Exclusive
เปิดสูตรความสำเร็จ Olio Pasta จากอาชีพเสริม สู่พาสต้ายอดฮิตย่านปิ่นเกล้า ยอดขายพุ่ง 1,000 กล่อง/วัน จากจุดเริ่มต้นที่อยากหาอาชีพเสริม จึงเกิดไอเดียทำเป็นธุรกิจเล็กๆ โดยเปิดเป็นร้านสปาเกตตีเสิร์ฟในสไตล์ข้าวราดแกง วางขายเป็นถาดๆ ให้ในปริมาณที่เยอะ ซอสฉ่ำ ล้นกล่อง ราคาหลักสิบ จนกระทั่งมีเพจดังมารีวิว ทำให้เหมือนพลิกชีวิตสร้างยอดขายได้ 1,000 กล่องต่อวัน วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณโอ๋-ธมนณัท ก๋งอุบล เจ้าของธุรกิจ Olio Pasta (โอลิโอ้ พาสต้า) ร้านสปาเกตตีสุดไวรัลที่ตลาดอินดี้ปิ่นเกล้า จากอาชีพเสริมสู่ธุรกิจหลัก แต่เดิมคุณโอ๋เคยทำธุรกิจคาเฟ่และโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษที่แม่กลองมาก่อน แต่ทว่าต้องย้ายเข้ามาในกรุงเทพฯ เพราะลูกสาวต้องเข้ามาเรียนต่อในระดับชั้นมัธยม เธอจึงต้องมาทำงานประจำอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่ง จนเมื่อเวลาผ่านไปกระทั่งลูกสาวอยู่ชั้นมัธยมปลาย ทำให้คุณโอ๋มีเวลาว่างมากขึ้นและเริ่มมองหารายได้เสริม โดยโอกาสก็เข้ามาแบบไม่คาดคิด เมื่อหลานของเธอที่เปิดร้านขายมะพร้าวอยู่ตลาดอินดี้ปิ่นเกล้า และให้เธอเข้าไปช่วยดู ทำให้เธอมองเห็นช่องทางการขาย ว่าตลาดนี้น่าจะทำอาชีพเสริมได้
หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับภาพกาแฟที่ปลูกในภาคเหนือหรือภาคใต้ของไทย แต่รู้หรือไม่ว่า “นครราชสีมา” ก็สามารถปลูกกาแฟที่มีรสชาติดีเช่นกัน เพราะรสชาติของกาแฟนั้นไม่ได้มีสูตรตายตัว ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน ซึ่งคาแร็กเตอร์ของกาแฟที่วังน้ำเขียว มีทั้งหมด 5 รสชาติ ได้แก่ เปรี้ยว ฝาด หวาน มัน และขม วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีโอกาสได้พูดคุยกับ คุณปกรณ์ เตชสิทธิ์วรโชติ อดีตเด็กนิเทศที่ผันตัวมาทำธุรกิจกับเพื่อน แต่เกิดวิกฤตเป็นหนี้หลายสิบล้าน จนกระทั่งได้มาเจอกับพื้นที่วังน้ำเขียว และตั้งใจอยากจะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ โดยปัจจุบันคุณปกรณ์เป็นประธานเครือข่ายโอทอป อำเภอวังน้ำเขียว และประธานรัฐวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกกาเเฟวังน้ำเขียว เเละเจ้าของกิจการโรงคั่วกาเเฟ วังน้ำเขียว ที่เปิดมาแล้วกว่า 15 ปี จุดเริ่มต้นกาแฟแดนอีสาน คุณปกรณ์จบการศึกษาด้านนิเทศศาสตร์ และได้ทำงานในวงการสื่ออยู่ประมาณ 2 ปี จากนั้นได้ผันตัวมาทำธุรกิจร่วมกับพาร์ตเนอร์ชาวจีน กระทั่งในปี พ.ศ. 2554 เกิดวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ หลายธุรกิจทยอยปิดตัวลง รวมถึงกิจการของเขาด้วย จึงทำให้เกิดหนี้ 40-50 ล้านบาท แต่ในช่วงเวลาที่เริ่มหมดหวังนั้น เ
