Exclusive
หากพูดถึงอำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี หลายคนอาจนึกไม่ออกว่าอยู่ตรงไหนของแผนที่ แต่ชายคนหนึ่งกลับมองเห็นอนาคต บนพื้นที่ที่ใครๆ ก็ว่า “ไม่เจริญ” คุณสำรวย แสงตระวัน เจ้าของ “บ่อทองบุรี โฮมสเตย์ แอนด์ รีสอร์ท” คือเกษตรกรบ้านๆ ที่เริ่มต้นจากศูนย์ แต่คิดการใหญ่กว่าที่ใครจะคาดถึง ชีวิตเขาผูกพันกับงานไร่นามาตั้งแต่เด็ก ปลูกอ้อย ปลูกมัน ปลูกยางพารา ทำสวนปาล์มนับร้อยไร่ เพราะเป็น “ลูกชาวสวน” อย่างแท้จริง กระทั่งมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต คือช่วงที่ได้มีโอกาสไปร่วมงานพระบรมศพรัชกาลที่ 9 และมีโอกาสสนับสนุนอาหาร เช่น มันเทศ ขนุน สับปะรด ให้ประชาชนที่มากราบถวายบังคม และเหตุการณ์ในครั้งนั้น ไม่เพียงทำให้เขา “ให้” มากขึ้น แต่ยังขยายหัวใจให้ “คิดเพื่อส่วนรวม” มากขึ้นด้วย “ผมมีโอกาส เข้าไปชมนิทรรศการของในหลวงรัชกาลที่ 9 ภาพที่พระองค์เสด็จฯ ไปในทุกพื้นที่ที่ไม่เจริญ ทำให้กลับมาตั้งคำถามกับตัวเอง แล้วบ้านเกิดของเรา จะทำอะไรให้ดีขึ้นได้บ้าง” คุณสำรวย บอกเสียงเรียบ และคำถามนั้นนำไปสู่คำตอบใหญ่ “เราจะพัฒนาอำเภอบ่อทอง ให้คนทั้งประเทศรู้จัก” เขาจึงวางแผนสร้าง “บ่อทองบุรี” สถานที่ท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ และเป็นเมื
จากร้านซาลาเปาเล็กๆ ที่เริ่มต้นผลิตและขายเองในครอบครัว ต่อยอดกลายเป็นแบรนด์ “แก้มใสเปาจี่” ที่มาพลิกประสบการณ์การกินซาลาเปาแบบเดิมๆ ให้สนุก อร่อย และแตกต่าง ด้วยเอกลักษณ์การจี่ซาลาเปาบนกระทะร้อนๆ กรอบนอกนุ่มใน หอมกลิ่นเนยและน้ำมันมะพร้าว โดยการพัฒนาของ คุณดา-จีรนันท์ ทะจันทร์ เจ้าของแบรนด์วัย 51 ปี และลูกสาว แก้มใส–ชุวิชานันท์ ทะจันทร์ ที่คอยเติมไอเดียใหม่ๆ ให้ตอบโจทย์ลูกค้าคนรุ่นใหม่ จนสามารถขายซาลาเปาจี่ได้เดือนละ 150,000 ชิ้น จากร้านเล็กๆ สู่การปั้นแบรนด์ ก่อนมาเป็นแก้มใสเปาจี่ คุณดาผลิตและเปิดหน้าร้านขายซาลาเปามานาน 30 ปี ตั้งแต่ราคาชิ้นละ 5 บาท และได้พัฒนาธุรกิจเล็กๆ นี้ให้เติบโต ทั้งรับผลิต OEM และผลิตซาลาเปา Frozen ส่งร้านขายส่ง แต่ซาลาเปานึ่ง อาจไม่ตอบโจทย์ลูกค้าปัจจุบัน โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่ชื่นชอบของทอดและของที่มีความกรอบ ลูกสาวที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นเลยได้ช่วยกันต่อยอดไอเดีย นำซาลาเปาที่มีอยู่มาทดลองจี่บนกระทะเหล็กร้อนๆ และได้เริ่มนำซาลาเปาจี่ไปทดลองตลาดในห้างแห่งหนึ่ง พร้อมกับยืนแนะนำสินค้าหน้าร้านให้ลูกค้าเปิดใจและรู้จักสินค้าตัวนี้มากขึ้น จนมีลูกค้า
