พืชทำเงิน
คุณชูศักดิ์ หาดพรม คนเมืองน่าน เดิมทำอาชีพเกษตรกรรมโดยปลูกข้าวโพดซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว รวมทั้งเป็นผู้รับซื้อข้าวโพดเพื่อขายต่อพ่อค้าคนกลาง รูปแบบการปลูกข้าวโพดสมัยนั้นจะใช้สารเคมี ยาฆ่าหญ้า และยาฆ่าแมลง ทำให้มีต้นทุนการผลิตสูง เมื่อประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำและปัญหาภัยแล้ง จึงขาดทุนในที่สุด และก่อให้เกิดหนี้สินเป็นจำนวนมาก จึงตัดสินใจเลิกปลูกข้าวโพดหันมาดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง โดยเริ่มคิดถึงการพึ่งพาตนเอง เลิกใช้สารเคมี ทำการอนุรักษ์ดิน ไม่ไถหน้าดิน ปลูกพืชตระกูลถั่วคลุมดิน และไม่เผาทำลายวัชพืช แต่จะใช้เศษพืชและวัชพืชคลุมดินไว้เพื่อให้เกิดความชุ่มชื้น ปราบวัชพืชโดยวิธีการทางชีวภาพ คือการปลูกพืชแบบผสมผสาน การจัดสัดส่วนอย่างเหมาะสม เพื่อให้มีความสมดุล และเกิดประโยชน์สูงสุด คุณชูศักดิ์ ได้ใช้พื้นที่การเกษตรของตนเองเพื่อจัดตั้งเป็นศูนย์การเรียนรู้ของเครือข่ายสภาผู้นำชุมชนในชื่อ “กลุ่มเกษตรกรรมทางเลือก” โดยก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2535 มีสมาชิกประมาณ 10 คน และได้ขยายกลุ่มออกไปยังอำเภอต่างๆ จนมีสมาชิกเพิ่มขึ้นทุกปี ต่อมาในปี พ.ศ. 2539 ได้ก่อตั้งเป็นศูนย์การเรีย
คุณจันทร์ เรืองเรรา อยู่บ้านเลขที่74/1 หมู่ที่ 5 ตำบลหนองพันจันทร์ อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี 70180 โทรศัพท์ (089) 910-1254 เดิมเขาทำการเกษตรเชิงเดี่ยว ปลูกมันสำปะหลัง ข้าวโพด และสับปะรด ลงทุนสูง เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตต้องพึ่งพิงราคาจากตลาด บางช่วงสินค้าทางการเกษตรที่ปลูกมีราคาตกต่ำ ทำให้ขาดทุนต้องกู้เงินจาก ธ.ก.ส. มาลงทุนมีหนี้สินกว่า 800,000 บาท จึงทบทวนการทำการเกษตรเชิงเดี่ยวที่ผ่านมา และได้ศึกษาเรียนรู้จากผู้รู้และแหล่งเรียนรู้ต่างๆ และน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ เริ่มทำการเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกข้าว ทำไร่อ้อย ไร่สับปะรด ปลูกผักปลอดสารพิษ เลี้ยงปลา และเลี้ยงกบ ปัจจุบัน คุณจันทร์มีพื้นที่เกษตรกรรมของตนเอง 10 ไร่ และของภรรยา 34 ไร่ รูปแบบกิจกรรมทางการเกษตร คุณจันทร์ ทำเกษตรผสมผสาน ทั้งปลูกผักปลอดสารพิษ เลี้ยงและผลิตอาหารปลา ทำปุ๋ยหมักชีวภาพและสารไล่แมลงใช้เอง และร่วมฟื้นฟูป่าชุมชน คุณจันทร์มีความโดดเด่นเรื่องการปลูกสับปะรด และแปรรูปสับปะรด โดยมีรูปแบบการปลูกดังนี้ วางระบบน้ำในพื้นที่ปลูก วางแผนปลูกสับปะรดทุกเดือน โดยปลูกครั้งละ 1 ไร่ เพื่อให้ได้ผลผลิตทั้งปี มีการเตรียมดินก่อน