“ร้านเช่าหนังสืออยู่ไม่ได้ เพราะว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป เปลี่ยนแบบตัดตอน ร้านเช่าหนังสือต่างค่อยๆ ทยอยเลิกกันไปหมด พอมีอินเทอร์เน็ต ก็มีทางที่ได้อ่านเร็วขึ้น เปอร์เซ็นต์ที่คนอ่านจากในนั้นเยอะ ลูกค้าเริ่มลดน้อยถอยลง กระทั่งสำนักพิมพ์ยังขายยากขึ้นกว่าเก่า” ย้อนไปในยุคที่โลกของอินเทอร์เน็ตยังไม่แพร่หลาย หรือพูดง่ายๆ ว่า เป็นเรื่องที่ไกลตัวกับชีวิตประจำวันของผู้คน กิจกรรมยามว่างของใครหลายๆ คนในขณะนั้น คือการอ่านหนังสือ บ้างก็อ่านการ์ตูน บ้างก็อ่านนิยาย จากความต้องการจึงส่งต่อมาเป็นธุรกิจเช่าหนังสือ ลุงใหญ่-อิทธิเดช เรืองพานิชภิบาล วัย 73 ปี เจ้าของร้านเช่าหนังสือลุงใหญ่ ที่เปิดบริการมาตั้งแต่ปี 2521 จวบจนปัจจุบันนี้ก็ราว 47 ปี ถ้าเป็นอายุของคน คงจะโตจนมีครอบครัวไปเสียแล้ว ร้านเช่าหนังสือของลุงใหญ่ จากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน คงผ่านเรื่องราวต่างๆ นานา ถ้าจะถ่ายทอดออกมาเป็นหนังเรื่องหนึ่งคิดว่าเห็นจะได้ ลุงใหญ่ บอกว่า สภาพร้านในวันแรกจนถึงวันนี้ ไม่มีอะไรเปลี่ยน หากจะมีก็คงจะเป็นบรรยากาศร้านที่ดูเงียบเหงา และอีกอย่างคงจะเป็นป้ายชื่อร้านที่หลุดออกมาแล้วยังไม่ได้ติดกลับไป เชื่อว่านัก
ในครัวเล็กๆ ของ “บ้านไอซ์” ร้านอาหารใต้ย่านประชาชื่น คือห้องเรียนแรกให้เด็กชายคนหนึ่งหัดปรุงเมนู นั่นคือจุดเริ่มต้นของ “เชฟไอซ์-ศุภักษร จงศิริ” ผู้เติบโตมากับรสมือและคำสอนของคุณย่าที่บอกเขาว่า “ใช้ของดี ทำให้ดีที่สุด อย่าโกหกลูกค้า” แม้วันหนึ่งเขาจะเดินทางไกลไปเรียนต่อด้านสถาปัตย์ แต่เส้นทางชีวิตกลับพาเขากลับมายืนในครัวอีกครั้ง และพาร้าน “Sorn (ศรณ์)” ร้านที่เปิดตามความฝัน ทำด้วยความรัก และปรุงด้วยความพิถีพิถันจากวัตถุดิบที่คัดสรรมาจากภาคใต้ของไทย คว้ารางวัลมิชลิน 3 ดาวมาได้สำเร็จ เส้นทางของ เชฟไอซ์ เชฟไอซ์ในวัย 7 ขวบ เริ่มต้นปรุงเมนูประเภทต้ม เพราะทำได้ง่ายที่สุด แม้ในตอนนั้นจะต้องยืนบนลังพลาสติกเพื่อให้สูงพอยืนหน้าเตา “ตอนเด็กๆ รู้ว่าคุณพ่อจะกลับบ้าน ผมก็เตรียมบางอย่างไว้ แล้วรอดูว่า คุณพ่อทานแล้วบอกอร่อย เหมือนทำให้คนที่เรารัก พอโตขึ้นเราก็รักเพื่อน เพื่อนจะมาบ้าน เราก็ทำอาหารให้ พวกสปาเกตตี ราเมน เมนูจากการ์ตูนญี่ปุ่นที่อ่านเจอ พอเพื่อนชมว่าอร่อย เราก็ดีใจ แต่ผมก็ไม่เคยคิดว่าจะมาประกอบอาชีพ และมาถึงทุกวันนี้นะ” ห้องเรียนที่สองของเชฟไอซ์ คือมหาวิทยาลัยในบอสตัน สหรัฐอเมริกา&nbs
