SMEs
ท่านผู้อ่านลองนึกภาพตามว่า ร้านขายของชำที่เปิดมากว่า 36 ปี บรรยากาศคลาสสิคๆ ที่เวลาไปแล้วทำให้ย้อนนึกถึงวัยเด็กที่จะต้องติดสอยห้อยตามคุณพ่อคุณแม่ไปเสมอๆ ร้านขายของชำที่ว่านั้น คือ “บุญช่วยพานิช” ปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงร้านชำที่ซ่อนความคลาสสิคไว้เท่านั้น แต่ยังมีร้านมัทฉะลับๆ ซ่อนตัวอยู่ภายในร้านอีกต่างหาก ร้านมัทฉะลับๆ ที่ว่านี้ คือ “บุญช่วยมัทฉะ” ของคุณแต้ว-ฐิติมา โกมล หญิงสาววัย 36 ปี (เธอบอกว่าอายุเท่ากันกับร้านชำของครอบครัวเลย) ที่มีแพชชันอันแรงกล้า เปลี่ยนจากความหลงใหลเป็นธุรกิจเล็กๆ ในพื้นที่ของครอบครัว เธอเล่าว่า ชอบกินมัทฉะมา 4-5 ปีแล้ว ช่วงนั้นกระแสมาแรงมากๆ เริ่มจากลองศึกษาเองว่ามัทฉะแต่ละประเภทเป็นอย่างไร มัทฉะตัวไหนดีก็ทดลอง โดยใช้พื้นที่หลังร้านขายของชำเป็นเสมือนคาเฟ่เล็กๆ ที่ทำให้ตัวเองกินในทุกๆ วัน “เพื่อนมาที่บ้าน ก็ขายให้เพื่อนกิน เพื่อนคนหนึ่งเป็นดาว TikTok ก็มากินแล้วก็ลงให้ ก็เลยตัดสินใจเปิดร้านมัทฉะขึ้นแบบฉับพลันข้ามคืน เมื่อวันที่ 22 มีนาคมปีนี้” เธอเล่า หลังจากที่ตัดสินใจเปิด เรียกได้ว่าผลตอบรับดีมากๆ ทำให้ได้รู้ว่า จริงๆ แล้วคนชอบกินมัทฉะมีเยอะมาก ทั้งกินตามกระแ
เรื่องราวของ “เจคอบ แอนสัน” วัย 31 ปี เจ้าของร้านเบเกิล Brazen Bagels ที่เปิดขายในโชว์รูมรถ เมืองเดียร์บอร์น รัฐมิชิแกน จนสามารถสร้างรายได้ปีละ 200,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 6.4 ล้านบาท เจคอปเคยทำงานขายยางรถมือสองในบริษัทแห่งหนึ่ง เขารู้สึกหมดไฟในการทำงานจึงตัดสินใจลาออกในปี 2021 พร้อมกับมองหาอะไรใหม่ๆ ทำ จนได้เห็นวิดีโอร้านเบเกิลแห่งหนึ่งในนิวยอร์กที่มีคนต่อคิวยาว เขาจึงเริ่มทำเบเกิลสไตล์นิวยอร์กในครัวที่บ้าน ซึ่งใช้เวลาฝึกฝนและทดลองสูตรนานถึง 4 เดือน ขณะเดียวกันก็ทำงานเป็นไรเดอร์ส่งอาหารเพื่อหารายได้ประคองตัวไปด้วย “เป็นเวลาหลายเดือนที่ผมไม่ได้นั่งพักเลย ไม่ได้หยุดอบขนม ถ้าผมเหนื่อยหรือรู้สึกไม่ค่อยอยากทำ ผมก็จะโยนทุกอย่างลงในเครื่องผสมแล้วคิดว่า ผมจะไม่ทิ้งมันไปเปล่าๆ ลองทำซ้ำอีกครั้งดีกว่า” เจคอปเล่าเสริม หลังจากได้สูตรที่ลงตัว เจคอปเลือกเปิดร้าน Brazen Bagels ในโซเชียลมีเดียอย่างอินสตาแกรมและเฟซบุ๊กในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2022 พร้อมกับใช้บัตรเครดิตเต็มวงเงินมาเป็นเงินทุนในการซื้อเตาอบกับเครื่องผสมแป้ง เขาตัดสินใจนำเบเกิลที่เหลือไปแจกตามร้านค้าในละแวกนั้น หนึ่งในนั้นคือร้านเบอ
