พืชทำเงิน
โดยทั่วไปการผลิตปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยอินทรีย์ต้องพลิกกลับกอง เพื่อนำออกซิเจนให้กับจุลินทรีย์ใช้ย่อยสลายทางชีวภาพ ซึ่งการพลิกกลับกองต้องใช้แรงงานและสิ้นเปลืองเวลา คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้พัฒนานวัตกรรมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบไม่พลิกกลับกอง ที่เรียกว่าวิธี “วิศวกรรมแม่โจ้ 1” โดยใช้เวลาผลิตปุ๋ยเพียง 60 วัน สามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงและมีค่าตามมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ของกรมวิชาการเกษตร พ.ศ. 2551 ที่ไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อสิ่งแวดล้อม คือไม่ก่อให้เกิดกลิ่น น้ำเสีย และแมลงวัน ปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตได้จะเบา นุ่ม และไม่มีกลิ่น มีคุณภาพเหมือนกับที่ผลิตด้วยระบบกองเติมอากาศทุกประการ หัวใจสำคัญของการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ด้วยวิธีนี้ คือ ต้องรักษาความชื้นภายในกองปุ๋ยให้มีความเหมาะสมอยู่เสมอตลอดเวลาทั้งภายในและภายนอกกองปุ๋ยด้วยวิธีการ 2 ขั้นตอนข้างต้น บริเวณใดที่แห้งเกินไปหรือแฉะเกินไปจุลินทรีย์จะไม่สามารถย่อยสลายได้ ทำให้วัสดุไม่ย่อยสลาย กระบวนการอาจใช้เวลานานถึง 6 เดือนถึง 1 ปีก็ได้ ขั้นตอนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ “วิศวกรรมแม่โจ้ 1” 1. นําฟางข้าวหรือเศษข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 4 ส่วน วางเป็นชั้นบางๆ ส
สับปะรดตราดสีทอง จัดเป็นสับปะรดกลุ่มควีน (Queen) ลักษณะเด่นภายนอก คือ ขอบใบที่ต้นและขอบใบที่จุกผลมีหนามสั้นๆ แหลมคม ทรงโค้งสีน้ำตาลแดง ผลเป็นรูปทรงกระบอก ผิวเปลือกเมื่อแก่สุกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้มหรือเหลืองส้ม มีความหวาน 16-20 บริกซ์ กลิ่นหอมมาก เนื้อสีเหลืองเข้ม เนื้อและไส้กรอบ เนื้อแห้งไม่ฉ่ำน้ำ เนื้อมีเส้นใยอ่อนนุ่ม เคี้ยวไม่ติดฟัน ตาใหญ่ ร่องตาลึก เปลือกหนาตาลึก ทนทานต่อการขนย้าย ปลูกให้เป็น ทุนไม่สูง สับปะรดทนทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศที่ฝนไม่มากเกินไป ความต้องการน้ำปานกลาง ไม่มากเท่าไม้ผล โรคแมลงศัตรูก็ไม่ค่อยมี ที่สำคัญสับปะรดเป็นพืชที่สามารถกำหนดแผนการผลิตได้ค่อนข้างแน่นอน จัดเป็น programe crop ได้จริง สามารถกำหนดวันปลูก เก็บเกี่ยวได้ กระจายการผลิตได้ตลอดปี มีความแน่นอน แผนการผลิตและเก็บเกี่ยวจะผิดพลาดไม่มาก สับปะรดตราดสีทองยังมีอายุการเก็บเกี่ยวนับแต่วันที่บังคับการออกดอกเพียง 135 วัน ซึ่งเร็วกว่าพันธุ์ปัตตาเวีย 15-20 วัน บังคับการออกดอกง่าย คือจะออกดอก 95-100 เปอร์เซ็นต์ โดยใช้สารบังคับดอกเพียง 1 ครั้ง เท่านั้น ให้จำนวนหน่อที่มากกว่า ซึ่งจะเป็นรายได้ของเกษตรกรอีกทางหนึ่ง นอกจากนี
นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านได้รับเกียรติจาก สำนักงานเกษตรอำเภอท่าม่วง โดย นางสาวกวินทรากานต์ มาลัยทองแก้วสุภา เกษตรอำเภอท่าม่วง และ นางสาวสายชล พ่วงคำมี นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ พาไปเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรในพื้นที่ตำบลท่าตะคร้อ อำเภอท่าม่วง ได้แก่ สวนไม้ตัดดอกเขตร้อน ของ คุณประเสริฐ ลมพัด ประธานกลุ่มไม้ตัดดอกเขตร้อนกาญจนบุรี และ สวนโกโก้ ของ คุณโอภาส เกษตรสวนเพชร ด้าน นางสาวกวินทรากานต์ มาลัยทองแก้วสุภา เกษตรอำเภอท่าม่วง กล่าวว่า สำนักงานเกษตรอำเภอท่าม่วง ได้รับนโยบายจากกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่สนับสนุนให้เกษตรกรผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยตามระบบการจัดการคุณภาพหลักปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) แบบเดียวกับหลักการเศรษฐกิจพอเพียงของรัชกาลที่ 9 ที่มุ่งใช้ทรัพยากรที่มีของตัวเองให้เกิดประโยชน์สูงสุด ได้ผลผลิตสูง คุ้มค่ากับการลงทุน โดยยึดหลักการตลาดนำการผลิต เช่น สวนไม้ตัดดอกเขตร้อนของ คุณประเสริฐ ลมพัด และ สวนโกโก้ ของ คุณโอภาส เกษตรสวนเพชร ซึ่งเกษตรกรทั้งสองรายกำลังดึงเรื่องการท่องเที่ยวเชิงเกษตร เข้ามาเป็นรายได้เสริมเลี้ยงตัวเองและยังเปิดโอกาสให้ชาวบ้านในชุม
ภาวะเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองขณะนี้ ใครจะไปคาดคิดว่า จะยังคงพบเห็นมีเกษตรกรทำการเกษตร ท่ามกลางเมืองใหญ่ๆ อย่างจังหวัดปทุมธานี และอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ที่รายล้อมไปด้วยห้างสรรพสินค้า อาทิ ศูนย์แสดงสินค้าเมืองทองธานี ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ศูนย์กลางขนส่งสินค้าการเกษตรตลาดสี่มุมเมือง รังสิต และศูนย์กลางสินค้าเบ็ดเตล็ดตลาดพูนทรัพย์ และโรงงานอุตสาหกรรมใหญ่ๆ อีกมากมาย ที่อยู่รายล้อม ผู้เขียนอาศัยอยู่คอนโดฯ เมืองทองธานี เมื่อถึงเวลาเข้าออกต่างจังหวัดขึ้นเหนือ ล่องไปอีสาน จะใช้เส้นทางนี้อยู่เป็นประจำ จากถนนติวานนท์ตัดออกถนนเลี่ยงเมืองรังสิต และมุ่งหน้าสู่ต่างจังหวัดต่อไป ทุกครั้งที่ขับรถผ่านทีไรก็จะเห็นแปลงผักร่องสวนเป็นทิวแถวแนวยาวเตะตาให้อยากเข้าไปสัมผัส นึกอยู่ในใจว่า แปลงผักร่องสวนเกษตรที่ว่านี้คงจะต้องเป็นของมหาเศรษฐีที่มีใจรักวิถีการทำเกษตรอย่างแน่นอน เพราะที่ดินใจกลางเมืองเศรษฐกิจติดกับกรุงเทพฯ อย่างปากเกร็ด นนทบุรี และอำเภอเมืองปทุมธานี มีราคาที่สูงมากๆ สามารถนำไปให้เช่าทำโรงงาน ทำห้างสรรพสินค้า หรือว่าทำบ้านจัดสรร ซึ่งน่าจะทำเงินได้มากกว่าการปลูกพืชผักทำการเกษตรกรรม