คุณนิทัศน์และคุณโสภา สุขแสนโชติ หรือพี่ตุ๋ยและพี่ต้อย หันเหจากอาชีพรับราชการออกมาจับอาชีพเกษตรกรรมอย่างจริงจัง ศึกษาค้นคว้าทำมาหลายอย่างแต่มาจบที่องุ่นไร้เมล็ด คุณนิทัศน์เข้าเรียนเกษตรที่จังหวัดน่านเมื่อปี 2518 รุ่น 38 จบประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ภูมิลำเนาเดิมเป็นคนพะเยา เมื่อจบการศึกษาทางด้านเกษตรก็สอบเข้ารับราชการเมื่อปี 2523 ในตำแหน่งเจ้าพนักงานการเกษตร 2 วนเวียนอยู่ในจังหวัดพะเยา ระหว่างรับราชการก็ได้ศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ตำแหน่งสุดท้ายคือนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ และตัดสินใจลาออกก่อนเกษียณในปี 2557 ส่วนคุณโสภาหรือพี่ต้อย ภูมิลำเนาเดิมเป็นคนแม่จัน จังหวัดเชียงราย เข้าเรียนที่เกษตรจังหวัดน่านในปี 2518 รุ่น 38 เหมือนกัน แต่เรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) แล้วออกมารับราชการที่สถานีประมงน้ำจืด จังหวัดพะเยา ระหว่างรับราชการก็ศึกษาต่อจนจบปริญญาตรีเช่นกัน และลาออกก่อนเกษียณในปี 2557 ตามพี่ตุ๋ย ตำแหน่งสุดท้ายคือ หัวหน้ากลุ่มบริหารจัดการด้านประมง สำนักงานประมงจังหวัดพะเยา ข้อมูลทางวิชาการ จากองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่
อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ถือเป็นทำเลที่ได้เปรียบทางด้านเกษตรกรรม เพราะเป็นพื้นที่ตั้งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำน่านและยม ซึ่งเป็นแหล่งการเกษตรที่สำคัญของจังหวัด ในวาระที่เดินทางไปอำเภอบางระกำนี้เอง เราได้มีโอกาสได้รู้จัก คุณสมปอง พงษ์ศักดิ์ศรี ซึ่งอดีตเคยรับราชการอยู่ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง.กระทั่งภายหลังเกษียณ ท่านได้กลับมาบ้านเกิดเลขที่ 99 หมู่ 15 ตำบลบางระกำ อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก อีกครั้งเพื่อทำในสิ่งที่ตัวเองรักและชอบมากที่สุดในชีวิต นั่นคือการปลูกต้นไม้ จนนำมาสู่การสร้างสวนผลไม้และไม้ดอกไม้ประดับที่ให้ชื่อว่า “สวนสมปอง” ในพื้นที่ขนาด 23 ไร่ ภายในสวนสมปองที่มองดูสะอาดสะอ้าน ถูกออกแบบจัดวางพันธุ์ไม้ต่างๆ ทั้งไม้ผล ไม้ดอก ไม้ประดับ อย่างเป็นระเบียบ พร้อมแต่งเติมความสมบูรณ์ทางธรรมชาติด้วยการขุดบ่อน้ำขนาดใหญ่ 2 ไร่ลึก 4 เมตร สำหรับเลี้ยงปลาหลายชนิด อีกทั้งบริเวณโดยรอบพื้นที่ทั้งหมดถูกปลูกด้วยต้นมะพร้าวเป็นแถวแนวราวกำแพงทางธรรมชาติ คุณสมปองในวัย 70 กว่าปี กับบุคลิกและอัธยาศัยที่เรียบง่ายกล่าวแบบเป็นกันเองว่า เป็นคนที่ชอบต้นไม้มาตั้งแต่เด็ก ทั้งนี้อาจเพราะถูกปลูกฝังจา