ในกระเป๋าของคนยุคนี้มักจะเต็มไปด้วยอุปกรณ์ดิจิทัลและของใช้จำเป็น ทั้งมือถือ ไอแพด สายชาร์จ และของส่วนตัวต่างๆ อีกมากมาย แต่ช่วงหลังมานี้ มักจะเริ่มเห็นอะไรที่ต่างออกไป เช่น การหยิบหนังสือเล่มเดิมมาอ่าน แทนที่จะเล่นโทรศัพท์ หรือการกลับมาใช้เครื่องเขียนแบบเดิมๆ รวมถึงเศษกระดาษหรือของกุ๊กกิ๊กที่เก็บมาระหว่างวันเพื่อเอามาแปะลงสมุดบันทึก (Scrapbook) โลกอนาล็อกกำลังกลับมา และดูเหมือนเราต้องการมันมากกว่าที่เคย… ในยุคที่ทุกอย่างต้องทำผ่านแอปฯ ทั้งการสั่งอาหาร การสมัครสมาชิก หน้าฟีดโซเชียลต่างๆ ที่มีเรื่องให้ปวดหัวอยู่ทุกวัน หรือโฆษณาที่จ้องจะเอาเงินเราตลอดเวลา จึงไม่แปลกใจเลยว่า เราจะโหยหาความสบายใจจากสิ่งของที่จับต้องได้จริง ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายโพลารอยด์ แผ่นเสียงไวนิล หรือการ์ดวันเกิดที่เขียนด้วยลายมือ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ช่วยให้เราใช้ชีวิตช้าลง และเห็นคุณค่าของโลกที่ไม่ได้อยู่แค่บนหน้าจอ ไม่ต้องออนไลน์ตลอดเวลา Gen Z หันมาทำงานอดิเรกสไตล์ “เบบี้บูมเบอร์” การกลับมาของอนาล็อกครั้งนี้เห็นได้ชัดจากกระแส Gen Z คนไทยหลายคน หันมาอนุรักษ์ความเป็นไทย ด้วยการพับดอกบัวสีชมพู จนเกิดเป็นเทรนด์ไวรัลแห่ทำ
กลิ่นหอมของทุเรียนอบอวลในหลายเมืองของจีนระหว่างช่วงหยุดยาววันแรงงาน (1-5 พ.ค.) ขณะทุเรียนจากไทยและเวียดนามทยอยเข้าสู่ตลาดจีนผ่านช่องทางต่างๆ เช่น ท่าเรือหนานซาในกว่างโจว ท่าเรือชินโจวในกว่างซี ทางรถไฟจีน-ลาว และด่านบกโหย่วอี้กวนในผิงเสียง โดยการบริโภคทุเรียนในกว่างซีพุ่งสูงขึ้นอย่างมากในช่วงหยุดยาวที่ผ่านมา ขณะที่ “เศรษฐกิจทุเรียน” สะท้อนการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ของตลาดผู้บริโภคชาวจีน รวมถึงความเชื่อมโยงใกล้ชิดของห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรระหว่างจีนกับอาเซียนที่เพิ่มขึ้น ข้อมูลสถิติจากศุลกากรด่านโหย่วอี้กวนในกว่างซี ระบุว่า ด่านโหย่วอี้กวน รับรองการนำเข้าและส่งออกสินค้ากับกลุ่มประเทศอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนามและไทย เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในไตรมาสแรก (มกราคม-มีนาคม) ของปี 2026 โดยมูลค่าการนำเข้าสินค้าเกษตรสูงแตะ 