เปิดตำนานความอร่อย! จาก “บ้านไอซ์” สู่ “ศรณ์” ร้านอาหารไทยร้านแรกที่ได้ มิชลิน 3 ดาว ศรณ์ คือร้านอาหารไทยร้านแรกที่ได้ มิชลิน 3 ดาวปีล่าสุด แต่รู้หรือไม่ว่า จริงๆ แล้วเจ้าของร้าน “ศรณ์” คือ เชฟไอซ์-ศุภักษร จงศิริ เจ้าของและผู้บริหารร้านอาหาร “บ้านไอซ์” ซึ่งเปิดสาขาแรกตรงประชานิเวศน์ 1 เมื่อกว่า 30 ปีมาแล้ว โดยปัจจุบันมีสาขาทั่วกรุงเทพฯ เช่น ทองหล่อ, เซ็นทรัล ลาดพร้าว, ไอคอนสยาม, เมกาบางนา ฯลฯ ร้านอาหาร “บ้านไอซ์” คือร้านอาหารใต้ที่ก่อตั้งโดย คุณศุภวัฒน์ จงศิริ (คุณพ่อ) ผู้ใช้นามปากกา “ศุภักษร” สร้างผลงานเขียนทั้งนิยายวัยรุ่น สร้างภาพยนตร์วัยรุ่น เป็นออร์แกไนเซอร์จัดงานพิธีเปิดกีฬาระดับประเทศ และในระดับนานาชาติ อย่าง ซีเกมส์ ทั้งคุณพ่อ และ เชฟไอซ์ ต่างไม่เคยศึกษาด้านการทำอาหาร แต่ใช้สูตรอาหารใต้ที่บ้านไอซ์ โดยเริ่มต้นมาจากคุณย่าที่ชอบปรุงอาหาร จึงได้นำสูตรนั้นมาค่อยๆ ปรับจนร้านโด่งดัง บวกกับลีลาการนำเสนอด้วยตามสไตล์ของคุณพ่อศุภวัฒน์ จงศิริ ที่ถ่ายทอดออกมาในแต่ละเมนู จนทำให้ร้านกลายเป็นที่รู้จักนั่นเอง ล่าสุดวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ในงานประกาศรางวัล MICHELIN GUI
รู้หรือไม่ว่า? ประเทศไทยมี “บ่อขยะ” กว่า 1,800-2,000 แห่ง และขยะที่เราทิ้งไปนั้นไม่ได้หายไปไหน แต่กำลังสร้างภาระมหาศาล ทั้งในแง่ของผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิต สารเคมีที่ย้อนกลับเข้าสู่ร่างกายเราผ่านอาหาร และตัวเลขค่าใช้จ่ายที่นำขยะไปทิ้งที่หลุมฝังกลบของ กทม. ที่สูงถึง 7,000 ล้านบาทต่อปี “ปัญหาขยะ” เกิดจากปริมาณขยะที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อน ส่งผลกระทบทั้งต่อมลพิษทางดิน น้ำ และอากาศ โดยสาเหตุหลักเกิดจากพฤติกรรมเล็กๆ ในชีวิตประจำวันของมนุษย์ ที่นับวันยิ่งทำให้ขยะในเมืองไทยทวีความรุนแรงมากขึ้น ในคอลัมน์ #Sustainablity ‘เส้นทางเศรษฐีออนไลน์’ จะพาไปพูดคุยกับ คุณก้อง-ชณัฐ วุฒิวิกัยการ จากคนที่เคยทิ้งขยะทุกอย่างรวมกันในถังเดียว สู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ กับบทบาทครีเอเตอร์สายรักษ์โลก เจ้าของช่อง Kong GreenGreen (ก้อง กรีนกรีน) เปลี่ยนมุมมอง ปรับพฤติกรรมใหม่ แต่เดิม ‘ก้อง กรีนกรีน’ เป็นคนหนึ่งที่ทิ้งขยะทุกอย่างอยู่ในถังเดียวกัน แต่มีครั้งหนึ่งเขาไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ ที่นั่นมีกฎว่าต้องแยกขยะทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น กล่องนม ขวดพลาสติก ขวด