มะขามหวานพันธุ์ตาแป๊ะ หรือ ประกายทอง มีถิ่นกำเนิดที่บ้านโป่งตาเบ้า ต.ชนแดน อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ลักษณะประจำพันธุ์ เปลือกของลำต้นเรียบสีน้ำตาล เกล็ดเล็กสีของเปลือกเป็นสีเทาอ่อน ไม่ขาวนวลทรงต้นเป็นพุ่มกลม ใบหนามีสีเขียวเข้มปลายใบตัดหยัก ยอดอ่อนสีเขียวอมเหลืองดอกมีสีเหลืองอ่อนออกดอกใต้ใบเป็นพวงฝักมีขนาดใหญ่ กลม ฝักดิ่ง ยาวตรง (โค้งเล็กน้อย) เปลือกบางผิวเรียบเป็นสีน้ำตาลทอง รสชาติหวานจัด กลิ่นหอม เนื้อนุ่มมีลักษณะเป็นทรายสีน้ำผึ้งออกทรายแดง เมล็ดเล็ก เยื่อหุ้มเมล็ดบาง ออกดอกเดือนพฤษภาคม สามารถเก็บเกี่ยวฝักได้ประมาณปลายเดือนธันวาคม ข้อเสียเปลือกบาง อ่อนแอต่อการเข้าทำลายของเชื้อราหลังการเก็บเกี่ยวการเก็บฝักต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ หากเปลือกแตกจำทะให้เสียราคา ฝักมะขามมีรก 3-4 เส้นต่อฝักทำให้รับประทานยาก และเนื่องจากเป็นมะขามที่มีฝักขนาดใหญ่ และติดฝักดกสม่ำเสมอจึงต้องให้ปุ๋ยอย่างเพียงพอเพื่อไม่ให้รสชาติเปลี่ยนแปลง ผศ. พีระศักดิ์ ฉายประสาท (ผู้อำนวยการสถานวิจัยเพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร) กล่าวว่า
บิดา มารดา คุณอัษฎางค์ สีหาราช เป็นชาวไร่ชาวนาที่จังหวัดขอนแก่น ด้วยความยากลำบากของอาชีพเกษตรกรรมจึงต้องการให้ลูกชายหลุดพ้นจากวงจรความทุกข์ของชาวนาไทย เป็นเจ้าคนนายคน ซึ่งคุณอัษฎางค์ ก็ไม่ทำให้บิดา มารดา ผิดหวัง โดยสามารถเข้ารับราชการเป็นนักพัฒนาชุมชนได้ แต่ด้วยความที่คุณอัษฎางค์เป็นคนมีอุดมการณ์ของตนเอง มีความต้องการเป็นอิสระ ทำให้อยู่ในระบบราชการได้เพียง 5 ปี ต้องลาออกมาทำอาชีพรับเหมาก่อสร้าง เมื่อปี พ.ศ. 2540 เกิดปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ไม่สามารถทำอาชีพรับเหมาก่อสร้างเช่นเดิมได้ จึงเดินทางไปเริ่มเป็นเกษตรกรมือใหม่ที่ตำบลคอรุม อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นบ้านของภรรยา โดยเริ่มจากการปลูกข้าว หลังจากได้ลงมือปลูกข้าว คุณอัษฎางค์ พบว่า มีปัญหา 3 เรื่อง ที่เกษตรกรมักประสบ เรื่องแรกคือ ชาวนาต้องพึ่งพาปัจจัยจากภายนอกเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะเรื่องน้ำมันและสารเคมี เรื่องที่สองคือ ภัยธรรมชาติ ภัยแล้ง กับแมลงระบาด และเรื่องที่สามคือ ราคา เมื่อนำข้าวไปขายเกษตรกรไม่สามารถเป็นผู้ตั้งราคาเองได้ รวมทั้งผลพวงจากโรคต่างๆ ที่ส่งผลร้ายต่อสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภค เมื่อเป็นเช่นนี้คุณอัษฎางค์จึ
