เกษตรรอบด้าน

กางแผนจัดการน้ำ “เมืองโคราช ”น้ำกินน้ำใช้ต้องพอเพียงและทำการเกษตรได้อย่างยั่งยืน

ปัจจุบัน จังหวัดนครราชสีมา อาศัยแหล่งน้ำจากเขื่อนใหญ่ 4 แห่ง เพื่อการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ และใช้ในภาคการเกษตร ประกอบด้วย เขื่อนลำตะคอง อำเภอสีคิ้ว เป็นแหล่งน้ำหลักของชุมชนเมืองโคราช รวมทั้งพื้นที่อำเภอปากช่อง สีคิ้ว และสูงเนิน  เขื่อนลำพระเพลิง อำเภอปักธงชัย  ที่เหลืออีก  2แห่งคือ เขื่อนมูลบนและเขื่อนลำแชะ ตั้งอยู่ใน อำเภอครบุรี

ผลกระทบจากวิกฤตโลกรวน ทำให้สภาพภูมิอากาศแปรปรวน ฝนไม่ตกตามฤดูกาล ประกอบกับ เขื่อนลำตะคองอยู่ในพื้นที่ของเขตเงาฝน ส่งผลให้มีปริมาณน้ำต้นทุนไหลเข้าเขื่อนลดลงสวน ทางกับปริมาณความต้องการใช้น้ำของชาวโคราชที่มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกปี ที่ผ่านมาเทศบาลนครนครราชสีพยายามแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำโดยดึงปริมาณน้ำดิบ จากเขื่อนลำแชะ มาใช้ในการผลิตน้ำประปา ทำให้มีน้ำใช้สำหรับอุปโภคบริโภคอย่างเพียงพอ

 ถึงเวลาปรับปรุง “เขื่อนลำแชะ ”  

โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำแชะ ได้ก่อสร้างและส่งน้ำช่วยเหลือเกษตรกรมาตั้งแต่พ.ศ. 2542 จนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลาเกือบ  30 ปี เนื่องจากการใช้งานต่อเนื่องยาวนาน รวมทั้งผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการใช้ประโยชน์ที่ดินที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ทำให้ระบบส่งน้ำเดิมบางส่วนชำรุดเสียหาย เกิดการสูญเสียน้ำในระบบ และส่งผลให้พื้นที่เกษตรกรรมตอนท้ายน้ำประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างต่อเนื่อง  และพื้นที่บางส่วนยังประสบปัญหาอุทกภัยและการระบายน้ำ


เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรน้ำให้สอดรับกับความต้องการในปัจจุบัน กรมชลประทานได้วางแผนปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำแชะ  สำหรับมาตรการใช้สิ่งก่อสร้างแบ่งเป็น 10  กลุ่มโครงการ  ครอบคลุมการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ทั้งมาตรการผันน้ำเติมระบบคลองชลประทาน ก่อสร้างอาคารบังคับน้ำและระบบผันน้ำจากฝายบ้านแชะ ฝายบ้านไผ่ 1 และสถานีสูบน้ำบ้านไร่ เพื่อดึงน้ำจากลำแชะและแม่น้ำมูลเข้ามาเติมในคลองสายหลัก ลดภาระการใช้น้ำจากเขื่อนลำแชะโดยตรง รวมทั้งซ่อมแซมและปรับปรุงโครงสร้างเดิม เช่น ซ่อมแซมดาดคอนกรีตคลองส่งน้ำที่ชำรุดรวม 38.5 กิโลเมตร และปรับปรุงคลองส่งน้ำที่มีปัญหาตกท้องช้างหรือท้องคลองสูง เพื่อให้ส่งน้ำไปถึงปลายคลองได้อย่างทั่วถึง โดยจะขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีการพัฒนาระบบโทรมาตรและ IoT (Internet of Things) ซึ่งมีการติดตั้งห้องควบคุม 1 แห่ง สถานีรอง 4 แห่ง และสถานีสนาม 10 แห่ง เพื่อตรวจสอบและบริหารจัดการน้ำแบบเรียลไทม์ แม่นยำ และประหยัดกำลังคน