ช่วงนี้หลายท่านคงคุ้นหน้าคุ้นตากับ “ไข่ผำ” พืชเม็ดเล็กๆ สีเขียวๆ กันพอสมควร หรือถ้าใครยังไม่เคยเห็นไม่เคยรู้จักก็จะได้รู้จักมากขึ้นจากโซเชียลมีเดียต่างๆ เพราะตอนนี้กระแสของพืชจิ๋วแต่แจ๋วอย่างไข่ผำกำลังมาแรง อุดมไปด้วยคุณประโยชน์มากมาย โปรตีนสูง นับเป็นพืชอาหารแห่งอนาคตที่ไม่ควรมองข้าม ในด้านการเพาะเลี้ยงสามารถทำได้หลายรูปแบบ ทั้งการเพาะเลี้ยงในกะละมัง บ่อดิน บ่อพลาสติก และเพาะเลี้ยงในระบบปิดแนวตั้ง ซึ่งหากใครต้องการเพาะเลี้ยงเพื่อต่อยอดเชิงพาณิชย์ ว่ากันว่าการเพาะเลี้ยงในระบบปิดแนวตั้งจะตอบโจทย์ที่สุด เพราะมีกระบวนการเพาะเลี้ยงสะอาด และได้มาตรฐาน ส่วนข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรตามมาหาคำตอบกัน คุณณัฐ-ณัฐวุฒิ จันทร์เรือง ชาวสวนรุ่นใหม่ไฟแรง อดีตวิศวกรเคมี ผู้พัฒนาเลี้ยงผำเชิงอุตสาหกรรม ด้วยวิธีการเลี้ยงในระบบปิดแนวตั้ง เพื่อให้ได้ผำที่สะอาด มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน สู่การสร้างมูลค่า คุณณัฐ เล่าว่า ตนเองก็เป็นอีกหนึ่งคนที่มีความสนใจในการเพาะเลี้ยงไข่ผำสร้างรายได้ ซึ่งจุดเริ่มต้นเกิดจากความสนใจในลักษณะของไข่ผำ ที่มีลักษณะเป็นพืชเม็ดเล็กๆ สีเขียวๆ สีสันสวยงาม นำไปสู่การค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมทำให้
ลำไย เป็นหนึ่งในไม้ผลทำเงินที่ขายดีในยุคนี้ ต้นลำไยมักให้ผลผลิตในช่วงฤดู ตั้งแต่เดือน มิถุนายน – กันยายนของทุกปี แต่ลำไยรุ่นนี้ มักเสี่ยงเจอปัญหาผลผลิตล้นตลาดและขายในราคาถูก หากใครอยากขายลำไยได้ราคาสูง ต้องผลิตลำไยนอกฤดู ออกขายในช่วงเทศกาลตรุษจีน เพราะตลาดมีปริมาณความต้องการสูง มีโอกาสขายทำกำไรได้ก้อนโต เนื่องจากลำไย เป็นผลไม้มงคลที่คนจีนนิยมใช้เซ่นไหว้เจ้าและไหว้บรรพบุรุษในช่วงเทศกาลตรุษจีนนั่นเอง การทำลำไยนอกฤดู แต่ละรอบ ต้องใช้เวลาวางแผนการผลิตล่วงหน้ากันข้ามปี โดย 4-5 เดือนแรก ต้องเตรียมตัวดูแลตัดแต่งกิ่งบำรุงต้น หลังจากราดสารจนถึงช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต ต้องใช้เวลาดูแลอีก7 เดือนเต็ม ซึ่งช่วงเวลาปีเศษ ในการเฝ้าบำรุงรักษาลำไยนอกฤดู ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหากสวนลำไยเจอโรคแมลงรบกวน ผลผลิตเสียหาย เสี่ยงกับการขาดทุนได้ ดังนั้น เกษตรกรผู้ปลูกลำไยจึงควรเรียนรู้โรค-แมลงศัตรูพืชสำคัญในสวนลำไย รวมทั้งแนวทางป้องกัน เพื่อควบคุมปัจจัยเสี่ยงจากปัญหาขาดทุนในอนาคต แมลงค่อมทอง แมลงค่อมทอง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hypomeces squamosus Fab. มักเข้าทำลายกัดกินใบอ่อนและดอกลำไย ทำให้ต้นลำไยเ
