พืชทำเงิน
ปัจจุบัน ผู้คนส่วนใหญ่หันมาให้ความสำคัญและใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้ที่รักสุขภาพจำนวนไม่น้อยสนใจอยากที่จะปลูกผักเพื่อสุขภาพไว้รับประทานเองที่บ้าน แต่ต้องประสบปัญหาในเรื่องของพื้นที่ ที่มีอย่างจำกัด ครั้งนี้เทคโนโลยีชาวบ้านมีวิธีการการเพาะเห็ดที่แสนง่าย มีเงินลงทุนเพียงหลักร้อย ใช้พื้นที่ข้างบ้านก็สามารถเพาะเห็ดได้ ส่วนวิธีการเพาะ การดูแล ก็ทำได้ไม่ยาก งานนี้ได้ทั้งสุขภาพและราคาที่ดีต่อใจมาฝาก อุปกรณ์เพาะเห็ดในท่อซีเมนต์ ท่อซีเมนต์ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 60 เซนติเมตร ราคา 60 บาท ซาแรน หรือผ้ากระสอบป่าน ไว้คลุมก้อนเห็ด ก้อนเห็ด 11 ก้อน ราคา ก้อนละ 9 บาท ไม้ไผ่ ทำเป็นที่วางก้อนเห็ด ขั้นตอนการเพาะเห็ดในท่อซีเมนต์ วางท่อซีเมนต์พิงกำแพง ผนัง ในลักษณะตะแคง เพื่อให้เก็บความชื้นได้ดี วางไม้กระดานที่ด้านในท่อซีเมนต์ นำก้อนเชื้อเห็ดวางเรียงในวงบ่อเป็นแนวนอนให้เต็มท่อ เปิดจุกฝาเห็ดออก แล้วรดน้ำ ใช้ซาแรนหรือผ้ากระสอบป่านคลุม เพื่อไม่ให้มีลมเข้า ทำให้เห็ดแห้ง รดน้ำเช้า-เย็น แต่ถ้าทำเยอะๆ ต้องการกักเก็บความชื้น ให้รดน้ำ เช้า-กลางวัน-เย็น จากนั้น 7-10 วัน ดอกจะออกครั้งแรก ในส่วนของผลผลิต
คุณธงชัยพัฒน์ ดีสวัสดิ์ หรือ คุณหรั่ง อยู่บ้านเลขที่ 44/1 หมู่ที่ 4 ตำบลคลองโยง อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เกษตรกรสู้ชีวิตพลิกวิกฤตเป็นโอกาส เจ้าของสวนมะนาวลอยฟ้า ที่ใหญ่ที่สุดในโลก พื้นที่กว่า 120 ไร่ คุณหรั่ง เล่าว่า เดิมทำสวนกล้วยไม้ แต่ประสบปัญหามหาอุทกภัย เมื่อ ปี 2554 ทำให้สวนกล้วยไม้ได้รับความเสียหายทั้งหมด อีกทั้งยังสูญเงินในการทำคันดินกั้นน้ำเกือบ 10 ล้านบาท ช่วงนั้นเครียดมาก สุขภาพก็ทรุดโทรม แต่ได้กำลังใจที่ดีจากคนในครอบครัว จึงกลับมาทำใหม่ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเหมือนเดิม จึงคิดที่จะปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน ในที่สุดก็เลือกที่จะปลูกมะนาว เหตุที่เลือกปลูกมะนาวเนื่องจากมะนาวให้ผลตอบแทนที่ดี ราคาไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก เฉลี่ยทั้งปีลูกละประมาณ 2-3 บาท ในช่วงฤดูแล้ง มีนาคม-เมษายน ของทุกปี ก็จะได้ราคาที่สูงประมาณ 10 บาท/ลูก โดยมะนาวที่เลือกนำมาปลูกคือ “มะนาวแป้นแม่ลูกดก” เป็นมะนาวพันธุ์ลูกผสมด้วยวิธีเขี่ยเกสร ระหว่าง “มะนาวแม่ไก่ไข่ดก” กับ “มะนาวแป้นเอี่ยมเซ้ง” โดยฝีมือ อาจารย์วัง สุขประเสริฐ ผู้เชี่ยวชาญการปลูกมะนาวนอกฤดูในวงบ่อซีเมนต์ อดีตข้าราชการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตร ซึ่ง