“ของขวัญแบบนี้มีชิ้นเดียวในโลก” ประโยคนี้เป็นสโลแกนของ SOdA PrintinG ธุรกิจภาพพิมพ์ที่เรียกได้ว่าเป็นเจ้าแรกๆ ในไทย โดยเป็นสินค้าลิมิเตด อย่างที่หลายคนอาจจะเคยเห็นผ่านหน้าโซเชียลกันมาบ้าง คงหนีไม่พ้น ภาพพิมพ์แคนวาส ที่มักจะมอบเป็นของขวัญให้ในวันสำคัญ เช่น งานรับปริญญา งานอีเวนต์ต่างๆ เป็นต้น ในคอลัมน์ #Entreprenuer เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีโอกาสได้พูดคุยกับ คุณครีม-ธวัชชัย สหัสสพาศน์ ผู้ก่อตั้ง SOdA PrintinG ธุรกิจของขวัญออนไลน์ยอดฮิต พร้อมพูดคุยกับ คุณมิ้น-อัญธิญาน์ สิทธิสุนทรานันท์ CMO (Chief Marketing Officer) ที่ดูแลเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ ล่าสุดได้มีการแตกไลน์อีกหนึ่งธุรกิจ เป็นสินค้าเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ มีสินค้าพร้อมจำหน่าย ชื่อแบรนด์ว่า AdOS (เอดอส) ที่มาจากคำว่า SOdA กลับหลังกัน ซึ่งหลังจากที่เปิดตัวมาเป็นระยะเวลา 2 ปี สินค้ายอดฮิตอย่าง “กระเป๋า Fluffy” สามารถทำยอดขายทะลุแสนใบ และมีการเปิดสาขา Flagship Store ที่บรรทัดทอง นอกจากนี้ ยังมีการรับทำ OEM รับผลิตสินค้าแฟชั่น เพื่อสร้างแบรนด์ของตัวเอง โดยไม่มีขั้นต่ำ ไม่จำกัดจำนวนสีและลวดลาย สามารถใส่โลโก้ที่ต้องการได้ เหมาะสำหรั
‘หล่อเจริญ’ โชห่วย 50 ปี เป็นมากกว่าร้านค้าคือหัวใจของชุมชน ท่ามกลางยุคร้านสะดวกซื้อครองเมือง แม้ว่าร้านสะดวกซื้อและการขายของออนไลน์จะมีเพิ่มมากขึ้นทุกปี แต่ร้านโชห่วยแห่งนี้ยังคงมีการปรับตัว และมีจุดแข็งที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกสบายใจเวลาแวะมา เป็นเหมือนบ้านหลังที่สองก็ว่าได้ “หล่อเจริญ” ร้านโชห่วยที่เปิดมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 ยาวนานกว่า 50 ปีแล้ว ตั้งแต่รุ่นอากง สู่รุ่นพ่อ ลุงหล่อ-ณรงค์วิทย์ หล่อสุวรรณศิริ และปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 3 คุณบิ๊ก-นฤเศรษฐ์ หล่อสุวรรณศิริ ทายาทที่เข้ามาสานต่อกิจการนี้ ที่มา “หล่อเจริญ” ชื่อร้าน “หล่อเจริญ” มีที่มาจาก “แซ่ล้อ” ซึ่งเมื่อดัดแปลงให้เป็นคำสำหรับการค้า จึงกลายเป็นคำว่า “หล่อเจริญ” ลุงหล่อ เล่าว่า ร้านนี้เปิดวันที่ 15 มีนาคม 2515 เป็นร้านค้าห้องแถว มีตู้เล็กๆ 1 ตู้ มีของจุกจิกไม่กี่อย่าง “ตอนนั้นถ้ามีคนมาซื้อของแล้วถามว่าตัวนี้มีไหม ถ้าเราไม่มีเราก็จะไปหามาให้ ของก็จะเพิ่มมาเรื่อยๆ โดยที่ลูกค้าไม่ต้องไปหาซื้อเองเลย” ลุงหล่อ เล่าให้ฟังต่อว่า “สมัยก่อนคนน้อยไม่เยอะ ขายได้วันหนึ่งไม่เท่าไหร่ บางคนมีร้านค้าอยู่แถวนี้ ก็ซื้อกระจายกันไป เวลาลูกค้ามาก็ยิ้มแย้ม