นอกจากนี้ยังเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและบรรเทาอุทกภัย โดยขุดลอกลำแชะที่ตื้นเขินรวม 6 ช่วง ระยะทาง 17 กิโลเมตร ปรับปรุงท่อลอดคลองส่งน้ำที่กีดขวางทางน้ำหลาก รวมถึงปรับปรุงคลองส่งน้ำ 33L-RMC เชื่อมสู่แม่น้ำมูล เพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัย และเพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการน้ำ พร้อมทั้งเสริมสร้าง ความเข้มแข็งของกลุ่มผู้ใช้น้ำ เพื่อร่วมกันบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อโครงการปรับปรุงนี้แล้วเสร็จ จะสร้างผลประโยชน์ครอบคลุมในหลายมิติ ทั้งด้านการเกษตรจะมีพื้นที่ชลประทาน 98,467 ไร่ ที่ได้รับน้ำอย่างยั่งยืนและทั่วถึงมากขึ้น ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่ต้นน้ำและท้ายน้ำ ในด้านอุปโภค-บริโภคสร้างความมั่นคงให้กับระบบประปาหมู่บ้าน ประปาเทศบาล และการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) สาขาครบุรี นครราชสีมา และเฉลิมพระเกียรติ รองรับความต้องการใช้น้ำในอีก 20 ปีข้างหน้า สำหรับด้านภัยแล้งและอุทกภัยจะบรรเทาความเสียหายจากน้ำท่วมขังในพื้นที่ริมลำแชะในฤดูน้ำหลาก และเพิ่มปริมาณน้ำสำรองไว้ใช้ในช่วงวิกฤตภัยแล้ง การปรับปรุงโครงการฯ ลำแชะในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การซ่อมแซมโครงสร้างคอนกรีต แต่เป็นการเติมระบบอัจฉริยะและการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อให้พี่น้องชาวโคราชมีน้ำกินน้ำใช้ และทำการเกษตรได้อย่างมั่งคั่งและยั่งยืน

พร้อมรับมือภัยธรรมชาติ

 นายพงศ์ฤทธิ์ ชื่นอารมณ์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำแชะ จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า โครงการฯ ลำแซะของเราเป็นเขื่อนขนาดใหญ่มีความจุ  275 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันถูกใช้งานมาร่วม  30 ปีแล้ว อาคารบังคับน้ำและคลองส่งน้ำบางส่วนชำรุดทรุดโทรม ขณะเดียวกันการใช้ประโยชน์พื้นที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้คลองส่งน้ำทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาปรับปรุงโครงการให้มีประสิทธิภาพกลับมาเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือดีกว่าเดิม  ซึ่งบริษัทที่ปรึกษาได้เสนอให้มีการดึงน้ำฝนที่ตกท้ายเขื่อนลำแซะที่ไหลลงแม่น้ำมูล ดึงน้ำส่วนนี้กลับเข้ามาเติมในระบบชลประทาน เพื่อประหยัดน้ำต้นทุนจากเขื่อน  ในเบื้องต้นได้จัดประชุมเกษตรกรผู้รับน้ำในพื้นที่อำเภอครบุรี และโชคชัยได้รับทราบแผนงานโครงการ ในระยะ  4 -5 ปีข้างหน้าจะดำเนินงานในรูปแบบใดบ้าง

วัตถุประสงค์หลักของการสร้างเขื่อนลำแชะ คือบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร ในพื้นที่ชลประทาน  9.8 หมื่นไร่  เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้น้ำเพื่อการทำนาเป็นหลัก รองลงมาคือ ปลูกอ้อย และมันสำปะหลังบางส่วน ระยะหลังเกษตรกรเริ่มมีการปรับเปลี่ยนที่นา มาปลูกพืชที่มีมูลค่าสูง คือ ทำสวนทุเรียน  ทุกวันนี้ อำเภอครบุรี มีพื้นที่ปลูกทุเรียนเยอะขึ้น

