหาคุณเปิ้ลว่า มีความต้องการที่อยากจะได้จิงจูฉ่ายแบบสด ไร้สารเคมี ออร์แกนิกแท้ และปลอดภัย 100% เนื่องจากลูกค้าป่วยเป็นมะเร็ง จึงเป็นสิ่งที่จุดประกายความคิดในการที่จะปลูกจิงจูฉ่ายแบบจริงจัง จึงติดต่อไปยัง ผศ.ดร.ทานตะวัน พิรักษ์ หัวหน้าโครงการวิจัยอาจารย์ประจำสาขา ภาควิชาพัฒนาผลิตภัณฑ์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และคณะทีมนักวิจัย ในการพัฒนาผักจิงจูฉ่ายต่อยอดทางธุรกิจในเชิงพาณิชย์ “เริ่มขึ้นเมื่อ 6 ปีที่แล้วค่ะ และก็ทำงานวิจัยกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นคือมีลูกค้าติดต่อมา เขาอยาก
มะม่วง เป็นไม้ผลที่อยู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน เรียกได้ว่าทุกบ้านที่ปลูกไม้ผลเพื่อเป็นร่มเงาคงจะขาดต้นมะม่วงเสียไม่ได้ นอกจากจะให้ร่มเงาบดบังแสงตะวันยามบ่ายแล้ว พอช่วงถึงฤดูผลิดอกออกผลยังได้ผลไม้ที่มีรสชาติดีไว้ประจำบ้านไว้กิน และแจกญาติสนิทมิตรสหายที่มาเยี่ยมเยือน มะม่วงที่กินบางต้นอร่อย บางต้นไม่อร่อย เกิดจากการนำเมล็ดของต้นแม่มาปลูกจึงจะมีกลายพันธุ์ออกไป สมมุติต้นแม่อร่อยแต่ต้นลูกที่ปลูกด้วยเมล็ดกลับให้ผลที่รสชาติไม่อร่อย ส่วนต้นที่มีรสชาติดีเป็นเพราะต้นนั้นเป็นต้นที่ได้จากการตอนกิ่ง ทาบกิ่ง ดังนั้น ลักษณะจึงไม่มีอะไรผิดเพี้ยนไปจากต้นแม่ ยังคงเลิศรสเหมือนถอดแบบกันมาโดยตรง เพราะฉะนั้นใครที่กำลังมองหาต้นมะม่วงปลูกไว้ที่บ้าน คงรู้แล้วใช่ไหมครับควรเลือกต้นพันธุ์แบบไหนดี คุณสุทิน หะสิตะ เป็นเกษตรกรที่ทำสวนมะม่วงเพื่อขยายกิ่งพันธุ์ โดยปลูกแบบคล้ายสวนป่าที่ไม่ยึดกฎเกณฑ์ตายตัว ภายในสวนมีไม้ยืนต้นและไม้ผลหลายชนิด เช่น สัก ตะเคียน ประตู ยางนา ขนุน และมะม่วง ฯลฯ ปลูกแบบให้ธรรมชาติดูแลกันเอง การทำเกษตรกรรม เป็นสิ่งที่ชอบและถนัด คุณสุทิน เล่าให้ฟังว่า เมื่อจบการศึกษาทางด้านการเกษตร จึงเริ่มป
ศูนย์เรียนรู้เกษตรผสมผสานและนวัตกรรมเกษตร บ้านราษฎร์พัฒนา หมู่ที่ 12 ตำบลบ้านส้อง อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งมี นายวีระศักดิ์ ศรีสวัสดิ์ ปราชญ์เกษตรของแผ่นดินระดับจังหวัด ประจำปี 2568 สาขาปราชญ์เกษตรดีเด่น จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นประธานและผู้ก่อตั้ง มีเป้าหมายสำคัญในการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการทำการเกษตรผสมผสาน การใช้นวัตกรรมทางการเกษตร โดยน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในภาวะที่ภาคเกษตรต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยง และความท้าทายหลายด้าน เกษตรผสมผสานจึงเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ตลอดทั้งปี สามารถพึ่งพาตัวเองได้ ลดรายจ่ายภายในครัวเรือนและการพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากภายนอก นายวีระศักดิ์ ศรีสวัสดิ์ บอกเล่าว่า ศูนย์เรียนรู้เกษตรผสมผสานและนวัตกรรมเกษตร ได้พัฒนาจากสวนยางพารา บนพื้นที่ 12 ไร่ โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบเป็นเกษตรผสมผสานเพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มรายได้ แบ่งเป็น 1. แปลงเรียนรู้การทำสวนยางพาราอย่างยั่งยืน พื้นที่ 6 ไร่ ประกอบด้วย จุดเรียนรู้การปลูกพืชร่วมยาง ได้แก่ ผักเหลียง สละอินโด กาแฟอาราบิก้า โกโก้ ไผ่ข้าวหลามกาบแดงไม้เศรษฐกิจ และพืชสมุนไพร เช่น ดาหลา พริกไทย