“ย้อยหย่อย” คือร้านขนมไทยฟิวชัน คูหาเล็กๆ อยู่ในตัวเมืองจังหวัดนครปฐม ที่อบอวลด้วยความหอมหวานของกะทิและความตั้งใจของคนทำ ล่าสุด “ย้อยหย่อย” ได้รับการคัดเลือกให้เป็น “ของดีนครปฐม” อย่างเป็นทางการ โดยคณะกรรมการหอการค้าจังหวัดนครปฐม เห็นตรงกันว่า เป็นกิจการที่โดดเด่นทั้งรสชาติ รูปลักษณ์ และบรรยากาศอันอบอุ่น ทำให้ลูกค้าอยากมาเยือน สำหรับเจ้าของเรื่องราว คอลัมน์ #FamilyBIZ ครั้งนี้ คือ คุณออม–โชติกา ถิระกิตติกุล เชฟสาวผู้เติบโตมาในครอบครัวค้าขายลอดช่อง ฐานะปานกลาง เคยฝันอยากเป็นแอร์โฮสเตส ไม่เคยนึกภาพตัวเองว่าจะมาทำขนมหรือเปิดร้านอาหารเหมือนแม่ และพ่อแม่เองรู้ดีว่าเส้นทางนี้อาจเหนื่อยจนลูกไม่ควรต้องเจอ จึงไม่เคยผลักดันให้เธอเดินทางสายนี้เลย แต่บางครั้งเส้นทางชีวิตเหมือนค่อยๆ ผลักเราไปในสิ่งที่โอบรับเราที่สุด คุณออมรักการเข้าครัวมาตั้งแต่เด็ก ก่อนจะตัดสินใจครั้งใหญ่ เปลี่ยนจากสายภาษา ไปเรียนด้านอาหารอย่างจริงจัง จบสาขาการจัดการครัวของวิทยาลัยดุสิตธานีเพื่อให้มี “วิชาชีพ” ติดตัว เป็นพื้นที่ให้เธอเติบโตด้วยสองมือของตัวเอง ระหว่างเรียน เธอได้ฝึกทั้งการจัดการคน การทำงานเป็นทีม และควา
บทความโดย : มิสมิลเลียนแนร์ เจ้าของคอลัมน์ “ไอเดียต่างแดน” ร้านค้าในจีนสร้างมิติใหม่ของการขายเสื้อผ้าออนไลน์ ผุดไอเดียสุดว้าวดับฝันลูกค้าหัวหมอที่ชอบตีเนียนสั่งซื้อสินค้าไปใส่ฟรี “เซาท์ ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์” ระบุว่า ร้านค้าในจีนหลายแห่งพากันติดป้ายขนาดใหญ่เท่าๆ กับกระดาษ A4 บนเสื้อผ้าใหม่ที่วางขายเรียงรายบนราว แต่ละชิ้นมีข้อความคล้ายกันว่า “ไม่รับคืนหรือเปลี่ยนสินค้าหากนำป้ายออก” กลยุทธ์นี้มีเป้าหมายในการรับมือกับลูกค้าหัวหมอที่มักสั่งซื้อเสื้อผ้าไปใส่ฟรี แล้วส่งคืนเพื่อขอเงินคืน เพราะป้ายไซซ์ใหญ่ยักษ์เหล่านี้ซ่อนไม่มิด แถมทำให้การสวมใส่เสื้อผ้าไม่สบาย ขณะที่บางร้านใช้วิธีติดกุญแจล็อกแบบใส่รหัสไว้ที่ซิปของเสื้อโค้ต โดยทางร้านจะแจ้งรหัสในการปลดล็อกต่อเมื่อลูกค้ายืนยันการสั่งซื้อแล้วเท่านั้น ความเคลื่อนไหวเหล่านี้กลายเป็นประเด็นร้อนบนโซเชียลมีเดียของจีนในช่วงเทศกาลช้อปปิ้ง 11.11 ซึ่งเป็นมหกรรมลดราคาครั้งใหญ่ และมักตามมาด้วยการคืนสินค้าจำนวนมาก “แชนแนล นิวส์ เอเชีย” ค้นหาบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยอดนิยมของจีนอย่าง “เถาเป่า” (Taobao) พบสินค้าหลายรายการที่ติดป้ายขนาด A4 ดังกล่าว หนึ่งในนั้นคือ
“เราอยากยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม” ประโยคเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยพลังของ คุณเบนซ์-ภัทรพงษ์ พลเสน ผู้ก่อตั้ง บริษัท ไบโอเมดอินโนเวชั่น จำกัด สตาร์ตอัปสายสุขภาพ เกิดจากความฝันของคนรุ่นใหม่ ที่อยากเห็นงานวิจัยไทย ก้าวออกจากห้องทดลองไปสู่ชีวิตจริงของผู้บริโภค คุณเบนซ์ เล่าว่า เขาใช้เวลากว่า 10 ปีทำงานในสาย “บิสซิเนสอินโนเวชัน” หรือการถ่ายทอดเทคโนโลยี จากภาครัฐสู่เอกชน จึงมีโอกาสได้เห็นงานวิจัยดีๆ มากมาย แต่กลับถูกเก็บไว้ในรายงานมากกว่าจะได้ใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาตัดสินใจก่อตั้งบริษัทขึ้นมา เพื่อ “สกรีนเทคโนโลยี” ที่ต่อยอดได้จริง และนำมาสเกลอัปให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมและพฤติกรรมผู้บริโภค สำหรับเป้าหมายของ “ไบโอเมดอินโนเวชั่น” ชัดเจนคือ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าทางการเกษตรไทย ด้วยการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีงานวิจัยรองรับ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคก็ได้สินค้าที่ดีและปลอดภัย โดยผลิตภัณฑ์ตัวแรกของบริษัทที่แจ้งเกิดในตลาด คือ “วีไลท์” (Velight) เครื่องดื่มน้ำข้าวกล้องสินเหล็ก รสพีชน้ำผึ้ง บรรจุขวดสีชมพูสดใส ที่เ
หากเอ่ยถึง จังหวัดกาญจนบุรี นอกจากขึ้นชื่อเรื่องแหล่งท่องเที่ยวแล้ว ยังเป็นจุดกำเนิดของแบรนด์ในตำนาน “ศรีฟ้าเบเกอรี่” ที่เปิดมานานกว่า 38 ปี จากความมุ่งมั่นของ วิเชียร เจนตระกูลโรจน์ ที่ได้ก่อตั้งร้านเล็กๆ นี้ขึ้นมา ก่อนกลายเป็นแบรนด์เบเกอรี่ชื่อดังของเมืองไทย ปัจจุบัน ศรีฟ้าเบเกอรี่ ส่งต่อธุรกิจสู่รุ่นที่ 2 พีรวัส เจนตระกูลโรจน์ ผู้เติบโตมากับธุรกิจนี้ตั้งแต่อายุ 2 ขวบ ในงานสัมมนาประชาชาติ Thailand 2026 ปรับ เปลี่ยน ไปต่อ “พีรวัส” ได้ร่วมเสวนาพิเศษ ถอดบทเรียน…จุดเปลี่ยนธุรกิจ NextGen ไว้อย่างน่าสนใจ พีรวัส เล่าถึงภาพจำสมัยเด็กว่า เติบโตมาในร้านเบเกอรี่เล็กๆ ที่พ่อและแม่ช่วยกันสร้างตั้งแต่เขาอายุ 2 ขวบ เห็นพ่อทำขนม แม่เป็นแคชเชียร์ ช่วยกันทำธุรกิจครอบครัวด้วยความขยันขันแข็งและสู้งานหนัก เพราะครอบครัวลำบาก ส่วนตนจะกลับมาช่วยงานหลังเลิกเรียน ทั้งล้างถาดขนม และเอาเกรียงเหล็กไปขูดพื้นขจัดคราบแป้ง คราบเนยออก ตอนนั้นพีรวัส บอกว่า ทำด้วยความไม่ชอบ เพราะรู้สึกว่าเป็นงานหนัก และถูกบังคับให้ทำมาตลอด จากความไม่อยากทำ พีรวัสเลือกเรียนต่อด้านฟู้ดไซน์ ซึ่งตรงสายกับธุรกิจครอบค