“…หมูกระทะจะเยียวยาทุกสิ่ง” เรียกได้ว่าประโยคนี้ไม่เกินจริง เพราะเมนูหมูกระทะเป็นอาหารที่สามารถทานได้ทุกช่วงวัย และเป็นอาหารยอดฮิต ที่ไม่ว่าจะเครียดสักแค่ไหน เพียงได้ทานหมูกระทะสักชุด ก็สามารถเยียวยาจิตใจได้อย่างดี วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาทุกคนไปพูดคุยกับ คุณเอมี่-สุพัณณิตา วงศาโรจน์ เจ้าของร้าน 71 หมูกะทะ วัย 25 ปี ที่แต่เดิมร้านนี้เป็นของครอบครัว เปิดมาตั้งแต่ปี 2540 ซึ่งเป็นร้านเล็กๆ มีประมาณ 5-10 โต๊ะ หลังจากนั้นธุรกิจก็เริ่มซบเซา ทำให้เธอต้องเข้ามาสานต่อกิจการ ด้วยการทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้น จนในปี 2567 สามารถทำรายได้ไปกว่า 60 ล้านบาท และในปีนี้ตั้งเป้ายอดขายโต 100 ล้านบาท จากร้านเล็กๆ สู่ร้านไวรัล แต่เดิม 71 หมูกะทะ เป็นร้านอาหารที่ตั้งอยู่ริมถนน ซึ่ง ณ ขณะนั้นเริ่มมีแบรนด์บุฟเฟต์เข้ามามากมาย ทำให้สถานการณ์ที่ร้านก็เริ่มซบเซา ลูกค้าเริ่มลดลง ซึ่งตอนนั้นคุณเอมี่ได้เริ่มเข้ามาช่วยเสิร์ฟอาหารที่ร้านบ้าง จนกระทั่งได้มีแมวมองมาเห็น เธอจึงได้เข้าสู่วงการบันเทิง ไม่ว่าจะเป็น เล่นละคร, ถ่าย MV และเดินแบบ “ตอนแรกเอมี่ไม่ได้คิดที่จะมาทำร้านหมูกระทะต่อจากที่
บทความโดย : อมร อำไพรุ่งเรือง กูรูแฟรนไชส์ เมื่อหาดใหญ่ เผชิญน้ำท่วมครั้งใหญ่ ภาพที่เห็นไม่ใช่เพียงความเสียหายต่อถนนและร้านค้า แต่เป็นบททดสอบโดยตรงของระบบ “แฟรนไชส์ไทย” ว่ามีความพร้อมเพียงใดในโลกที่เหตุการณ์สุดขั้วเกิดถี่ขึ้นทุกปี แฟรนไชส์ ไม่ได้วัดกันในวันที่ยอดขายดี แต่วัดกันในวันที่ธุรกิจหยุดทำงาน และวัดกันที่ระบบสามารถประคองผู้ประกอบการรายย่อยได้มากน้อยแค่ไหน น้ำท่วมหาดใหญ่ สะท้อนความจริง : ระบบ คือ หัวใจของแฟรนไชส์ เมื่อเมืองถูกน้ำปิดล้อม ระบบโลจิสติกส์หยุดชะงัก พนักงานเดินทางไม่ได้ วัตถุดิบเข้าร้านไม่ได้ และแฟรนไชซีต้องตัดสินใจต่อเนื่องในทุกนาที ควรปิดร้านไหม ควรย้ายของหรือไม่ หรือควรติดต่อใครเพื่อประสานความช่วยเหลือ ระบบ คือสิ่งที่ตอบคำถามเหล่านี้ได้อย่างทันท่วงที ในประสบการณ์ของผู้เขียน ที่เคยผ่านทั้งเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่รอบก่อนและสึนามิที่ภูเก็ต พบว่าแบรนด์ที่มีระบบรองรับครบถ้วนจะฟื้นตัวได้เร็วกว่าและลดความเสียหายทั้งเชิงธุรกิจและจิตใจของแฟรนไชซีได้ชัดเจนขึ้นมาก ประสบการณ์จริง : การเดินทางไปเยียวยาจิตใจแฟรนไชซีด้วยตัวเอง ระหว่างวิกฤต ผู้ประกอบการรายย่อย เผชิญความกดดันอย่างหน
