พืชทำเงิน
ประเด็นราคายางพาราตกต่ำ จากที่เป็นกระแสความเดือดร้อนของชาวสวนยางพารา ถึงเวลานี้ กลายเป็นเรื่องปกติสำหรับราคายางพาราที่ไม่มีแนวโน้มว่าจะขยับขึ้นไปแล้ว ส่งผลให้เกษตรกรที่รอความช่วยเหลือจากภาครัฐในระยะแรก ต้องปรับการดำรงชีวิตให้อยู่ได้ด้วยการมองตนเอง แล้วนำศักยภาพของสวนยางพาราเท่าที่มีมาประยุกต์ให้เกิดราคาทดแทนรายได้ในส่วนที่หายไป ปลายฝนที่ผ่านมา คุณธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ถือโอกาสในช่วงฝนชุก เข้าติดตามการดำเนินงานพัฒนายางพารา โดยมุ่งไปที่จังหวัดในภาคเหนือ เพราะตั้งใจยกเขตพื้นที่ภาคเหนือเป็นต้นแบบในการพัฒนายางอย่างครบวงจร เนื่องจากพื้นที่ภาคเหนือมีพื้นที่ปลูกยางกว่า 20,000 ไร่ การพัฒนายางอย่างครบวงจรคือ การตั้งจุดรวบรวมยางก้อนถ้วย เปิดให้เอกชนมาประมูลยาง และสหกรณ์กองทุนสวนยางแต่ละแห่ง รับซื้อน้ำยางเพื่อแปรรูป ซึ่งการประมูลซื้อขายจะผ่านระบบออนไลน์ในตลาดท้องถิ่น หรือตลาด 108 ซึ่งเป็นตลาดเปิดในแหล่งปลูกยางทั่วประเทศ โดย กยท. ทำหน้าที่สนับสนุนการพัฒนาระบบ และเงินทุนช่วยเหลือ พร้อมเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า ราคายางก้อนถ้วย ปัจจุบัน 2
การเข้าออกของเกษตรกรและนักศึกษา บริเวณหมู่บ้านแพะประทานพร อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ กลายเป็นเรื่องประจำไปแล้ว หลัง บริษัท ซันสวีท จำกัด ปรับระบบภายในให้เป็นสถานที่สำหรับศึกษาดูงาน และสร้างฐานการเรียนรู้ในการทำโครงการ Smart farm เนื่องจากการสนับสนุนและให้ความรู้เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง จะมีส่วนสำคัญในการพัฒนาเกษตรกรให้เป็นไปตามนโยบายของภาครัฐ ในการเปลี่ยนแปลงเกษตรยุค 4.0 ดร. องอาจ กิตติคุณชัย ประธานบริหาร บริษัท ซันสวีท จำกัด เปิดเผยอย่างเป็นกันเอง ถึงโครงการ Smart farm ที่กำลังดำเนินอยู่ว่า เริ่มดำเนินโครงการมาตั้งแต่ ปี 2555 เพื่อเป็นฟาร์มต้นแบบให้เกษตรกรได้นำองค์ความรู้ที่ได้เข้าช่วยควบคุมการเพาะปลูกให้มีความแม่นยำ และมีคุณภาพ จนสามารถเพิ่มจำนวนผลผลิตให้มากขึ้นในแต่ละปี เช่น การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย การจัดการระบบน้ำ การให้ปุ๋ย การวัดอุณหภูมิความชื้น ความร้อน แสงแดด การเก็บเกี่ยว ตลอดจนการขนส่ง เมื่อเกษตรกรมีความเข้าใจในระบบบริหารจัดการเป็นอย่างดีแล้ว จะสามารถนำองค์ความรู้ไปเป็นต้นแบบในการเพาะปลูกได้ “เราส่งเสริมเกษตรกรสองหมื่นรายเกี่ยวกับการทำเกษตร แบบ contract farming ในพื้นที่ภาคเ