การก้าวเดินบนเส้นทางของชีวิตในทุกวัน เราจำเป็นต้องปรับแต่งชีวิตเราเพื่อให้ตอบรับกับความเปลี่ยนแปลงที่มีเกิดขึ้นเสมอในทุกวันเวลาเช่นกัน เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนคือความจริงที่ธรรมชาติได้กำหนดไว้บนเส้นทางชีวิตของเราตลอดเวลา ดังนั้น อย่าพยายามเอาความเคยชินของชีวิตมาตอบรับกับสิ่งเหล่านี้ เพราะจะทำให้ชีวิตไปได้ไม่ถึงไหน ในที่สุดจะเกิดอาการหยุดนิ่งของชีวิต หรือทำให้เราสามารถก้าวเดินต่อไปยากมากยิ่งขึ้น ขอให้ออกก้าวเดินต่อไป เนื่องจากเรายังมีเวลาสำหรับชีวิตที่เหลืออยู่ พยายามเลือกเส้นทางการเปลี่ยนแปลงที่เราสามารถเดินไปได้ตามที่เราต้องการ อย่ายอมแพ้ ถ้าหากยังไม่ได้สู้จนถึงที่สุด เพราะสุดท้ายจะทำให้เราพบกับเส้นทางที่สามารถ เดินห่าง…จากความจน อย่างสมบูรณ์แบบได้จริง ขอเพียงห้ามลืมนำความขยันและอดทนไปด้วย เนื่องจากสามารถทำให้เราก้าวเดินได้อย่างมีความหมายและความสุขตลอดเส้นทางนะครับ สวัสดีครับแฟนๆ ทุกครั้งขอต้อนรับด้วยคำว่า สวัสดี และ ขอบพระคุณอย่างมากจากนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านและผู้เขียนเป็นเบื้องต้น คอลัมน์นี้ถือว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากแฟนๆ เรียกได้ว่าเป็นแฟนประจำตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โดยเ
ปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ขยายวงกว้างต่อเนื่อง ในปี 2563-2564 ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย รวมทั้งตลาดสินค้าเกษตรของไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม ทำให้เกษตรกรทั่วประเทศต้องปรับพฤติกรรมการดำเนินชีวิตประจำวัน ในรูปแบบ New Normal ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทั้งในวันนี้และในอนาคต “มะม่วง” หนึ่งในไม้ผลส่งออกสำคัญของประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด-19 เช่นเดียวกัน คุณสายันต์ บุญยิ่ง นายกสมาคมชาวสวนมะม่วงไทย (โทร. 081-887-1964) กล่าวว่า ชาวสวนมะม่วงยังรับมือกับปัญหาต่างๆ ได้ เพราะเครือข่ายชาวสวนมะม่วงเข้าถึงข้อมูลข่าวสารด้านการผลิต-ตลาด สามารถบริหารจัดผลผลิตให้เข้าสู่ตลาดในระยะเวลาที่เหมาะสมได้อย่างเป็นระบบ อย่างไรก็ตาม หากชาวสวนมะม่วงได้รับการสนับสนุนด้านระบบโลจิสติกส์และสิทธิประโยชน์ทางการค้าจากหน่วยงานภาครัฐ ก็เชื่อว่ามะม่วงไทยยังสามารถเติบโตในเวทีตลาดโลกได้อย่างสบาย ภาพรวมมะม่วงไทย ประเทศไทย มีพื้นที่ปลูกมะม่วงโดยรวมประมาณ 2 ล้านไร่ โดยพื้นที่รอยต่อจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ประกอบด้วยจังหวัดพิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย กำแพงเพชร และนครสวรรค์ คือแหล่งปลูกมะม่วงผืนใหญ่