เปิดสูตรความสำเร็จ Olio Pasta จากอาชีพเสริม สู่พาสต้ายอดฮิตย่านปิ่นเกล้า ยอดขายพุ่ง 1,000 กล่อง/วัน จากจุดเริ่มต้นที่อยากหาอาชีพเสริม จึงเกิดไอเดียทำเป็นธุรกิจเล็กๆ โดยเปิดเป็นร้านสปาเกตตีเสิร์ฟในสไตล์ข้าวราดแกง วางขายเป็นถาดๆ ให้ในปริมาณที่เยอะ ซอสฉ่ำ ล้นกล่อง ราคาหลักสิบ จนกระทั่งมีเพจดังมารีวิว ทำให้เหมือนพลิกชีวิตสร้างยอดขายได้ 1,000 กล่องต่อวัน วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณโอ๋-ธมนณัท ก๋งอุบล เจ้าของธุรกิจ Olio Pasta (โอลิโอ้ พาสต้า) ร้านสปาเกตตีสุดไวรัลที่ตลาดอินดี้ปิ่นเกล้า จากอาชีพเสริมสู่ธุรกิจหลัก แต่เดิมคุณโอ๋เคยทำธุรกิจคาเฟ่และโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษที่แม่กลองมาก่อน แต่ทว่าต้องย้ายเข้ามาในกรุงเทพฯ เพราะลูกสาวต้องเข้ามาเรียนต่อในระดับชั้นมัธยม เธอจึงต้องมาทำงานประจำอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่ง จนเมื่อเวลาผ่านไปกระทั่งลูกสาวอยู่ชั้นมัธยมปลาย ทำให้คุณโอ๋มีเวลาว่างมากขึ้นและเริ่มมองหารายได้เสริม โดยโอกาสก็เข้ามาแบบไม่คาดคิด เมื่อหลานของเธอที่เปิดร้านขายมะพร้าวอยู่ตลาดอินดี้ปิ่นเกล้า และให้เธอเข้าไปช่วยดู ทำให้เธอมองเห็นช่องทางการขาย ว่าตลาดนี้น่าจะทำอาชีพเสริมได้
หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับภาพกาแฟที่ปลูกในภาคเหนือหรือภาคใต้ของไทย แต่รู้หรือไม่ว่า “นครราชสีมา” ก็สามารถปลูกกาแฟที่มีรสชาติดีเช่นกัน เพราะรสชาติของกาแฟนั้นไม่ได้มีสูตรตายตัว ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน ซึ่งคาแร็กเตอร์ของกาแฟที่วังน้ำเขียว มีทั้งหมด 5 รสชาติ ได้แก่ เปรี้ยว ฝาด หวาน มัน และขม วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีโอกาสได้พูดคุยกับ คุณปกรณ์ เตชสิทธิ์วรโชติ อดีตเด็กนิเทศที่ผันตัวมาทำธุรกิจกับเพื่อน แต่เกิดวิกฤตเป็นหนี้หลายสิบล้าน จนกระทั่งได้มาเจอกับพื้นที่วังน้ำเขียว และตั้งใจอยากจะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ โดยปัจจุบันคุณปกรณ์เป็นประธานเครือข่ายโอทอป อำเภอวังน้ำเขียว และประธานรัฐวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกกาเเฟวังน้ำเขียว เเละเจ้าของกิจการโรงคั่วกาเเฟ วังน้ำเขียว ที่เปิดมาแล้วกว่า 15 ปี จุดเริ่มต้นกาแฟแดนอีสาน คุณปกรณ์จบการศึกษาด้านนิเทศศาสตร์ และได้ทำงานในวงการสื่ออยู่ประมาณ 2 ปี จากนั้นได้ผันตัวมาทำธุรกิจร่วมกับพาร์ตเนอร์ชาวจีน กระทั่งในปี พ.ศ. 2554 เกิดวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ หลายธุรกิจทยอยปิดตัวลง รวมถึงกิจการของเขาด้วย จึงทำให้เกิดหนี้ 40-50 ล้านบาท แต่ในช่วงเวลาที่เริ่มหมดหวังนั้น เ
