พืชทำเงิน
“ส้มโอ” ถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีมูลค่าการส่งออกทะลุ 500 ล้านบาท ติดต่อกันมาถึง 3 ปีแล้ว โดยมีตลาดหลักคือ จีน, ฮ่องกง และเวียดนาม (ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ระหว่างปี 2560 – 2562) ส่วนตลาดในประเทศก็ยังไปได้ เรียกว่ายังไม่มีการล้นตลาด ส้มโอเป็นไม้ผลยืนต้นขนาดเล็กถึงกลาง มีจุดเด่น คือ อายุยืน หากดูแลต้นให้สมบูรณ์จะสามารถให้ผลผลิตต่อเนื่องนาน 20-30 ปี แถมระยะเก็บเกี่ยวสำหรับบางสายพันธุ์นั้นอยู่ที่ราว 6 เดือนเท่านั้น เห็นแบบนี้แล้วหลายคนอยากจะลองปลูกส้มโอติดบ้านกันไว้สักต้น พาไปคุยกับ คุณวิฑูรย์ ภู่บุตร อายุ 48 ปี ชาวบ้านบึงถัง ต.โพธิ์ประทับช้าง อ.โพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร เกษตรกรปลูกส้มโอประสบการณ์กว่า 20 ปี ที่เริ่มต้นจากสวนส้มโอหลักสิบไร่ จนปัจจุบันสามารถขยายออกเป็น 100 ไร่ ในระยะเวลาประมาณ 10 ปีเท่านั้น “ส้มโอ” สำหรับส่งออกนั้นต้องได้มาตรฐานทั้งในเรื่องของขนาด ที่ต้องได้น้ำหนักอยู่ในช่วงประมาณ 0.8-1.8 กิโลกรัม หากมีขนาดใหญ่เกินไปก็อาจจะตกเกรดเอได้ นอกจากนี้ต้องดูแลให้ผิวและทรงสวย เปลือกบาง รสชาติหวาน และปลอดสารตกค้างตามมาตรฐานระบบ GAP โดยที่สวนของคุณวิฑูรย์นั้น สามาร
อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา เป็นอำเภอน้องใหม่ที่แยกตัวมาจากอำเภอเชียงคำ เกษตรกรมีความขยันขันแข็ง มีการริเริ่มและสรรหากิจกรรมทางการเกษตรใหม่ๆ มาดำเนินการเพื่อแสวงหาแนวทางที่จะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ดังเช่น คุณทวี คิดหา เกษตรกรหัวไวใจสู้ ซึ่งอยู่ที่ บ้านเลขที่ 7 บ้านธาตุภูซาง หมู่ที่ 10 ตำบลภูซาง อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา ปลูกเงาะพันธุ์โรงเรียน เคยขายได้ถึง 500,000 บาท คุณทวี คิดหา เล่าให้ฟังว่า เริ่มปลูกเงาะเมื่อปี 2542 เป็นพันธุ์โรงเรียน ในพื้นที่ 7 ไร่ โดยใช้ระยะปลูก ระหว่างต้น 8 เมตร ระหว่างแถว 8 เมตร ปลูกได้ 3 ปี เงาะก็ให้ผลผลิต โดยผลผลิตจะออกสู่ตลาดประมาณปลายเดือนสิงหาคม ตลาดที่รับซื้อนอกจากในพื้นที่แล้ว จะมีพ่อค้าจากตลาดค้าส่งแถวตลาดไท ขึ้นมาซื้อ เพราะเงาะโรงเรียนของภูซางพะเยามีคุณภาพที่ออกจะแตกต่างจากถิ่นที่ปลูกเดิม คือเนื้อจะล่อน กรอบ หวาน เป็นที่ถูกใจของผู้บริโภค ทำให้ขายได้ราคาดีกว่าผลผลิตจากแหล่งอื่น ในปี 2561 ผลผลิตในสวน 7 ไร่นี้ ขายได้ถึง 500,000 บาท ปี 2562 ขายได้ 300,000 บาท แต่เงาะในพื้นที่อำเภอภูซาง ก็จะประสบปัญหาในเรื่องผลร่วง หากปีใดมีฝนตกชุกเกิน และปัญหาเรื่องราแป้ง เพราะต