“ปากช่อง” จังหวัดนครราชสีมา เป็นแหล่งปลูกน้อยหน่าที่มากสุดของไทย และคุณภาพดีที่สุดของประเทศ ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาคุณภาพ การผลิต สายพันธุ์ สายพันธุ์น้อยหน่าที่เกษตรกรนิยมปลูก ได้แก่ น้อยหน่าพันธุ์เพชรปากช่อง น้อยหน่าหนัง และน้อยหน่าฝ้าย ฯลฯ หน่วยงานท้องถิ่นได้จัดงาน “น้อยหน่าและของดีเมืองปากช่อง” ต่อเนื่องเป็นประจำในช่วงเดือนกรกฎาคมของทุกปี เพื่อเป็นการส่งเสริมและเผยแพร่ผลผลิตน้อยหน่า และไม้ผลอื่นๆ ของอำเภอปากช่อง โดยทั่วไป น้อยหน่าสามารถจำแนกตามลักษณะต่างๆ เช่น สีผิวของผล สีเนื้อและชนิดของเนื้อ ได้เป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ น้อยหน่าพื้นเมือง หรือ น้อยหน่าฝ้าย แบ่งออกได้ 2 สายพันธุ์ ตามลักษณะของสีผล คือน้อยหน่าฝ้ายเขียว ซึ่งมีผลสีเขียว กับน้อยหน่าฝ้ายครั่งมีผลสีม่วงเข้ม น้อยหน่าฝ้าย น้ำหนักเฉลี่ย ผลละ 2-3 ขีด รสไม่หวานมากนัก เสียหายง่าย ผลผลิตเฉลี่ย ไร่ละ 800-1,000 กิโลกรัม น้อยหน่าฝ้ายมีลักษณะเนื้อหยาบเป็นทราย เปลือกไม่ล่อน เมื่อปอกเปลือกเนื้อกับเมล็ดมักติดเปลือก เนื้อยุ่ยไม่จับตัวเป็นก้อน น้อยหน่าฝ้ายเขียวมีเนื้อในสีขาว และน้อยหน่าฝ้ายครั่ง มีเนื้อสีขาวอมชมพู มีกลิ่นหอม รสหวาน เปอร์เซ็นต
“ปุ๋ยหมักเติมอากาศ” เป็นกระบวนการผลิตปุ๋ยหมักรูปแบบหนึ่งที่เน้นการผสมรวมกันระหว่างวัสดุอินทรีย์ที่ให้คาร์บอนและไนโตรเจน จากพวกซากพืช, สัตว์ และวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ขณะเดียวกันใช้วิธีเติมอากาศแทนการกลับกองปุ๋ย เพื่อรักษาสภาพอากาศในกองให้มีความเหมาะสมเพื่อเร่งกระบวนการย่อยสลายวัสดุอินทรีย์ โดยจุลินทรีย์ธรรมชาติในกองปุ๋ย เมื่อย่อยสลายสมบูรณ์แล้วจะแปรสภาพเป็นปุ๋ยหมัก ที่มีลักษณะสีดำคล้ำหรือสีน้ำตาลปนดำ ไม่มีกลิ่น มีคุณสมบัติที่ดีต่อรากพืช สามารถดูดไปใช้ได้ กว่า 2 ปีแล้ว ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร ได้จัดโครงการนำ “ปุ๋ยหมักเติมอากาศ” มาใช้ในสวนผลไม้ของเกษตรในพื้นที่หลายชนิด จนพบว่าผลผลิตที่ได้มีคุณภาพทัดเทียมกับปุ๋ยชนิดอื่น แต่ที่สำคัญช่วยในเรื่องการลดต้นทุนได้มากกว่า คุณบุญเกื้อ ทองแท้ เจ้าพนักงานการเกษตรชำนาญงานบอกว่า โครงการนี้เกิดขึ้นจากนโยบายของกรมวิชาการ โดยเมื่อนำมาจัดทำเป็นแผนปฏิบัติการจะแบ่งคร่าวๆ เป็นสองส่วนคือ จัดเป็นโครงการฝึกอบรมให้ความรู้แก่ชาวบ้านที่สนใจ กับการนำปุ๋ยหมักเติมอากาศไปใส่ในแปลงปลูกพืชไม้ผลหลายชนิดเพื่อหาข้อมูลนำไปวิเคราะห์ประเมินผล คุณบุญเกื้อ กล่าวต่อว่า ข้อดีห