นอกจากสนับสนุนการใช้น้ำเพื่อการเกษตรแล้ว เขื่อนลำแซะยังจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคในชุมชน เพื่อจัดทำประปาหมู่บ้าน นอกจากนี้ แต่ละหมู่บ้านจะมีสระรับน้ำ ใช้อุปโภคบริโภคในช่วงฤดูแล้ง  นอกจากนี้เขื่อนลำแซะทำหน้าที่จัดส่งน้ำให้สถานีผลิตน้ำเฉลิมพระเกียรติ(ท่าช้าง) การประปาส่วนภูมิภาคสาขานครราชสีมา 

“ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เขื่อนลำตะคองมีปริมาณน้ำค่อนข้างน้อย ทุกวันนี้ เทศบาลนครราชสีมาจึงหันมาใช้น้ำจากเขื่อนลำแซะเป็นหลัก เพื่อนำไปผลิตน้ำประปาให้กับเทศบาล นอกจากนี้ เขื่อนลำแซะยังปล่อยน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ ลงสู่แม่น้ำมูล นอกจากนี้ หากได้รับการร้องเรียนจากเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งหอยปูปลาในแม่น้ำมูลหรือลำแซะ ประสบปัญหาน้ำน้อย ทางเขื่อนก็จะส่งน้ำไปช่วยแก้ปัญหาตามคำร้องขอของเกษตรกร ”

ทุกวันนี้ การทำนาปี เกษตรกรไม่มีปัญหาขาดแคลนน้ำ หากปีไหน เขื่อนลำแซะเก็บกักน้ำมากถึง 80%  ก็มีศักยภาพสนับสนุนน้ำให้เกษตรกรทำนาปรังได้  6-8 หมื่นไร่ แต่หากปีไหน เขื่อนลำแซะมีน้ำน้อย  ก็จะเก็บสำรองน้ำไว้  ไม่ปล่อยน้ำให้เกษตรกรทำนาปรัง  

ที่ผ่านมา พื้นที่การเกษตรในโซนนี้ ไม่เคยประสบปัญหาอุทกภัยรุนแรง แม้เจอฝนตกติดต่อกัน 2- 3 วันก็ระบายน้ำได้หมด อย่างไรก็ตาม ทางโครงการฯ ก็วางแผนป้องกันอุทกภัยไว้ล่วงหน้า หากเกิดกรณีฝนตกหนัก น้ำในเขื่อนจำเป็นต้องระบาย พื้นที่ด้านล่างของเขื่อนก็มีปริมาณน้ำเยอะอยู่แล้ว ทางโครงการวางแผนบายพาสน้ำผ่านคลองส่งน้ำ คือ คลอง 33 แอลลงแม่น้ำมูลโดยตรง ทำให้น้ำไม่ผ่านอำเภอครบุรีเลย  วิธีนี้ช่วยลดผลกระทบช่วงท้ายน้ำ และเพิ่มการระบายน้ำให้เร็วขึ้น

แนะเลื่อนฤดูทำนา “ ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ”

“ ในภาวะปกติ ฝนมักตกในช่วงเดือนกรกฎาคม – สิงหาคมแต่เนื่องจากในปีนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญเอลนิโญ ทำให้ฝนตกน้อย เจอสภาวะอากาศร้อน ดินแห้งหมดเลย หากทำนาช่วงนี้ เสี่ยงเจอวิกฤตฝนทิ้งช่วง ขอแนะนำให้เกษตรกร ปลูกข้าวช่วงวันแม่ เก็บเกี่ยวในช่วงวันพ่อ จะได้ผลผลิตที่ดีตามที่ต้องการ     ”

สำหรับเกษตรกรที่ทำเกษตรเชิงเดี่ยว กรมชลประทานเสนอให้เกษตรกรลองปรับเปลี่ยนแนวคิดหันมาปลูกพืชที่หลากหลาย เช่น ขุดสระเลี้ยงปลา ปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย หรือปลูกพืชที่มีมูลค่าสูงเพื่อเป็นแนวทางสร้างรายได้หรือโอกาสทางการตลาดให้มากขึ้นกว่าเดิม   อย่างเช่น การปลูกทุเรียน ไม้ผลทำเงินที่กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในอำเภอครบุรี 

Related Posts