How to
เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2568 คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม จัดงานเปิดตัวโครงการ “BUSWORK” อย่างยิ่งใหญ่ ท่ามกลางนักศึกษากว่า 1,000 คน และผู้ประกอบการจากเครือข่าย DNAbySPU ที่เข้าร่วมอย่างคับคั่ง ถือเป็นการประกาศความพร้อมของมหาวิทยาลัยในการทรานส์ฟอร์มระบบการศึกษา จาก “ห้องเรียน” สู่ “สนามอาชีพจริง” อย่างแท้จริง “มหาวิทยาลัยในวันนี้ ต้องไม่เป็นแค่ที่เรียน แต่ต้องเป็นสนามที่เริ่มต้นอาชีพได้จริง” เป็นประโยคแรกที่ ผศ.ดร.ธีรศานต์ สหัสสพาศน์ Founder of BUSWORK และผู้อำนวยการหลักสูตร DNAbySPU ผู้อยู่เบื้องหลังแนวคิด BUSWORK กล่าวเปิดตัว BUSWORK Community ที่รวมพลังนักศึกษากว่า 4,000 คน เพื่อรับงาน Freelance ด้านการตลาด คอนเทนต์ และโฆษณา ควบคู่ไปในขณะเรียน BUSWORK คืออะไร? “BUSWORK” มาจากคำว่า BUS (คณะบริหารธุรกิจ – Business Administration) + WORK (งานจริง รายได้จริง) เป็น Community ที่รวบรวม นักศึกษากว่า 4,000 คน จากคณะบริหารธุรกิจ ที่มีความสามารถด้าน Advertising, Digital Marketing, Content Creation, Live Commerce, Voi
พูดถึงธุรกิจค้าปลีกที่ประสบความสำเร็จ หนึ่งในนั้นคือ มูจิ ประเทศไทย (MUJI) ที่สามารถคว้ารางวัรล Retail Asia Awards จากเวทีใหญ่ในประกาศรางวัลด้านธุรกิจ ซึ่งจัดขึ้นโดย Charlton Media Group ประเทศสิงคโปร์ เพื่อยกย่องแบรนด์ค้าปลีกที่มีความเป็นเลิศในด้านความสำเร็จ และนวัตกรรมในอุตสาหกรรมค้าปลีกทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยในปี 2568 มูจิ ประเทศไทย ได้รับรางวัลในสาขา Brand Store of The Year – Thailand ที่คัดเลือกแบรนด์ร้านค้าปลีก ในรูปแบบร้านค้าจริง (Physical Stores) ซึ่งโดดเด่นในด้านการดำเนินงานและการมอบประสบการณ์เหนือความคาดหมายให้กับลูกค้า โดยประเมินจากความมุ่งมั่นในการให้บริการลูกค้า ความสะดวกสบาย และประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ดี ซึ่งรวมถึงปัจจัยต่างๆ เช่นความสวยงามของร้านค้า การจัดวางสินค้า มารยาทและการบริการของพนักงาน และความพึงพอใจโดยรวมของลูกค้า นายอกิฮิโร่ คาโมการิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มูจิ รีเทล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา มูจิ ประเทศไทย มุ่งมั่นที่จะเป็นแบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์สามัญประจำบ้านในใจคนไทย ซึ่งการได้รับรางวัล Brand Store of The Year –
ทำธุรกิจ ใครๆ ก็อยากให้เติบโต เราก็มักมุ่งเน้นไปที่เรื่องการตลาด การขาย แต่เรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันคือ “การมีระบบ” ผมเชื่อว่ามีหลายคนที่กำลังเผชิญสถานการณ์อยากให้โต แต่ทำไมไม่ยอมโต เลยหยิบเอาเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟังครับ เรื่องของ “ระบบ” ที่หลายคนมองข้ามไป และเข้าใจว่า ทุกวันนี้ที่ทำงานกันอยู่ ถ้าไม่มีระบบ แล้วจะอยู่รอดมาได้อย่างไร นั่นก็จริงอยู่ครับ แต่…สิ่งที่กำลังทำอยู่ อาจเป็นเพียงระบบพื้นฐาน ที่ธุรกิจทั่วไปเขาก็ต้องทำ ต้องปฏิบัติเป็นปกติ คือถ้าไม่มีกระทั่งระบบพื้นฐาน คงจะเละเทะจนธุรกิจล่มสลายไปนานแล้ว แต่ระบบ ที่อยากเล่าให้ฟังคือ ระบบ ที่ช่วยให้การทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายง่ายขึ้น และสามารถส่งต่อระบบนี้ ไปสร้างความเติบโตให้กับธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น ระบบ ที่ผมกำลังหมายถึง มีหน้าตาประมาณนี้ครับ ลองจินตนาการตามนะครับ เป็นกระบวนการทำงาน ที่ง่าย รวดเร็ว สามารถถ่ายทอดให้ทุกคนทำตามในแบบเดียวกัน โดยไม่ต้องมาเสียเวลานั่งคิดว่า ฉันควรเริ่มต้นทำอะไรดี งานบางอย่างมีความสลับซับซ้อน และต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบ การปล่อยให้คนมีประสบการณ์เท่านั้นที่ทำได้ เพราะเขามีวิธีคิดว่าต้องจัดการก
เชื่อไหมครับว่า AI ฉลาดตามระดับ “ราคา” ผมว่าทุกท่านคงรู้อยู่แล้ว และเชื่ออยู่แล้ว ว่า AI ที่เราใช้กันอยู่นั้น จะฉลาดหลักแหลมมากขึ้น “ถ้าเราจ่ายเงิน” ยิ่งจ่ายแพง ยิ่งฉลาด แต่เมื่อเดือนก่อนครับ มีโพสต์หนึ่งที่แชร์กันว่อนโซเชียล เป็นเรื่องของผู้ใช้ AI ChatGPT ท่านหนึ่ง ที่แคปภาพหน้าจอมาแชร์ให้เห็นชัดๆ ว่า “ยกเลิกการใช้” พร้อมเนื้อความที่บรรยายมายาวพอสมควรว่า หลังจากใช้งานแบบเสียเงินมาเกือบ 2 ปี พบว่า มีการปรับราคาแพ็กเกจใหม่ ที่แพงขึ้น แต่ความคุ้มค่า “ลดลง” ทั้งยังมีความจุกจิกในเงื่อนไขการใช้งานบางอย่าง ที่ถูกลิมิตเอาไว้ด้วย บทสรุปคือ “ยกเลิก” ตัดญาติขาดมิตรกันไป แล้วยังแนะนำ Product ของคู่แข่งให้อีกมากมายหลายยี่ห้อ ทั้งแนะนำว่าควรเลือกใช้แบบตัวไหนถนัดอะไร ใช้ทำงานอย่างนั้น แนะนำมาทั้ง Claude, Perplexity, Midjourney, Dall-E3, Gemini ฯลฯ หลังจากย้ายค่าย ย้ายความคิด สิ่งที่ได้คือ ทำงานได้คล่องตัว เร็วขึ้นกว่าเดิม แม้จะมีค่าใช้จ่าย ซึ่งปกติก็ต้องจ่ายอยู่แล้ว แต่ความสะดวกคล่องตัวในการทำงานเป็นเรื่องสำคัญกว่า ไม่ใช่เรื่องแปลก อย่างที่เรารู้ๆ กัน AI จะฉลาดหลักแหลม คิดเก่ง คิดเร็วขึ้น ถ้าเรายอม
ในยุคที่การแข่งขันบนตลาดอีคอมเมิร์ซไม่เพียงแต่ดุเดือดในแง่ของความ ‘ถูก’ แต่ยังรวมถึงความ ‘คุ้มค่า’ และ ‘คอนเทนต์’ ที่กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการมัดใจนักช้อปมือโปร จากรายงานของ Thailand E-Commerce Trends 2025 คาดการณ์ว่า ตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยปี 2568 จะมีมูลค่าสูงถึง 1.07 ล้านล้านบาท และเติบโตถึง 7% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนถึงโอกาสทองที่นักการตลาดไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเจาะกลุ่ม Gen Z ที่มีประชากรถึง 20% ของประเทศ ซึ่งกำลังก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลบนสมรภูมิอีคอมเมิร์ซที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ผู้เล่นที่เข้าใจความต้องการของกลุ่มนี้ และสามารถวางกลยุทธ์การตลาดที่ตอบโจทย์พฤติกรรมการเสพคอนเทนต์ของ Gen Z ได้ก่อน ก็จะมีโอกาสมัดใจและดึงกำลังซื้อจากกลุ่มนี้ไป ดังนั้น คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ ‘จะขายอะไรให้ Gen Z’ แต่เป็น ‘จะขายยังไงให้มัดใจ Gen Z ได้อยู่หมัด’ ในวันที่ผู้บริโภคกลุ่มนี้ไม่ได้ตัดสินใจซื้อสินค้าจากแค่ ‘ราคา’ อีกต่อไป ล่าสุด Kantar (คันทาร์) บริษัทวิจัยชั้นนำด้านข้อมูลเชิงลึกและที่ปรึกษาทางการตลาดระดับโลก เผยผลวิจัยฉบับใหม่ ในหัวข้