จากเด็กสาววัย 28 ปี พร้อมลูกน้อยวัย 10 เดือน ลุกขึ้นมาทำอาชีพเสริม ปลูกไผ่หวานช่อแฮ ตามรอยผู้ปกครองที่ทำอาชีพนี้มาก่อน คุณแพรว วิวัฒน์ชรางกูร ปัจจุบันเธอทำงานเป็นพนักงานขายประกันบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งในเมืองไทย และแนะนำเรื่องของการออมเงิน เธอทำอาชีพเสริม ปลูกหน่อไม้ไผ่หวานช่อแฮหรือไผ่เป๊าะ ขายทั้งกิ่งพันธุ์และขายหน่อไม้ในหน้าแล้ง คุณแพรว วิวัฒน์ชรางกูร มองเห็นว่าอาชีพเป็นเกษตรกรหรือการทำอาชีพเสริมที่ยั่งยืนนั้น คือการทำไร่ ทำสวน เธอจึงคิดเผื่ออนาคตไว้ว่า ถ้าเกิดมีปัญหาเรื่องงานกะทันหัน สามารถกลับตัวได้ทันเวลา เธอจึงสนใจเรื่องการปลูกหน่อไม้ไผ่หวานช่อแฮ เนื่องจากเห็นคุณแม่ทำอาชีพนี้มา 10 กว่าปี และก็ยังไปได้ด้วยดี เธอจึงศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับการปลูกพืชไร่หรือพืชสวนต่างๆ แล้ว เธอเห็นว่าการปลูกไผ่หวานช่อแฮนั้นให้ผลผลิตเร็ว และการดูแลไม่มาก เพราะเธอไม่ค่อยมีเวลา ต้องทำงานหลักอยู่แล้ว สามารถแนะนำให้คนทางบ้านดูแลแทนได้ ทำไม ถึงสนใจไผ่หวานช่อแฮ คุณแพรว ตอบคำถาม ว่าทำไมจึงปลูกไผ่หวานช่อแฮ “เพราะว่าเป็นไผ่ที่ให้ผลผลิตดีในหน้าแล้ง จึงไม่ทำให้ราคาตก และเป็นผลผลิตในช่วงที่ขาดแคลนหน่อไม้สู่ตลาด คิดว่าอ
คุณดำรงศักดิ์ วิรยศิริ เจ้าของสวนบ้านวังทอง เลขที่ 90 หมู่ 4 ต.วังชมภู อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ เป็นเกษตรกรรายหนึ่งที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมบนพื้นที่เพียง 10 ไร่เศษ แต่มีการปลูกพืชหลากหลายชนิดในแปลงเดียวกัน มีการจัดการเรื่องการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพทำให้มีรายได้หมุนเวียนเข้ามาทุกวัน คุณดำรงศักดิ์ วิรยศิริ ยังมีความเชี่ยวชาญใน“การพัฒนาพันธุ์พืช” หลายคนไม่ทราบว่าฝรั่งไม่มีเมล็ดพันธุ์ “บางกอกแอ๊ปเปิ้ล” เป็นฝรั่งไทยที่เกิดจากการผสมพันธุ์และเจ้าของฝรั่งพันธุ์นี้ก็คือคุณดำรงศักดิ์และความก้าวหน้าของการพัฒนาสายพันธุ์ฝรั่งไม่ได้หยุดลงแค่นั้น, ปัจจุบันคุณดำรงศักดิ์ได้ประสบความสำเร็จในการผสมพันธุ์ฝรั่งได้ฝรั่งพันธุ์ใหม่ขึ้นมาอีกหลายสายพันธุ์ อาทิ สามสีกรอบ, แดงสยาม, ทับทิมสยาม ฯลฯ “บางกอกแอ๊ปเปิ้ล” ฝรั่งไม่มีเมล็ดผลงานที่น่าภูมิใจ “ฝรั่ง” จัดเป็นผลไม้ที่คนไทยนิยมบริโภคกันทั่วไปและมีคุณค่าทางอาหารสูง นอกจากนั้นยังจัดเป็นผลไม้ที่ปลูกง่ายและให้ผลผลิตได้ทั้งปี ในอดีตพันธุ์ฝรั่งที่เกษตรกรนิยมปลูกและคนไทยรู้จักดีก็คือ พันธุ์แป้นสีทอง เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตดก, ผลใหญ่และมีรสชาติดีหรือแม้แต่ฝรั่งที่นิยมปลูกในอด