พบเห็นกระท้อนปลูกอยู่ใกล้บ้านน้อย ให้เดาคงเป็นเพราะขั้นตอนบางอย่าง ยุ่งยากกว่าจะได้ลิ้มชิมรสโดยเฉพาะการห่อ แต่ก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรงสำหรับผู้ปลูก กระท้อน หากตั้งใจจริง หากสนใจปลูกกระท้อน ก็แวะไปตามร้านจำหน่ายพันธุ์ไม้ เขามีให้เลือก อาจเป็นสายพันธุ์อีล่า หรือปุยฝ้าย ทุกวันนี้เขาไม่มีพันธุ์ปลอม เพียงแต่อีล่า อาจหายากสักหน่อย เขาอาจถามกลับมาว่า ปุยฝ้ายได้ไหม หากพอใจก็ซื้อมาปลูกได้ หลังปลูกผ่านปีที่ ๓-๔ ไปแล้ว กระท้อนก็จะเริ่มให้ผลผลิต ปลูกกระท้อน เมื่อมีผลผลิตหากไม่ห่อไม่ได้กินแน่ เพราะแมลงวันทองจะวางไข่ ตัวหนอนชอนไช ในผลเสียหายแมลงวันทองเริ่มวางไข่เมื่อผลเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลือง ดังนั้น ควรห่อผลตั้งแต่กระท้อนมีขนาดเท่ามะนาว วิธีการห่อใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ กระดาษถุงปูนซีเมนต์ หรืออาจเป็นใบต้องแห้งก็ได้ ผู้ที่ปลูกมากๆ เป็นการค้า ก่อนห่อเขาจะใช้สารเคมีหรือสารสกัดชีวภาพฉีดพ่นให้ แต่หากปลูกแบบมือสมัครเล่น ไม่จำเป็นต้องพ่นก็ได้ การห่อผลนอกจากจะป้องกันแมลงวันทองทำลายแล้ว ยังช่วยให้ผลไม้มี ขนาดใหญ่ขึ้นกว่าปกติ ๕-๒๐ เปอร์เซ็นต์อีกด้วย การห่อเป็นการหลีกเลี่ยงสารเคมีได้อย่างดี เผยแ
อำเภอบันนังสตา เป็นอำเภอหนึ่งที่เป็นเส้นทางเชื่อมต่อจากตัวอำเภอเมืองยะลาตามเส้นทางลงไปสู่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ใต้สุดแดนสยาม อันเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง แต่แม้อำเภอบันนังสตาจะไม่ได้ถูกจดจำว่ามีการเกษตรชนิดใดโดดเด่นเป็นหลัก แต่เมื่อถึงฤดูที่ทุเรียนให้ผลผลิต ก็มีทุเรียนหมอนทองจำนวนไม่น้อยที่ออกจากพื้นที่นี้ไป คุณอาลี บือแน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 2 ตำบลตาเนาะปูเต๊ะ อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา พาเราเข้าพื้นที่ไปดูแปลงทุเรียนหมอนทอง ที่ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเองการันตีว่า หมู่ที่ 2 เป็นแปลงปลูกทุเรียนหมอนทองแปลงใหญ่ที่สุดของอำเภอบันนังสตา คุณอาลี บอกว่า เดิมชาวบ้านส่วนใหญ่ปลูกยางพารา มีอาชีพกรีดยางขาย เป็นหลัก แต่เมื่อราคายางตกต่ำ ชาวบ้านหลายรายคิดเปลี่ยนอาชีพ ที่มองเห็นช่องทางของรายได้ขณะนั้นคือ การปลูกทุเรียน เพราะไม่มีปีใดที่ทุเรียนราคาถูก ทำให้มีเกษตรกร จำนวน 114 ราย โค่นยางพาราและปลูกทุเรียนหมอนทอง เฉลี่ยมีพื้นที่ปลูกทุเรียนหมอนทอง ประมาณ 5 ไร่ ต่อราย รวมกลุ่มเป็นเกษตรแปลงใหญ่ โดยในจำนวนนี้ มีเกษตรกรคุณภาพ 13 ราย การรวมกลุ่มเป็นเกษตรแปลงใหญ่ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ระบุว่า เพราะช่วย