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ‘Marketing Funnel’ หรือ แนวคิดทางการตลาดแบบเดิม ที่เคยใช้ดูเส้นทางของลูกค้า ตั้งแต่การเริ่มรู้จักแบรนด์ ไปจนถึงการตัดสินใจซื้อ เริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เพราะการเข้ามาของเทคโนโลยีดิจิทัลที่รวดเร็ว การเติบโตของโซเชียลมีเดีย และความคาดหวังของผู้บริโภคที่อยากได้ประสบการณ์เฉพาะตัวมากขึ้น ทำให้พฤติกรรมการซื้อของคนยุคนี้ไม่เป็นเส้นตรงแบบเดิมอีกต่อไป กรอบการตลาดแบบเดิม เลยเปลี่ยนจาก ‘กรวย’ มาเป็น ‘วงจร’ ที่หมุนไปเรื่อยๆ หรือที่เรียกว่า Infinity Loop เพราะลูกค้าอาจกลับมาเจอแบรนด์ในจุดใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ด้วยผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้แค่รับสารจากแบรนด์เฉยๆ อีกต่อไป แต่พวกเขามีส่วนร่วมกับแบรนด์มากขึ้น ผ่านหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น การดูคอนเทนต์ การพูดคุย หรือแชร์ประสบการณ์ของตัวเองบนโซเชียลมีเดีย เช่น ลูกค้าอาจเจอสินค้าจากคลิปใน TikTok ดูรีวิวใน Google หรือถามความคิดเห็นจากเพื่อนในกลุ่ม Facebook ก่อนตัดสินใจซื้อ ทุกวันนี้ ขั้นตอนแรกอย่าง การสร้างการรับรู้ (Awareness) ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ครั้งเดียว แต่เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นตลอดเวลา เพราะผู้บริโภคเจอกับแบรนด์ผ่านหลายช่องทาง ทั้ง
เบื้องหลังเรื่องราวสุดบ้าคลั่งนั้น…ไม่ใช่แค่กล้า/บ้า แต่ มีประเด็นให้ขบคิด โดยเฉพาะคนทำธุรกิจ เอสเอ็มอีเจ้าของกิจการ ร้านค้าทั้งหลาย เป้าหมายอาจไม่ทะเยอทะยานไปไกลถึงขั้น “ยูนิคอร์น” แต่ในระหว่างทางตั้งแต่เริ่มต้น ไปจนตั้งไข่ธุรกิจนั้น ซีรีส์ “สงคราม ส่งด่วน” ให้แง่คิดที่เอาจริงๆ ก็อิงอยู่กับหลักการด้านการตลาดและการบริหารจัดการนั่นแหละ ขุด/ขูดอะไรออกมาได้บ้างมาดูกัน – Incentive ไม่มีอะไรศักดิ์สิทธิ์ไปกว่า เงิน/ผลตอบแทน ที่กระตุ้นให้คนตาลุกวาว และพร้อมทุ่มทุกอย่างเข้าแลก ซีนที่ สันติชาเลนจ์ให้ทีมเซลส์ขายให้ได้มากกว่าเขาแล้วเอาไปเลย 3 แสน หรือการระดมคนโดยบอกให้พนักงานยกโทรศัพท์ขึ้นมาโทรเรียกพ่อแม่ พี่น้อง ญาติ ลูกหลาน ระดมมาเข้าสายพานและกับค่าตัวหัวละ 1,000 บาท นั่นแหละ แน่นอนที่สุด – SWOT จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส อุปสรรค ยังเป็นเครื่องมือมองตัวเอง มองคู่แข่ง ไตร่ตรองโอกาสและปัจจัยแวดล้อมที่ไม่เคยล้าสมัย ไม่ใช่แค่เป็นซีนโรแมนติกแบบ เขียนชาร์ตบนกระจกรถเท่านั้น (แต่เอาจริงดูแล้วก็แอบเขิน) – Differentiates VS Me too คำถามที่สำคัญเสมอ นั่นคือ สินค้าเหมือนกัน บริการเหมือนกัน รับ
ในโลกของธุรกิจ “ความเร็ว ความลับ และความไว้ใจ” คือสิ่งที่ทุกองค์กรยึดถือ ซึ่งซีรีส์ ‘สงคราม ส่งด่วน’ Mad Unicorn ซีรีส์ไทยแนวธุรกิจ ได้สอดแทรกเนื้อหาบทเรียนอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการนำเสนอเรื่องราวของศัตรูในคราบมิตร หรือที่เรียกว่า ‘หนอนบ่อนไส้’ ผ่าน 2 ตัวละคร อย่าง ลีนุกซ์ และ นิพนธ์ หัวหน้าคลังพัสดุ คนในที่ทำทีเป็นพวก แต่กลับขายความลับให้กับฝั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัว มากกว่าการมีคู่แข่งเสียอีก ปล. ข้อความหลังจากนี้อาจจะเป็นการสปอยล์เนื้อหาให้คุณได้ “หนอนบ่อนไส้” ในบริษัท Thunder Express มี ‘หนอน’ ที่ซ่อนอยู่ในองค์กรทั้งหมด 2 ตัว หนอนตัวแรก คือ ‘ลีนุกซ์’ โปรแกรมเมอร์ที่นำความลับทางการค้าของบริษัทไปเปิดเผยให้กับบริษัทคู่แข่ง เธอเปิดเผยข้อมูลแคมเปญ ‘Next Day’ ที่จะชิงความร่วมมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ แต่กลับถูกลอกเลียนไปโดยไม่ทันตั้งตัว ถึงแม้ว่าแคมเปญจะถูก Copy ไป แต่ Thunder Express ก็สามารถฝ่าฟันวิกฤตตรงส่วนนี้มาได้ แต่ทว่า ลีนุกซ์ยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น เธอกลับถูกบริษัทคู่แข่งสั่งให้ทำสิ่งที่ร้ายแรงที่สุด นั่นคือ การกด Reset ระบบสายพานในคลังสินค้า ทำให้กร
“พริกแกงไทย” ว่ากันว่าสืบเชื้อสายมาจากเครื่องแกงของเปอร์เซีย ซึ่งมีอิทธิพลมาถึงเครื่องแกงอินเดีย ไทย และประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บรรพบุรุษ ปู่ย่าตายายของไทย ท่านได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ตัด ปรับ เติม โน่นนิดนี่หน่อย จนพริกแกงไทยกลายเป็นเอกลักษณ์ของอาหารไทย จากพริกแกงพื้นฐานนี้ ปรับ เติมอีกหน่อย ได้เป็นอาหารไทยในหลายรูปแบบ แกงคั่ว แกงเผ็ด ผัดเผ็ด ยำพริกแกง หมก นึ่ง ปิ้ง ทอด เป็นน้ำจิ้มหมูสะเต๊ะก็ยังได้ พริกแกงแบบชาวบ้านขอแค่มี พริกแห้ง หอม กระเทียม ตะไคร้ กะปิ ก็ตำพริกแกงได้แล้ว ให้ครบเครื่องขึ้นมาหน่อยเพิ่ม รากผักชี ข่า ผิวมะกรูด (ปอกให้ติดสีขาวแต่น้อย มันจะขม) พริกไทย ได้เครื่องแกงคั่วเต็มสูตร พริกแห้งที่ใช้ พริกเม็ดใหญ่หรือพริกชี้ฟ้าแห้งเลือกสีแดงๆ เอาเม็ดออก หั่นชิ้นเล็กแล้วแช่น้ำ อันนี้เอาสีแดงของเครื่องแกง ส่วนความเผ็ดใช้พริกขี้หนูแห้ง เผ็ดแค่ไหนตามใจ เครื่องแกงที่ใส่เยอะหน่อยเป็น หอมแดง กระเทียม ตะไคร้ ตัวอื่นใส่อีกอย่างละหน่อย ขาดไม่ได้คือ กะปิ ตามนี้เรียก “พริกแกงคั่ว” คือเวลาทำแกงเราเอาพริกแกงคั่วไปคั่วกับหัวกะทิ ให้กะทิแตกมันดึงเอาสีและความหอมจากเครื่องพริกแกงออกมาถ
คำถามยอดฮิตของผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่ว่า “จะหาลูกค้าจากไหน?” ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่องบการตลาดมีจำกัด ผศ.ดร.กฤตินี เพิ่มทรัพย์ อาจารย์พิเศษภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้คำแนะนำจากรายการ Innovative Wisdom ของ Chula Radio Plus ว่าแบรนด์เล็กๆ ไม่จำเป็นต้องใช้งบมหาศาลไปกับโฆษณา แต่ควรเน้นที่การสร้าง “ความว้าว” ให้กับลูกค้า เพื่อนำไปสู่การบอกต่อและการเติบโตอย่างยั่งยืน เมื่อตำราการตลาดใหญ่ใช้ไม่ได้กับแบรนด์เล็ก ตำราการตลาดที่เราคุ้นเคยอย่าง IMC (Integrated Marketing Communications) หรือการสื่อสารทางการตลาดอย่างบูรณาการ ที่รวมการโฆษณา, PR, โซเชียลมีเดีย, การขายตรง, Blogging หรือต้องดูว่าจะต้องไปเผยแพร่ที่ช่องทางไหน จ้างอินฟลูเอนเซอร์หรือ KOL เป็นใคร รู้สึกว่าต้องมีอะไรให้ทำเยอะมาก หรือแม้แต่ 5A Model ของปรมาจารย์ฟิลิป คอตเลอร์ (Philip Kotler) จะพูดถึงการทำแบรนด์ว่า ในการสื่อสารออกไปจะต้องมี 5A Model คือ อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 โมเดลล้วนเป็นโมเดลที่เหมาะกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีงบประมาณและกำลังคนมหาศาล แต่สำหรับผู้ประกอบการ