ในสถานการณ์ที่เรียกได้ว่าต้องปากกัดตีนถีบ ใครที่จะเริ่มต้นประกอบอาชีพหรือกิจการต่างๆ ก็ยิ่งยากขึ้น แม้แต่คนที่มีงานประจำอยู่แล้วก็ต้องเกาะไว้ให้แน่น ซึ่งในตอนนี้เกาะให้แน่นอย่างเดียวเห็นทีคงจะไม่พอ สำคัญอยู่ที่ต้องรู้จักการปรับตัวตามยุค ตามเศรษฐกิจ ที่เปลี่ยนแปลงเพื่อหาทางรอด 1 คน ต่อ 1 อาชีพ คงไม่อาจอยู่ได้อย่างมั่นคงได้ในยุคนี้ คุณสุทธิวัฒน์ วียะศรี หรือ พี่เวส เจ้าของไร่วียะศรี พ่วงด้วยตำแหน่งประธานเครือข่ายยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ เชียงใหม่ อยู่ที่ 287 หมู่ที่ 4 ตำบลยุหว่า อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ เกษตรกรรุ่นใหม่ผู้ปรับตัวให้ทันยุคสถานการณ์ในปัจจุบัน ที่จากเดิมเป็นเกษตรกรปลูกพืชเชิงเดียว คือ การปลูกเมล่อนญี่ปุ่น มานานกว่า 8 ปี แต่ในตอนนี้ต้องเพิ่มเติมปรับเปลี่ยนปลูกพืชผสมผสาน เพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัย และเป็นทางรอดให้กับครอบครัว พี่เวส เล่าถึงที่มาของจุดเริ่มต้นการทำเกษตรและการเปลี่ยนภายในสวนว่า ตนเรียนจบปริญญาตรี คณะอุตสาหกรรมเกษตร และปริญญาโท คณะเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งจุดเริ่มต้นของการจะทำเกษตรกรรมเกิดขึ้นในตอนสมัยกำลังเรียนปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ ไปสะดุดกับคำที่อ
บ้านยืนบุรีฟาร์มเห็ด เกิดจากการทำเห็ดนางฟ้าไว้บริโภคในครัวเรือน เริ่มต้นจากที่ คุณวีระชาติ ยืนบุรี มีงานประจำ แต่ก็มองหาอาชีพเสริมไปด้วย ซึ่งขณะนั้นมีกิจกรรมทางการเกษตรหลายอย่าง เช่น เลี้ยงนกกระทา เพาะถั่วงอก ปลูกผักไฮโดรโพนิกส์ และเพาะเห็ดนางฟ้า เพื่อมองหาสิ่งที่เหมาะสมสำหรับตน ภายหลังคุณวีระชาติได้ข้อสรุปว่า การเพาะเห็ดลงตัวที่สุด “ตอนนั้นเริ่มทำก้อนเห็ดจากฟางข้าว ในตอนแรกฟางข้าวก็ไม่ได้ซื้อ ไปเก็บในแปลงนามานั่งสับ หมัก ใส่ถุง ทำมือทุกขั้นตอน ทำเล็กๆ เรื่อยๆ ขยับขยาย จากเก็บฟางข้าวจากแปลงนาเป็นซื้อฟางข้าวอัดแท่ง ซื้อขี้เลื่อยไม้ยางพารา ประกอบกับการทำงานประจำมีเวลาให้ครอบครัวน้อย เพราะต้องออกพื้นที่บ่อย จึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำ ยิ่งภรรยาก็สนับสนุนให้ทำการเกษตร จะได้มีเวลาดูแลครอบครัว จึงผันตัวเองจากพนักงานประจำมาเป็นเกษตรกรเพาะเห็ดถุง จากวันนั้นถึงปัจจุบันได้สะสมความรู้และประสบการณ์ในการเพาะเห็ดเป็นเวลา 4 ปีแล้ว” ฟาร์มเห็ดแห่งนี้ ทำเห็ดแบบครบวงจร ตั้งแต่การทำเชื้อวุ้น ทำก้อนเเชื้อ มีโรงเรือนเปิดดอก แปรรูป ตลอดจนออกตลาดจำหน่ายสินค้าสู่ผู้บริโภคโดยตรง ผลิตภัณฑ์ของฟาร์มมีก้อนเชื้อเห็ด