โดยทั่วไป ไข่แมลงมักกำจัดได้ยาก เนื่องจากมีโครงสร้างผนังที่แข็งแรง เพราะผลิตจากโปรตีน และไคติน แมลงศัตรูพืชแค่หนึ่งตัววางไข่ได้มากมาย ยกตัวอย่างเช่น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลตัวเมีย วางไข่ได้ 100 – 300 ฟอง ในระยะเวลา 2 สัปดาห์ แต่น้ำสับปะรด มีเอนไซม์ เรียกว่า “บรอมมิเลน” (bromelain) สำหรับใช้ย่อยโปรตีน และไคตินได้ จึงออกฤทธิ์ช่วยย่อยเปลือกไข่แมลงให้แตกสลายได้ง่าย ด้วยเหตุนี้ น้ำสับปะรด จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในการกำจัดไข่แมลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ แถมปลอดภัยต่อตัวเกษตรกรและสิ่งแวดล้อม หากใครสนใจสูตร “ น้ำสับปะรด ทำลายไข่แมลงศัตรูพืช ” ขอให้ลองมือปฎิบัติตามคำแนะนำของคุณสุวัฒน์ ทรัพยะประภา นักวิชาการอิสระ และวิทยากรโรงเรียนชาวนา เริ่มจากนำผลสับปะรดสุก มาตัดจุกและก้านออกก่อนนำมาหั่นทั้งเปลือกเป็นชิ้นเล็ก ๆ พร้อมทั้งแกนสับปะรด แล้วนำมาปั่นในเครื่องปั่นน้ำผลไม้ ในกรณีที่ไม่มีเครื่องปั่นผลไม้สามารถ นำสับปะรดในใส่ครกตำให้แหลกและคั้นเอาแต่น้ำก่อน นำไปกรองด้วยผ้าขาวบางจนได้น้ำสับปะรดตามที่ต้องการ หลังจากนั้น นำน้ำสับปะรดไปผสมกับสมุนไพรที่มีฤทธิ์กำจัดแมลงเช่น สารสะเดา ยาสู
งาน “ เกษตรมหัศจรรย์ 2560 พืชกินได้ ไม้ขายดี 30 ปีเทคโนโลยีชาวบ้าน” ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-10 ก.ย. 2560 ณ ชั้น 3 SKY HALL เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว นับเป็นเวทีการสื่อสารระหว่างคนทำหนังสือ เกษตรกร ผู้อ่านและผู้สนใจทั่วไปได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องการทำเกษตรหลากหลายมิติ และเปิดโอกาสให้เกษตรกรหลายรายได้นำสินค้าเด่นออกมาโชว์และจำหน่ายให้กับผู้สนใจตลอด 4 วันของการจัดงาน ในงานเกษตรมหัศจรรย์ ปีนี้ คุณศราวุธ เรืองเอี่ยม เลขที่ 82 หมู่ 5 ต.แม่น้ำคู้ อ.ปลวกแดง จ.ระยอง 21140 โทร. 08-1862-0073 เป็นเกษตรกรคนเก่งที่ทำงานด้านสับปะรดมากว่า 20 ปี ทั้งการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์สับปะรด ได้เปิดตัวพันธุ์พืชพิเศษ ชื่อว่า “ทับทิมสยาม” สับปะรดลูกผสมพันธุ์ใหม่ของเมืองไทย ที่ผ่านมา คุณศราวุธ นับเป็น “ เซียนสับปะรด ” ระดับแนวหน้าของเมืองไทย เพราะเก็บรวบรวมสายพันธุ์สับปะรดไว้เยอะมากและอยู่เบื้องหลังการพัฒนาสายพันธุ์สับปะรด MD2 ที่มีชื่อเสียงโด่งดังทั่วโลก คุณศราวุธเล่าว่า “ ทับทิมสยาม ” เป็นสับปะรดลูกผสม เกิดจากการผสมพันธุ์ใหม่ระหว่างพันธุ์ควีนกับสับปะรดสายพันธุ์ป่า คัดเฉพาะตัวที่ไม่มีหนาม สีสวยสดและผลรับประ