2.88 พันล้านหยวน (ราว 1.37 หมื่นล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 88.9 เมื่อเทียบปีต่อปี ซึ่งเป็นการนำเข้าผลไม้ 2.53 พันล้านหยวน (ราว 1.2 หมื่นล้านบาท) เพิ่มขึ้น 1.1 เท่า และเป็นการนำเข้าทุเรียนสูงถึง 55,000 ตัน เพิ่มขึ้น 3.5 เท่า ช่วงหยุดยาววันแรงงานปีนี้ นักท่องเที่ยวจากทั่วจีนจำนวนไม่น้อย
ใครจะไปเชื่อว่ารถบ้านเก่าๆ พังๆ จะกลายเป็นขุมทรัพย์ได้? นี่คือเรื่องราวของ Avery Amstutz สาววัย 28 ปี ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า “โอกาส” อยู่รอบตัวเราเสมอ เพียงแค่เรากล้าที่จะกระโดดเข้าใส่ ทุ่มสุดตัวเพื่อรีโนเวท แม้จะชงกาแฟไม่เป็น! ย้อนกลับไปเมื่อปลายปี 2023 Avery บังเอิญไปเห็นเพื่อนบ้านประกาศขายรถบ้านมือสองรุ่น Airstream ปี 1973 บน Facebook ในราคาเพียง 6,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 2 แสนบาท) แม้ตอนนั้นเธอจะยังนึกไม่ออกว่าจะเอามาทำอะไร แต่สัญชาตญาณนักธุรกิจบอกเธอว่า ของมันต้องมี! เธอตัดสินใจควักเงินเก็บจากธุรกิจถ่ายภาพนอกสถานที่ สตูดิโอถ่ายภาพให้เช่า และจากการเป็นเจ้าของรถพ่วงสำหรับจัดงานเลี้ยงค็อกเทล มาเปลี่ยนรถบ้านอายุ 50 ปีให้กลายเป็นร้านกาแฟ โดยเธอใช้เงินลงทุนรวมกว่า 65,000 ดอลลาร์ (ราว 2.2 ล้านบาท) จนเกิดเป็น “Byway Coffee” ร้านกาแฟเคลื่อนที่ที่ปัจจุบันเปิดให้บริการทุกวันตามสถานที่ต่างๆ ทั่วเมืองเมมฟิส โดยร้านกาแฟเคลื่อนที่นี้ เธอลงมือรื้อพื้น ถอดห้องน้ำ และเตียงออกด้วยตัวเอง ก่อนจะติดตั้งเครื่องชงกาแฟระดับมืออาชีพและตู้แช่เย็น แต่สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดคือ เธอบริหารร้านกาแฟโดยที่ชงกาแฟไม่เ
ตลอดระยะเวลา 15 ปี เราได้เห็นการเติบโตของแบรนด์ชานมสไตล์ญี่ปุ่น “KAMU KAMU” (คามุ คามุ) มาอย่างต่อเนื่องจนสามารถขยายสาขาได้มากกว่า 200 แห่ง อีกทั้งยังเป็นแบรนด์ที่สร้างความแปลกใหม่ให้กับผู้บริโภคอยู่เสมอ ผ่านเมนูและท็อปปิ้งสุดครีเอต เช่น ชาอู่หลงพีช ท็อปปิ้งครีมชีสและวาราบิโมจิ ที่ฮิตติดตลาดเป็นที่เรียบร้อย แต่รู้หรือไม่ KAMU KAMU เริ่มต้นแบรนด์ในพื้นที่เพียง 4 ตร.