รังนกนางแอ่นเป็นอาหารเสริมสุขภาพและบำรุงร่างกายชั้นยอด ในสมัยโบราณผู้ที่กินได้จะต้องเป็นระดับขุนนางจนถึงฮ่องเต้ ปัจจุบันจึงเป็นที่แพร่หลายในหมู่ชาวจีนและคนมีเงินเพราะถือว่าเป็นอาหารชั้นยอด วัฒนธรรมการกินรังนกในไทยได้รับการถ่ายทอดมาจากชาวจีนที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทย ตามหลักฐานของชาวจีนบอกว่า ชาวจีนกินอาหารเป็นยา รังนกนางแอ่นจึงเป็นสิ่งหนึ่งที่จัดให้คนไข้ได้กินอยู่เสมอ เพราะเชื่อว่ารังนกนางแอ่นช่วยบำรุงสุขภาพคนทุกวัย ช่วยบำรุงผิวพรรณสตรีให้อ่อนเยาว์ รวมถึงเป็นสิ่งช่วยบำรุงสุขภาพผู้ป่วยให้ฟื้นไข้ได้เร็ว ซึ่งชาวจีนได้ใช้รังนกนางแอ่นมากพอๆ กับโสม ในทางการแพทย์แผนปัจจุบันพบว่า ในรังนกนางแอ่นมีสารประกอบที่มีคุณค่าต่อร่างกาย ช่วยกระตุ้นเม็ดเลือดขาวให้ผลิตสารต่อต้านเชื้อแบคทีเรียและไวรัส ช่วยซ่อมแซมเซลล์เยื่อบุผิว ทำให้ผิวพรรณดูอ่อนกว่าวัย ช่วยบำรุงระบบทางเดินหายใจ บรรเทาอาการไข้หวัด ปัจจุบันจึงเกิดธุรกิจที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์รังนกนางแอ่นสำเร็จรูปออกจำหน่าย เพื่อความสะดวกและง่ายต่อการบริโภค เช่น เครื่องดื่มรังนกแท้ เครื่องดื่มรังนกผสมโสม โดยนำรังนกนางแอ่นมาแช่น้ำแล้วทำความสะอาดหลายครั้งจนหมดสิ่งเจื
ระยะนี้จะมีฝนตกและฝนตกหนักบางพื้นที่ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรชาวสวนลำไยเฝ้าระวังการระบาดของโรคราน้ำฝน จะพบการระบาดในช่วงที่ต้นลำไยติดผลอ่อน แตกใบอ่อน และช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต การแสดงอาการที่ใบ กิ่ง และยอด ใบอ่อน กิ่งอ่อน และยอดอ่อนไหม้เป็นสีน้ำตาลเข้ม มักพบเส้นใยสีขาวขึ้นฟูปกคลุมกิ่งอ่อนและยอดอ่อน ต่อมาส่วนที่เป็นโรคจะแห้งตายอย่างรวดเร็ว หากระบาดรุนแรง จะทำให้ใบและยอดไหม้ทั่วทั้งต้น การแสดงอาการที่ผล ในระยะผลอ่อนบริเวณเปลือกผลอ่อนและขั้วผลมีสีน้ำตาลเข้ม ส่วนในระยะผลที่ยังแก่ไม่เต็มที่ จะพบผลแตกและเน่า มักพบเส้นใยสีขาวขึ้นฟูคลุม และผลจะหลุดร่วงในที่สุด หากพบเริ่มระบาด ให้เกษตรกรหมั่นสำรวจสวนลำไยและทำความสะอาดกำจัดวัชพืชโคนต้น เก็บกวาดเศษซากพืชส่วนกิ่ง ใบ ผลที่เป็นโรคใต้ต้นไปเผาทำลายนอกสวนอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนตกชุก จากนั้นควรตัดแต่งกิ่ง ใบ และทรงพุ่มต้นลำไยให้โปร่ง อากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อลดการสะสมความชื้นใต้ทรงพุ่มไม่ให้มีมากเกินไป อีกทั้งเกษตรกรควรล้างทำความสะอาดอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ทางการเกษตรต่างๆ ให้สะอาด และผึ่งแดดให้แห้งหลังการใช้งานทุกครั้งอยู่เสมอ เมื่อได้นำ