“ร้านเช่าหนังสืออยู่ไม่ได้ เพราะว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป เปลี่ยนแบบตัดตอน ร้านเช่าหนังสือต่างค่อยๆ ทยอยเลิกกันไปหมด พอมีอินเทอร์เน็ต ก็มีทางที่ได้อ่านเร็วขึ้น เปอร์เซ็นต์ที่คนอ่านจากในนั้นเยอะ ลูกค้าเริ่มลดน้อยถอยลง กระทั่งสำนักพิมพ์ยังขายยากขึ้นกว่าเก่า” ย้อนไปในยุคที่โลกของอินเทอร์เน็ตยังไม่แพร่หลาย หรือพูดง่ายๆ ว่า เป็นเรื่องที่ไกลตัวกับชีวิตประจำวันของผู้คน กิจกรรมยามว่างของใครหลายๆ คนในขณะนั้น คือการอ่านหนังสือ บ้างก็อ่านการ์ตูน บ้างก็อ่านนิยาย จากความต้องการจึงส่งต่อมาเป็นธุรกิจเช่าหนังสือ ลุงใหญ่-อิทธิเดช เรืองพานิชภิบาล วัย 73 ปี เจ้าของร้านเช่าหนังสือลุงใหญ่ ที่เปิดบริการมาตั้งแต่ปี 2521 จวบจนปัจจุบันนี้ก็ราว 47 ปี ถ้าเป็นอายุของคน คงจะโตจนมีครอบครัวไปเสียแล้ว ร้านเช่าหนังสือของลุงใหญ่ จากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน คงผ่านเรื่องราวต่างๆ นานา ถ้าจะถ่ายทอดออกมาเป็นหนังเรื่องหนึ่งคิดว่าเห็นจะได้ ลุงใหญ่ บอกว่า สภาพร้านในวันแรกจนถึงวันนี้ ไม่มีอะไรเปลี่ยน หากจะมีก็คงจะเป็นบรรยากาศร้านที่ดูเงียบเหงา และอีกอย่างคงจะเป็นป้ายชื่อร้านที่หลุดออกมาแล้วยังไม่ได้ติดกลับไป เชื่อว่านัก
ในครัวเล็กๆ ของ “บ้านไอซ์” ร้านอาหารใต้ย่านประชาชื่น คือห้องเรียนแรกให้เด็กชายคนหนึ่งหัดปรุงเมนู นั่นคือจุดเริ่มต้นของ “เชฟไอซ์-ศุภักษร จงศิริ” ผู้เติบโตมากับรสมือและคำสอนของคุณย่าที่บอกเขาว่า “ใช้ของดี ทำให้ดีที่สุด อย่าโกหกลูกค้า” แม้วันหนึ่งเขาจะเดินทางไกลไปเรียนต่อด้านสถาปัตย์ แต่เส้นทางชีวิตกลับพาเขากลับมายืนในครัวอีกครั้ง และพาร้าน “Sorn (ศรณ์)” ร้านที่เปิดตามความฝัน ทำด้วยความรัก และปรุงด้วยความพิถีพิถันจากวัตถุดิบที่คัดสรรมาจากภาคใต้ของไทย คว้ารางวัลมิชลิน 3 ดาวมาได้สำเร็จ เส้นทางของ เชฟไอซ์ เชฟไอซ์ในวัย 7 ขวบ เริ่มต้นปรุงเมนูประเภทต้ม เพราะทำได้ง่ายที่สุด แม้ในตอนนั้นจะต้องยืนบนลังพลาสติกเพื่อให้สูงพอยืนหน้าเตา “ตอนเด็กๆ รู้ว่าคุณพ่อจะกลับบ้าน ผมก็เตรียมบางอย่างไว้ แล้วรอดูว่า คุณพ่อทานแล้วบอกอร่อย เหมือนทำให้คนที่เรารัก พอโตขึ้นเราก็รักเพื่อน เพื่อนจะมาบ้าน เราก็ทำอาหารให้ พวกสปาเกตตี ราเมน เมนูจากการ์ตูนญี่ปุ่นที่อ่านเจอ พอเพื่อนชมว่าอร่อย เราก็ดีใจ แต่ผมก็ไม่เคยคิดว่าจะมาประกอบอาชีพ และมาถึงทุกวันนี้นะ” ห้องเรียนที่สองของเชฟไอซ์ คือมหาวิทยาลัยในบอสตัน สหรัฐอเมริกา&nbs