คุณสมชาย เชี่ยวชาญศิลป์ หรือ คุณชาย วัย 45 ปี เจ้าของสวนส้มโชกุนดาวทอง ที่อ.เบตง จ.ยะลา คุณสมชาย เป็นที่รู้จักของนักวิชาการ เกษตรกร และสื่อมวลชน เมื่อเขาลุกขึ้นมาโค่นยางพารา บางส่วนของที่บ้าน แล้วปลูกส้มโชกุนเบตง ของดีจังหวัดยะลา ซึ่ง “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” เคยนำเสนอไปแล้วนั้น คุณสมชาย อธิบายให้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ฟังถึง เงาะลิ้นจี่ ว่าเป็นเงาะป่าของมาเลเซีย แต่ปลูกได้ทางภาคใต้ มีรสอร่อย รสชาติมันคือเงาะผสมลิ้นจี่ กรอบ เนื้อไม่ติดเม็ด “ผมเคยเจอที่อ.เบตง เขาขายกันกิโลกรัมละ 60-80 บาท แล้วก็หายไปพักใหญ่ ตอนนี้ผมไปเจอที่สวนของเพื่อน กะว่าจะนำมาขยายแล้วมาปลูกที่สวน เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่สมบูรณ์ มีพืชหลากหลายให้ชม” ปัจจุบัน คุณสมชายมีศูนย์การเรียนรู้ สวนดาวทอง ที่ อ.เบตง จ.ยะลา มีผู้ไปเรียนรู้ดูงานจากหลายภาคส่วนจำนวนมาก และตั้งเป้าไว้ว่าจะให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรอีกด้วย ขอบคุณภาพ คุณสมชาย เชี่ยวชาญศิลป์
เมื่อวันที่ 18 ก.ย. นางผ่องศรี เปี่ยมทอง อายุ 56 ปี ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกหญ้าโคเนื้อเพชรบุรี บ้านน้ำทรัพย์ ต.แก่งกระจาน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี กล่าวว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกหญ้าโคเนื้อเพชรบุรี บ้านน้ำทรัพย์ ก่อตั้งเมื่อปลายปี พ.ศ.2558 ตอนนี้มีสมาชิก 34 คน โดยกลุ่มตั้งขึ้นเพื่อปลูกหญ้าเนเปียร์ขายให้ผู้เลี้ยงโค โดยตอนเริ่มต้นมีพื้นที่ปลูกหญ้าเนเปียร์ 13 ไร่ ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกหญ้าเนเปียร์ 130 ไร่ เดิมทีสมาชิกทั้งหมดประกอบอาชีพเกษตรกรรม แต่ เห็นว่าการปลูกหญ้าเนเปียร์มีรายได้ดี จึงรวมตัวกันตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชม โดยหญ้าเนเปียร์ที่ปลูกนำพันธ์มาจากศูนย์วิจัยพืชอาหารสัตว์เพชรบุรี วิธีปลูกไม่ยากเริ่มจากนำรถไถ ปรับพื้นที่ ไถแปร และยกร่อง แล้วต้นหญ้าเนเปียร์ลงปลูก ใช้เวลานานประมาณ 2 เดือนก็ตัดขายได้ “การปลูกหญ้าเนเปียร์สร้างรายได้ดีมาก พื้นที่ 130 ไร่ใน 1 ปี กลุ่มสามารถขายหญ้าเนเปียร์ได้เงินประมาณ 4,500,000 บาท หักต้นทุนแล้วกลุ่มจะเหลือกำไรปีละประมาณ 3,000,000 บาท โดยหญ้าเนเปียร์ที่ปลูกจะขายให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคนเนื้อ”นางผ่องศรี เปี่ยมทอง กล่าว ด้าน นายบรรเทิง นวนภักดี