ม. โดยเจ้าของที่เรียนจบด้านวิศวะและไม่ชอบดื่มชานมไข่มุก ถึงขนาดที่ว่า “ชีวิตนี้จะไม่กินชานมอีกต่อไป” แต่สุดท้ายเขาก็ได้เริ่มสร้างแบรนด์นี้จนเติบโตมาอย่างยาวนาน เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ชวนไปพูดคุยกับ “คุณแทน-ทินกฤต สินทัตตโสภณ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท คามุคามุ จำกัด ถึงเรื่องราวการเริ่มต้น แผนการขยายสาขาสู่ 300 แห่ง ยอดขาย 1 ล้านแก้วต่อเดือน และเป้าหมายสร้างรายได้ 1,000 ล้านบาทภายใน 3 ปี จากร้านเล็ก สู่แบรนด์ที่เติบโต 15 ปี คุณแทนเรียนจบวิศวะและอยากเริ่มต้นหาอะไรทำเป็นของตัวเอง ในตอนแรกเขาทำแบรนด์กาแฟ แต่ “ตลาดชา” เริ่มคึกคักจากหลายแบรนด์ที่เข้ามาเปิดบริการ ประกอบกับมีเพื่อนอยู่ญี่ปุ่นและไต้หวันซึ่งอยากผลักดันวั
ช่วงหยุดยาววันแรงงาน (1-5 พฤษภาคม) ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวชาวจีนกลุ่มหนึ่งได้หิ้วกระเช้าสานใบเล็กเดินตาม ‘นันทนา ครูสอนทำอาหารไทย’ เพื่อสำรวจเรียนรู้เกี่ยวกับวัตถุดิบที่ตลาดเช้าใกล้วัดแขกบนถนนสีลมในกรุงเทพฯ ร่วมกับนักท่องเที่ยวจากชาติอื่นๆ โดย “คอร์สเรียนทำอาหารไทย” กลายเป็นการท่องเที่ยวเสริมสร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่ที่เริ่มต้นจากการเดินตลาดซื้อวัตถุดิบ ใช้เวลาสัมผัสวิถีชีวิตประจำวันของคนท้องถิ่นราว 3 ชั่วโมง และเรียนทำอาหารไทยต้นตำรับ 4 เมนู อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว กล่าวว่า ข้อมูลสถิติของบริษัทท่องเที่ยวจีน บ่งชี้ ไทย เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับ 3 ของนักท่องเที่ยวชาวจีนในช่วงหยุดยาววันแรงงานปีนี้ และการสัมผัสประสบการณ์ทำอาหารไทยกลายเป็นความต้องการหลักของนักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวนไม่น้อย สะท้อนว่านักท่องเที่ยวชาวจีนรุ่นใหม่หันเหความสนใจจาก “ท่องเที่ยวเช็กอิน” สู่ “จ่ายเงินซื้อประสบการณ์” โดยย่านถนนสีลมมีโรงเรียนสอนทำอาหารไทยลักษณะนี้อยู่ 4-5 แห่ง เปิดสอนเช้าถึงเย็น 3 รอบต่อวัน สำหรับคอร์สเรียนของนันทนามักอบอวลด้วยกลิ่นเครื่องเทศสารพัดชนิด ทั้งข่า ขมิ้
เพราะอยากส่งต่อวัตถุดิบท้องถิ่นให้คนรู้จักและเข้าถึงง่ายขึ้น ทำให้ คุณฌา-ฬิฌฌา ตันติศิริวัฒน์ กับ คุณมิ้นท์-เสาวลักษณ์ กิจวิกรัยอนันต์ ร่วมกันเปิดร้าน “ไสใส” (Saisai) มาจนถึงปีที่ 4 เพื่อส่งต่อวัตถุดิบท้องถิ่นจากเกษตรกรและชาวบ้านให้ผู้บริโภคได้ลิ้มรสชาติผ่านเมนูหวานเย็นอย่าง น้ำแข็งไส และ โยเกิร์ตโบวล์ ถูกใจทั้งลูกค้าคนไทยและชาวต่างชาติ คุณฌาให้สัมภาษณ์กับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า