อาจารย์ประทีป กุณาศล นักวิชาการพืชสวนอิสระ อดีตข้าราชการกรมวิชาการเกษตร และเป็นที่ปรึกษาด้านวิชาการพืชสวน ของ “นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน” ได้แนะนำให้ผู้เขียนไปเยี่ยมชม “สวนคุณปาน รีสอร์ทเขาใหญ่” ที่โดดเด่นในเรื่องเทคนิคการผลิตองุ่นแบบประณีต เพื่อเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิตองุ่น ตามคำแนะนำของ ดร. ชินพันธ์ ธนารุจ สาขาไม้ผล คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จนประสบความสำเร็จด้านการผลิตและการตลาด ทำให้สวนแห่งนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวและเรียนรู้เรื่องการจัดการสวนองุ่นอย่างมืออาชีพ จากเส้นทางถนนธนะรัชต์ ขับผ่านแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง “ปาลิโอ เขาใหญ่” ก่อนถึงด่านเก็บเงินขึ้นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ให้เลี้ยวซ้ายเข้าซอยมาประมาณ 7 กิโลเมตร ขับตรงไปเรื่อยๆ ผ่านคีรีมายากอล์ฟรีสอร์ทแอนด์สปาเขาใหญ่ และครัวกำปั่น ประมาณ 500 เมตร ก็จะถึงสถานที่ตั้งของสวนองุ่นแห่งนี้ สังเกตด้านขวามือ มีบ้านทรงไทยหลังใหญ่ ด้านหน้ามีป้ายขนาดใหญ่ ติดชื่อ “สวนคุณปาน รีสอร์ทเขาใหญ่” สวนแห่งนี้อยู่ก่อนทางเข้าหมู่บ้านคลองเดื่อ ปัจจุบัน “สวนคุณปาน รีสอร์ทเขาใหญ่” ตั้งอยู่เลขที่ 8/3 หมู่ที่ 6 บ้านคลองเดื่อ ถนนทางหลวงชนบท นม.
20จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ชื่อว่าเป็นเมืองมะขามหวาน แต่รู้หรือไม่ว่าพืชที่มีชื่อเสียงไม่แพ้กันก็คือ “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” ซึ่งที่นี่มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มากที่สุดในประเทศไทย คือกว่า 8 แสนไร่ (ที่มา: สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ปี 2562/63) และในครั้งนี้จะบุกไปพบ “คุณสีไพร แก้วสุวรรณ” เกษตรกรหัวก้าวหน้าแห่งอำเภอหล่มเก่าที่ช่างคิดช่างวางแผน และทำการเกษตรพื้นที่กว่า 50 ไร่ แบ่งเป็นมะขาม 40 ไร่ และเกษตรแบบผสมผสานอีก 10 ไร่ หมุนเวียนปลูกข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยาสูบ และผัก ทำให้มีรายได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่ได้ผลผลิตมากถึง 2 ตัน ต่อไร่ ได้กำไรงามทุกปี ว่าเขามีวิธีการอย่างไร วางแผนการปลูกให้ดี ทำให้มีรายได้ตลอดปี คุณสีไพร เผยว่า การทำเกษตรแบบผสมผสานของตน จะปลูกพืชหลากหลายชนิด แบ่งตามฤดูกาลและความเหมาะสมของสภาพภูมิอากาศ ลองผิดลองถูกมาจนประสบความสำเร็จเช่นในปัจจุบัน ส่วนเคล็ดลับการสร้างรายได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปีนั้น สิ่งสำคัญคือ การจัดการพื้นที่การเกษตร วางแผนการเพาะปลูก เพื่อลดความเสี่ยงจากราคาผลผลิตตกต่ำ หากปลูกแค่ชนิดเดียวแล้วราคาผลผลิตไม่ดี จะทำให้ไม่