นึกย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปี ฝนไม่ได้หลงฤดู หนาวยังคงหนาว ร้อนและฝนยังคงไม่เปลี่ยนแปลงและปรวนแปร ก่อนนั้นอาชีพที่หาเลี้ยงชีพในวิถีชนบทนั้นมักจะทำนา ทำไร่ ทำสวน เลี้ยงปู เลี้ยงปลา ตามประสา กินบ้างขายบ้างก็อยู่รอดปลอดภัย ไม่มีอะไรทุกข์ร้อน มีกินมีเก็บไปวันๆ ก็ถือว่ามีความสุขโดยอัตภาพ มีอยู่อาชีพหนึ่งซึ่งนับวันจะเริ่มจางหายไปบ้างแล้ว นั่นคืออาชีพทำมะพร้าวเผาขาย เมื่อนึกขึ้นมาได้ก็เริ่มเสาะแสวงหาที่มาที่ไป ว่ามีที่ใดบ้าง ที่ยังเผามะพร้าวขายอยู่ตามวิถีดั้งเดิม พบว่ายังมีคุณป้าท่านหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านตะเคียน ตำบลคอโค อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ชื่อ คุณป้าสมบัติ บุหงา อายุอานามก็ปาเข้าไป 69 ปี แต่คุณป้าก็ยังทำขายอยู่ ซึ่งเหลืออยู่คนเดียวทั้งหมู่บ้าน นอกนั้นก็ไม่มีใครทำแล้ว คุณป้าสมบัติ เล่าว่า ทุกวันนี้จะมีรายได้เข้าบ้านแทบทุกวัน ก่อนอื่นจะตระเวนหาซื้อมะพร้าวทั้งพันธุ์พื้นบ้านและมะพร้าวน้ำหอม ลูกไม่อ่อนไม่แก่มาตุนไว้ โดยลูกๆ จะพาไปรับซื้อตามละแวกใกล้เคียง เมื่อได้มะพร้าวมาแล้วก็จะทำการเอาเปลือกมะพร้าวออกให้เหลือหุ้มลูกไว้พอประมาณ จากนั้นก็จะนำไปต้มในหม้อใบใหญ่ คุณป้าสมบัติจะใช
เมื่อเชิญชวนให้กินหว้าหรือลูกหว้า หลายคนมักปฏิเสธ ได้แต่มองผ่านและเลยไปแทบทุกครั้ง หว้าหรือลูกหว้าผลไม้มีไว้เพื่อกินเล่นเสียมากกว่าที่จะกินกันอย่างจริงจัง ซึ่งหลายคนยังเข็ดหรือฝังใจกับรสเปรี้ยวและรสฝาดของมัน หว้า หรือ ลูกหว้า จึงเป็นผลไม้ที่ถูกลืม นอกจากผลจะเล็กแล้ว รสชาติก็ไม่ถูกปาก ทั้งยังทำให้ปากติดสีดำจากผลของมัน ปกติผลของหว้าหรือลูกหว้ามีสีดำหรือสีม่วงดำ เช่นเดียวกับผลชำมะเลียงที่มีผลสีดำหรือสีม่วงดำ ในประเทศไทยยังมีผลชำมะเลียงสีขาวอีก ชำมะเลียงสีขาว จัดเป็นผลไม้หายาก แต่ชำมะเลียงไม่ใช่ผลไม้ที่ทำเงิน เช่นเดียวกับหว้าที่ไม่ใช่ไม้ผลเศรษฐกิจที่จะสร้างรายได้สูงให้กับผู้ปลูก คนไทยจึงไม่ค่อยนิยมปลูกหว้าเพื่อการค้า แต่ในอินเดียมีการปลูกกันเป็นการค้า หว้านอกจากหว้าดำแล้วก็มีหว้าขาวเหมือนกัน แต่ไม่ใช่หว้าขาวของไทย เป็นหว้าขาวของสาธารณรัฐอินโดนีเซีย หว้าขาวจึงกลายเป็นผลไม้แปลกตาสำหรับคนไทย ในทางตรงกันข้ามถ้าในประเทศไทยมีแต่หว้าขาวไม่มีหว้าดำ หว้าดำเป็นพืชของต่างประเทศ หว้าดำก็จะกลายเป็นผลไม้แปลกตาได้เช่นกัน หว้า มีชื่อเรียกในอินโดนีเซียแตกต่างกันออกไปในแต่ละท้องถิ่น เรียกได้หลายชื่อ เช่น ชว