เฝ้าระวังสวนองุ่น ในช่วงที่มีฝนตกและมีฝนตกหนักบางพื้นที่ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกองุ่นให้สังเกตการระบาดของโรคสแคปหรือโรคใบจุด มักพบอาการของโรคได้ในระยะที่องุ่นแตกใบอ่อนและเริ่มติดผลอ่อน สำหรับโรคสแคปที่พบได้ในช่วงนี้จะแสดงอาการของโรคบนใบและกิ่งก้าน ในระยะแรกจะคล้ายกับอาการของโรคแอนแทรคโนส แต่จะเห็นอาการของโรคแตกต่างกันได้อย่างชัดเจนที่ผล ส่วนอาการบนใบ จะพบอาการบนใบอ่อนเป็นจุดแผลขนาดเล็กสีน้ำตาลอ่อนกระจายอยู่ทั่วใบ ใบหงิกงอ ต่อมาแผลขยายใหญ่ เนื้อใบที่เป็นแผลจะแห้งและเป็นรูพรุน อาการบนเถา กิ่ง ก้าน และมือเกาะ เริ่มแรกเป็นจุดแผลสีน้ำตาล กรณีโรคระบาดรุนแรง แผลขยายตัวขนาดใหญ่ติดต่อกัน แผลกลมสีน้ำตาล ค่อนข้างแห้ง ขอบแผลนูนแข็ง หากเกิดโรคบนกิ่งบริเวณส่วนยอด จะทำให้ยอดบิดเบี้ยว อาการที่ผล เกิดแผลจุดสีดำยุบตัวลง ขอบแผลนูนขึ้นเห็นได้ชัดเจน หากอาการรุนแรง แผลจะขยายใหญ่ติดต่อกัน ขอบแผลมีสีอ่อนกว่าตรงกลางแผล และแผลค่อนข้างแห้ง หากพบการระบาดมากของโรคสแคปในช่วงแตกใบอ่อน ให้เกษตรกรหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ ตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง มีอากาศถ่ายเทสะดวก อย่าให้มีใบแน่นทึบจนเกินไป อีกทั้งควรต
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กาแฟมาแล้วในช่วงปี 2552-2556 และช่วงปี 2560-2564 ซึ่งเป็นช่วงที่กำลังดำเนินการในปัจจุบัน มุ่งที่จะให้ประเทศไทยเป็นผู้นำการผลิตและการค้ากาแฟคุณภาพในอาเซียนก้าวสู่ตลาดโลก คงมีเวลาดำเนินการเหลืออยู่อีก 1 ปี ในปี 2564 มีการเผยแพร่ตัวเลขการผลิตกาแฟในประเทศช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2557-2561) สรุปว่าการผลิตกาแฟโรบัสต้ามีสัดส่วน 69% ลดลงทั้งพื้นที่ปลูก (เหลือ 182,214 ไร่ ในปี 2561) ผลผลิตรวม (เหลือ 13,845 ตัน ปี 2561) และผลผลิตต่อไร่ (เหลือ 76 กิโลกรัม ปี 2561) ส่วนกาแฟอาราบิก้ามีสัดส่วน 31% พื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นเป็น 75,547 ไร่ ผลผลิตรวมเพิ่มขึ้นเป็น 9,772 ตัน แต่ผลผลิตต่อไร่ลดลงเหลือ 129 กิโลกรัม และในเร็วๆ นี้ เราจะได้เห็นแผนพัฒนากาแฟแห่งชาติ ปี 2563-2573 ซึ่งอยู่ระหว่างการร่างแผนพัฒนาฯ นี้มีจุดเด่นที่น่าสนใจคือต้องการให้มีการบริหารจัดการกาแฟแบบครบวงจรบนพื้นฐานของศักยภาพและอัตลักษณ์ของกาแฟไทย ภายใต้การผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พัฒนาระบบมาตรฐานการผลิตในระดับฟาร์มถึงผู้บริโภคโดยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน พัฒนาคุณภาพเมล็ดกาแฟสู่มาตร