เริ่มจาก 1 ไร่ก่อนตอนนั้นผลผลิตเป็นที่น่าพอใจได้เงินประมาณใกล้ ๆ แสน ไร่เดียว ลงทุนหมื่นกว่าบาท 6 เดือนจากนั้นก็ทำต่อเนื่องมาปีนึง 2 รุ่นถ้าในพื้นที่เดียวกัน ช่วงแพง “ตรุษจีน” เกือบทุกปีช่วงถูกก็เมษา-พฤษภาแต่ว่าโดยเฉลี่ยก็ 25-30บ. ตลอดเส้นทางที่เรามุ่งหน้าไปยัง อ.เลาขวัญ จ.กาญจนบุรี ตามนัดหมายกันไว้ว่าจะไปดู “เผือกหอมเงินแสน” ของเกษตรกรคนเก่งแถมหัวไวใจสู้อย่าง พี่มานะ รอดมาดี สิ่งหนึ่งที่ได้เห็นคือว่าเต็มไปด้วยป่าอ้อยซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของเขตนี้และอีกนัยหนึ่ง “เลาขวัญ” นั้นยังได้ชื่อว่าเป็นดินแดนอีสานของเมืองกาญจน์ เพราะว่าเป็นพื้นที่แห้งแล้งน้ำกว่าใครอื่นเขาหากเทียบกับหลายอำเภอแล้วจึงไม่แปลกหากพืชหลักของที่นี่จะเป็นอ้อยโรงงานตามที่ได้เห็นสองข้างทาง แต่มันก็แปลกที่อยู่ ๆ มีการปลูกเผือกหอมในเขตนี้และยังได้ผลดีมาก ๆ อีกด้วยนะ! “อำเภอเลาขวัญเป็นอำเภอที่เรียกว่า “แล้ง” ที่สุดของจังหวัดกาญจน์ ซึ่งไม่มีใครปลูกเผือกไม่มีใครอยากปลูกเผือกพอดีผมกลับจากทำงานมาอยู่บ้านได้สักระยะหนึ่ง ก็ลองจับพืชไร่ทำดูซึ่งปรากฏว่าแต่ละตัวมันไม่ตอบโจทย์พอดีมารู้จักกับเผือกมีพี่คนหนึ่งเขาแนะนำให้ทำ ผมเปิดใจลองทำ
เมื่อพูดถึง “สมุนไพร” หลายคนอาจนึกถึงพืชที่ปลูกไว้ใช้ในครัวเรือน หรือสมุนไพรพื้นบ้านที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตคนไทยมานาน แต่ในวันนี้ สมุนไพรไม่ได้มีบทบาทเพียงในครัวหรือในตำรับยาเท่านั้น หากยังกลายเป็นหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์สุขภาพ เครื่องสำอาง และยา ขณะเดียวกัน ความต้องการใช้สมุนไพรที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดตลาดรับซื้อที่หลากหลาย ตั้งแต่การรับซื้อผลผลิตสดจากเกษตรกร ไปจนถึงการรับซื้อสมุนไพรที่ผ่านกระบวนการล้าง หั่น ตาก หรืออบแห้ง เพื่อส่งต่อให้กับผู้แปรรูปและผู้ประกอบการ ดังนั้น สำหรับเกษตรกรที่กำลังมองหาพืชทางเลือก สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงคำถามว่า “สมุนไพรอะไรปลูกง่าย” แต่ต้องถามต่อว่า “ปลูกแล้วขายใคร และตลาดต้องการวัตถุดิบแบบไหน” ตลาดสมุนไพรปี 2569 เมื่อ “คุณภาพ” เป็นตัวกำหนดราคา ในปี 2569 ตลาดสมุนไพรยังมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง โดยภาครัฐเองมีการปรับปรุงราคากลางยาจากสมุนไพร และประกาศฉบับใหม่ลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ครอบคลุมรายการยาจากสมุนไพร 130 รายการ อย่างไรก็ตาม ต้องทำความเข้าใจให้ชัดว่า “ราคากลางยาจากสมุนไพร” ไม่ได้หมายความว่าเป็น