มะพร้าวน้ำหอม เป็นสินค้าที่ตลาดมีการขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะตลาดในประเทศจีน จึงเป็นสินค้าที่คนจีนนิยมบริโภค และตลาดใหญ่ๆ อีกแห่งที่ตามมาคือ ตลาดในสหรัฐอเมริกา ถือเป็นตลาดใหญ่ไม่แพ้กัน เพราะผู้ที่ชื่นชอบดื่มน้ำมะพร้าวเล็งเห็นถึงคุณค่าทางโภชนาการที่จะได้รับ จึงนิยมบริโภคมากขึ้น ณ เวลานี้มะพร้าวจึงเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการทำสวนมะพร้าวในหลายๆ พื้นที่ของประเทศไทย เกษตรกรได้มีการปรับตัวมากขึ้น เพื่อให้ผลผลิตอย่างมะพร้าวที่ส่งออกไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศมีคุณภาพ เกษตรกรบางรายมีการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาปรับใช้มากขึ้น จึงช่วยให้การทำสวนมะพร้าวในยุคนี้มีความสะดวกสบายมากขึ้น และได้ผลผลิตที่ตรงตามความต้องการของตลาดอีกด้วย คุณบวร ศาลาสวัสดิ์ อยู่บ้านเลขที่ 138 หมู่ที่ 3 ตำบลท่านัด อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เป็นเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมก้นจีบ บนเนื้อที่ 10 ไร่ มีต้นมะพร้าวอยู่ ประมาณ 400 ต้น เรียกง่ายๆ ว่า เป็นผู้คร่ำหวอดในเรื่องการปลูกมะพร้าวกันเลยทีเดียว จากความสำเร็จที่เกิดขึ้นจึงทำให้การปลูกมะพร้าวเป็นงานที่สร้างรายได้ให้กับเขาได้เป็นอย่างดี คุณบวร เล่าให้ฟั
การปลูกอ้อยให้ได้ผลผลิตที่ดี อ้อยลำใหญ่อวบอ้วน ความหวานสูง น้ำหนักดี โดยทั่วไปเกษตรกรจะใส่ปุ๋ยประมาณ 2-3 ครั้งต่อฤดูปลูก โดยใส่ปุ๋ยรองพื้นพร้อมอ้อยปลูกช่วยให้รากแข็งแรง หรือใส่หลังจากเก็บเกี่ยวอ้อยประมาณ 1-2 เดือน สำหรับอ้อยตอ เพื่อช่วยให้แตกกอและหน่อเติบโต อ้อยอายุ 4-5 เดือน เป็นช่วงที่กำหนดขนาดและน้ำหนักของลำอ้อยเป็นช่วงที่อ้อยเจริญเติบโตเร็วที่สุด เป็นระยะสร้างน้ำตาล/แต่งหน้า เน้นธาตุไนโตรเจนสูง ส่วนระยะเพิ่มผลผลิต ใส่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 เพื่อช่วยให้อ้อยลำใหญ่ และน้ำหนักที่สมบูรณ์ เมื่อโลกเปลี่ยนการทำไร่อ้อยก็เปลี่ยนตาม “คุณดนัย ข่ายคำ” อดีตวิศวกรหนุ่มวัย 35 ปี ใช้นวัตกรรมปุ๋ย CRF ปุ๋ยคุณภาพสูงจากญี่ปุ่น ใส่ครั้งเดียวคุ้ม เติมพลังอ้อยนานถึง 9 เดือนครบทุกช่วงการเจริญเติบโต ตั้งแต่แตกกอ ย่างปล้อง สะสมน้ำตาล ลำอ้อยใหญ่ยาว ค่า C.C.S. สูง อ้อยน้ำหนักดี ได้ผลกำไรมากขึ้น เปิดใจเรียนรู้ “นวัตกรรมปุ๋ย” คุณดนัยสืบทอดอาชีพการทำไร่อ้อยจากรุ่นพ่อแม่ ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกอ้อยกว่า 320 ไร่ อยู่ในพื้นที่อำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ปลูกอ้อยตอ ที่เหลือ 100 ไร่ เป็นอ้อยปลูกใหม่ สายพ