นอกจากส้มเขียวหวานและส้มโอที่มีการปลูกในประเทศมาเป็นเวลาช้านานแล้ว ในระยะเวลาต่อมาเกษตรกรได้ทำการคัดเลือกต้นพันธุ์ และพัฒนาสายพันธุ์เดิมที่มีอยู่ รวมทั้งมีการนำพันธุ์ส้มชนิดและสายพันธุ์ต่างๆทั้งส้มโอ ส้มติดเปลือก และโดยเฉพาะส้มเปลือกล่อนจากต่างประเทศ เข้ามาทดลองปลูกอีกหลายสายพันธุ์ ส้มบางสายพันธุ์ที่มีการปรับตัวและการพัฒนาที่ดี สามารถเจริญเติบโตให้ผลผลิตที่ดีและมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับและต้องการของผู้ บริโภค ทำให้ปัจจุบันมีสายพันธุ์ของส้มเปลือกล่อน และส้มที่มีความหลากหลาย ทั้งด้านลักษณะคุณภาพ และรสชาติ ให้เลือกบริโภคตามความต้องการ ปัจจุบันมีส้มเปลือกล่อนที่เกษตรกรนิยมปลูกในประเทศ ได้แก่ 1.ส้มเขียวหวาน พันธุ์บางมด (บางล่าง/กิ่งอ่อน) 2.ส้มเขียวหวาน พันธุ์แหลมทอง (บางบน/กิ่งแข็ง) 3.ส้มสีืองหรืส้มผิวทองซึ่งตามความเป็นจริง คือส้มเขียวหวาน หรือพันธุ์แหลมทอง ที่นำไปปลูกจังหวัดน่านและจังหวัดเชียงใหม่ หากแต่ผลส้มที่มีสีของเปลือกผลเป็นสีส้มแดง แทนที่จะมีเปลือกเป็นสีเขียว เนื่องจากอิทธิพลของอากาศเย็น 4.ส้มฟรีมองต์ 5.ส้มสายน้ำผึ้ง (หรือส้มโชกุน) 6.ส้มออร่า (พวงทอง/ออร่า 9) 7.ส้มซัสซุมา 8.ส้มพองแกน
“ฝรั่ง” เป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางด้านโภชนาการ เนื้อกรอบมีรสชาติอร่อยกลมกล่อม ฝรั่งปลูกดูแลง่าย ให้ผลผลิตจำนวนมาก ขายได้ราคาดี เป็นที่ต้องการของตลาดตลอดทั้งปี เกษตรกรจึงนิยมปลูกฝรั่งเป็นไม้ผลทำเงินกันอย่างแพร่หลาย การเตรียมแปลงปลูก เกษตรกรนิยมปลูกฝรั่งบนคันร่อง ก่อนปลูกดินจะต้องตากแดดทิ้งไว้ประมาณ 15 วัน เพื่อทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยของโรคแมลงศัตรูพืชต่างๆ ให้หมดไป จากนั้นเตรียมหลุมปลูกกว้างยาวลึกด้านละประมาณ 1 ศอก หรือด้านละ 30 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยคอกหรือขี้ไก่ และแกลบ รองก้นหลุมเพื่อช่วยทำให้ดินชุ่ม ดินฟู แล้วนำต้นพันธุ์ฝรั่งลงปลูกเกลี่ยดินกลบแล้วรดน้ำให้ชุ่ม ต้นฝรั่ง ฝรั่ง เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ 3 เมตร แตกกิ่งก้านบริเวณใกล้โคนต้น แตกหน่อจากราก เปลือกสีน้ำตาลอมแดงหรือน้ำตาลอมเขียว เมื่อลำต้นแก่เปลือกจะลอกออกมาเอง ใบเป็นใบคู่ ใบอ่อนสีเขียว ใบไม่เรียบ ด้านบนใบมีร่องลึก ด้านหลังใบเรียบ ใบเป็นรูปไข่ ปลายใบมน ผลมีรูปร่างกลมในลักษณะต่างๆ กัน เส้นผ่าศูนย์กลาง 5-9 เซนติเมตร เนื้อกรอบ รสชาติอร่อย เกษตรกรนิยมปลูกฝรั่งไร้เมล็ดและฝรั่งแป้นสีทอง เพราะเป็นสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมจากผู้ซื้อ การ