มะคาเดเมีย มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ออสเตรเลีย แต่มีนักธุรกิจชาวสหรัฐอเมริกา นำไปพัฒนาต่อยอดที่เกาะฮาวาย มะคาเดเมีย ชื่อดั้งเดิมคือ แมคคาเดเมีย ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติ แก่ มร. แมคคาดัม ชาวสก๊อตแลนด์ ด้วยท่านได้ทุ่มเทให้กับมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น แห่งออสเตรเลีย อย่างเต็มความสามารถ สำหรับประเทศไทยนำเข้ามาทดลองปลูกในปี พ.ศ. 2496 จากฮาวาย มีการวิจัยพันธุ์มาอย่างยาวนาน ระยะแรกไม่ประสบความสำเร็จ จนกระทั่งเมื่อ ปี พ.ศ. 2515 สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เริ่มพัฒนาการวิจัยอย่างจริงจังอีกครั้งหนึ่ง จนในที่สุด กรมวิชาการเกษตรได้รับรองพันธุ์มะคาเดเมียให้เป็นพันธุ์แนะนำ จำนวน 3 พันธุ์ คือ พันธุ์เชียงใหม่ 400 เป็นพันธุ์เบา ทรงต้นขนาดเล็ก เปลือกผลบาง มีเนื้อใน 34-42 เปอร์เซ็นต์ เหมาะสำหรับปลูกบนที่สูง 400 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลางขึ้นไป พันธุ์เชียงใหม่ 700 ทรงต้นตั้งตรง ขอบใบเป็นหนามมาก ผลใหญ่ กะลาบาง มีเนื้อผล 32-39 เปอร์เซ็นต์ ปลูกให้ผลดีบนที่สูง จากระดับน้ำทะเลปานกลาง 800 เมตร ขึ้นไป พันธุ์เชียงใหม่ 1000 ทรงต้นเป็นพุ่มกลม ให้เนื้อใน 34-38 เปอร์เซ็นต์ การเจริญเติบโตและให้ผลม
หลายคนคงจดจำความอร่อยของตำนาน “ส้มบางมด” ได้ขึ้นใจ ความจริง ส้มบางมดก็คือ ส้มเขียวหวาน อยู่ในตระกูลส้มแมนดาริน นิยมปลูกแพร่หลายมาตั้งแต่สมัยอดีต มีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไปในแต่ละท้องถิ่น เช่น ส้มกำนันจุล ส้มเพชรบูรณ์ ส้มสีทองจังหวัดน่าน ส้มศรีสัชนาลัย ส้มบางมด ส้มรังสิต ส้มกลุ่มนี้คือ ส้มเขียวหวานทั้งหมด แต่ปลูกในระดับอุณหภูมิที่ไม่เหมือนกัน ช่วงกลางคืนกับช่วงกลางวัน มีอุณหภูมิแตกต่างกันประมาณ 14 องศาเซลเซียส ผลส้มจะสร้างสีที่เข้มขึ้น สังเกตส้มเขียวหวานที่ปลูกในพื้นที่ภาคเหนือจะมีสีผิวเข้มกว่าส้มที่ปลูกทางตอนใต้ สาเหตุที่ต้นส้มที่ปลูกในพื้นที่ภาคกลาง ถูกเรียกว่า “ส้มเขียวหวาน” เพราะเป็นผลส้มแก่ที่มีเปลือกสีเขียวและมีรสหวาน เนื่องจากพื้นที่ภาคกลางไม่มีความแตกต่างด้านอุณหภูมิ (ช่วงกลางวัน-กลางคืน) เหมือนกับต้นส้มที่ปลูกในพื้นที่ภาคเหนือนั่นเอง ส่วนส้มสายน้ำผึ้ง หรือส้มโชกุน ความจริงเป็นต้นส้มเขียวหวานที่กลายพันธุ์ไป เมื่อนำต้นส้มเขียวหวานไปปลูกในพื้นที่ภาคเหนือ ผลส้มก็กลายเป็นสีเหลือง เมื่อนำต้นส้มไปปลูกที่หาดใหญ่ ชุมพร ซึ่งอุณหภูมิไม่ต่างกัน ผลส้มมีเปลือกเป็นสีเขียว ถูกเรียกว่า ส้มโชกุ