ผลิตภัณฑ์แปรรูปข้าวเหนียวสู่ข้าวเม่าของเกษตรกร ก่อเกิดความน่าสนใจทางด้านของผลกำไรที่เพิ่มพูน จากการให้สัมภาษณ์ของ คุณอุดม พรมลี และ คุณพิกุล โนน้อย อยู่บ้านเลขที่ 130/5 บ้านโนนม่วง ตำบลราษฎร์เจริญ อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ทั้งสองให้ข้อมูลว่า ได้นำความรู้จากบรรพบุรุษมาประยุกต์ใช้ในการแปรรูปข้าวเหนียวเป็นข้าวเม่า ก่อเกิดรายได้ที่เพิ่มขึ้น ถือเป็นการต่อยอดจนเกิดประโยชน์สูงสุดจากการเก็บเกี่ยวผลผลิต เดิมอาชีพของคุณพิกุล และคุณอุดม คือเป็นเกษตรกรปลูกข้าวโดยทั่วไป ในพื้นที่ทำกิน 30 ไร่ ภายหลังได้มีการแปรรูปเพื่อก่อเกิดรายได้อีกช่องทางหนึ่ง…เป็นการนำเอาข้าวเหนียวที่เก็บเกี่ยวได้มาแปรรูปเป็นข้าวเม่า ซึ่งทั้ง 2 ท่าน ได้แปรรูปผลผลิตและนำมาจัดจำหน่ายเป็นระยะเวลา กว่า 2 ปี โดยให้เหตุผลในการทำข้าวเม่าครั้งนี้ว่า “รายได้ดี สามารถนำมาแปรรูปได้ ถ้าขายเป็นข้าวสารหรือข้าวเปลือกในตอนนี้ก็จะได้ในราคาที่ถูก ก็เลยแปรรูปมาเป็นข้าวเม่า โดยความรู้นำมาจากปู่ย่าตายายตั้งแต่สมัยใช้สากตำ เหยียบครกกระเดื่อง แต่เดี๋ยวนี้ใช้เป็นสายพานมอเตอร์ ทุกอย่างผ่านมอเตอร์หมด” คุณอุดม บอก มีการนำข้าวเหนียว กข6 ม
แตงโม มีวิตามินและแร่ธาตุที่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง เป็นไม้เถาเลื้อย ขอบใบหยัก ลำต้นมีขน ดอกสีเหลือง ผลกลมและกลมรี เกษตรกรแขวงกระทุ่มราย เขตหนองจอก ได้ปลูกแตงโมพืชเศรษฐกิจสำคัญเป็นพืชหมุนเวียนหลังการเก็บเกี่ยวข้าวหรือฤดูแล้ง ในโครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลายฤดูนาปรังช่วยทำให้โครงสร้างดินดีมีคุณภาพ หรือเพื่อการยกระดับรายได้ นำไปพัฒนาคุณภาพชีวิตสู่ความมั่นคง คุณจันทิรา บวรรัตนสุภา เกษตรกรุงเทพมหานคร สำนักงานเกษตรพื้นที่กรุงเทพมหานคร เล่าให้ฟังว่า สภาพพื้นที่กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ราบลุ่ม มีพื้นที่การเกษตร 120,450 ไร่ เกษตรกร 7,032 ครัวเรือน พืชที่สำคัญ ได้แก่ พื้นที่ทำนา 87,397 ไร่ เกษตรกร 3,328 ครัวเรือน กล้วยไม้ 1,514 ไร่ เกษตรกร 243 ครัวเรือน ไม้ดอกไม้ประดับรวมสนามหญ้า 488 ไร่ เกษตรกร 94 ครัวเรือน พืชผัก 2,188 ไร่ เกษตรกร 658 ราย และอื่นๆ สถานการณ์ปัจจุบัน เกษตรกรจะปลูกพืชเชิงเดี่ยว ใช้วิธีการแบบเดิมๆ มีความเสี่ยงกับดินฟ้าอากาศผันแปร ผลผลิตที่ได้รับไม่คุ้มทุนหรือมีความเสี่ยงด้านการตลาด จึงส่งผลกระทบต่อรายได้ที่ทำให้ไม่มั่นคงต่อการยังชีพ ก้าวสู่วิถีใหม่ ตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา สำนั