คุณต้น สันติคม ศรีเจริญ ศิษย์เก่าวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีร้อยเอ็ด ตามโครงการ “เรียนฟรี อยู่ประจำ ทำโครงการ” สำเร็จการศึกษา ตั้งปี 2549 เป็นเจ้าของฟาร์มทางจังหวัดชลบุรี “ศรีเจริญฟาร์ม” วันนี้สำนึกรักบ้านเกิด งานผ้าป่าที่โรงเรียนหินกองวิทยาคาร ตำบลหินกอง อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด คิดถึงลุงวัชรินทร์ เขจรวงศ์ ที่เคยสนับสนุนการประชาสัมพันธ์ สมัยท่าน ผอ.เกรียงศักดิ์ ศิลป์ประสิทธิ์ ได้ข่าวว่าตอนนี้เป็นเกษตรอำเภอสุวรรณภูมิ จึงเรียนเชิญเยี่ยมแปลงไร่นาสวนผสม “เกษตรทฤษฎีใหม่” แปลงต้นแบบ รายได้หลักแสนบาทต่อปี มีรายได้ รายวัย รายสัปดาห์ รายเดือน รายปี ต้น ขับรถยนต์นำหน้า จากปากทางข้างเทศบาลตำบลหินกอง มีซุ้มประตูบอกว่า “บ้านหนองสระ” ประมาณ 2 กิโลเมตร เข้าไปถึงไร่นาสวนผสมเกษตรทฤษฎีใหม่ คุณลุงอ่อนสา-คุณป้านิ่มนวล ชุมวัน สามีภรรยาให้การต้อนรับ ที่บ้านเลขที่ 69 ม.9 บ้านหนองสระ ตำบลหินกอง อำเภอสุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด โทร.084-8265759 บนพื้นที่ 6-2-0 ไร่ มีซุ้มทางเข้าเตรียมปลูก ฟัก แฟง ถั่วฝักยาว บวบ แตง ลุงอ่อนสา เล่าให้ฟังว่า ที่นี่มีการจัดการตามรูปแบบไร่นาสวนผสมตามแนวพระราชดำริฯ เกษตรทฤษฎี
เดือนกันยายนผ่านมาแล้วก็ผ่านไปทุกๆ ปี แต่สำหรับข้าราชการน้อยใหญ่ในเมืองไทย ทุกคนรู้กันดีว่าสิ่งที่จะไปพร้อมๆ กับการสิ้นสุดของเดือนกันยายนก็คือ ข้าราชการที่อายุถึง 60 ปี ต้องลาจากภาระการงานด้วยการเกษียณ ไม่ว่าตำแหน่งจะเล็กใหญ่ หน้าที่การงานจะสำคัญเพียงใด คำว่า “เกษียณ” ก็รอคอยข้าราชการและผู้ที่ทำงานให้รัฐทุกท่านอยู่ แต่ชีวิตหลังเกษียณจะดำเนินไปอย่างไรก็แล้วแต่การวางแผนและการปรับตัวของผู้เกษียณแต่ละท่าน บทความชิ้นนี้จึงขอนำเสนอชีวิตหลังเกษียณของอดีตข้าราชการที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก รับใช้ประเทศและคนไทยมาทั่วทิศ ตามไปดูว่าชีวิตหลังเกษียณของท่านจะเป็นอย่างไร จุดเริ่มต้นกับ 38 ปีของชีวิตข้าราชการ พาท่านมารู้จักกับ คุณสุพจน์ เที่ยงน้อย ข้าราชการบำนาญของกระทรวงมหาดไทย อดีตข้าราชการที่บุกเบิกงานในชนบทมาหลายพื้นที่ทั่วประเทศ คุณสุพจน์เริ่มต้นเล่าให้ฟังว่า “หลังจากผมเรียนจบจากก่อสร้างอุเทนถวาย (ปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลวิทยาเขตภาคตะวันตก อุเทนถวาย) และวิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ (ปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลวิทยาเขตเทคนิคกรุงเทพ) ผมก็สอบบรรจุได้และเริ่มต้นรับราชการตั้งแต่อาย