จากการทำธุรกิจข้าวพื้นเมือง ทำให้เธอได้ลงพื้นที่และรู้จักเกษตรกรมากมาย ได้เห็นบริบทของข้าว รวมถึงวัตถุดิบอื่นๆ ในชุมชน จนเห็นว่า มันจะหายไปในที่สุด แต่ถ้ามีคนสนใจวัตถุดิบเหล่านี้มากขึ้นเท่าไหร่ จะยิ่งช่วยต่อยอดให้คนต้นน้ำได้มากขึ้นเท่านั้น “วัตถุดิบที่เราทำงานร่วมด้วย มีเรื่องราวของภูมิปัญญาและวิถีชีวิต แต่คนส่วนใหญ่ค่อยๆ เห็นคุณค่าน้อยลง และหันไปสนใจของรุ่นใหม่มากขึ้น ถ้ามองในแง่ของดีมานด์กับซัพพลาย ความต้องการซื้อน้อยลง หรือคนสนใจน้อยลงเรื่อยๆ ท้ายที่สุด คนต้นน้ำก็จะไม่ได้ทำต่อ อย่าง น้ำตาลพื้นเมือง น้ำตาลพื้นบ้าน กว่าจะปาดน้ำหวานมาเคี่ยว เขาไม่ได้มีไบเบิ้ลว่าต้องทำยังไง แต่ใช้ภูมิปัญญาล้วนๆ ถ้า
การเริ่มต้นทำธุรกิจไม่จำเป็นต้องรอให้พร้อมที่สุด หรือมีพื้นที่ใหญ่โตเสมอไป ดังเช่นเรื่องราวของ ลีเดีย โฮล์มส์ และ จอห์น คลาร์ก คู่รักจากแคลิฟอร์เนียที่เริ่มต้นธุรกิจในลานจอดรถของ Home Depot ที่มีขนาดเพียง 200 ตารางฟุต แต่กลับทำเงินได้มากกว่า 2.3 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 80 ล้านบาท) จุดเริ่มต้นในลานจอดรถ เส้นทางสายอาหารของลีเดียและจอห์น เริ่มต้นขึ้นในปี 2012 ทั้งคู่พบรักกันขณะทำงานที่ร้านอาหาร Seasons 52 ถึงแม้ว่าทั้งคู่จะไม่ได้มีใครจบหลักสูตรด้านอาหารมาโดยตรง แต่สิ่งที่เชื่อมโยงพวกเขาเข้าด้วยกันคือ “ความหลงใหลในการกิน” ลีเดียเล่าว่า “สิ่งหนึ่งที่เราเข้ากันได้ดีมากคือความสนุกในการไปลองร้านอาหารใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านเล็กๆ ลับๆ ตามหัวมุมถนน หรือร้านหรูหราอลังการ ขอแค่มีอาหารที่รสชาติดีจริงๆ เราก็มีความสุขแล้ว” ทุกครั้งที่ไปทานอาหารข้างนอก ทั้งคู่มักจะกลับมาลองทำเมนูเหล่านั้นกินเองที่บ้าน โดยใส่ไอเดียของตัวเองลงไป จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามที่ว่า “หรือเราจะทำสิ่งนี้เป็นธุรกิจดีนะ?” ย้อนกลับไปในปี 2021 ทั้งคู่ตัดสินใจเปิดร้านอาหารแห่งแรกชื่อว่า LJ’s Lil’ Cafe ซึ่งทำเลของร้านตั้งอย
“เราไม่ได้ผันตัวมาเป็นเกษตรกร แต่เราเป็นเกษตรกรตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว” คำพูดของ เจ๊นิด-พุธชาติ ลาภผล อายุ 50 ปีต้นๆ เจ้าของร้านทุเรียนน้องนิด ระยองฮิ! หากพูดถึงร้านทุเรียนเจ้าดังที่เป็นกระแสอยู่ตลอดๆ ต้องนึกถึงร้านเจ๊นิด ที่เปิดขายในองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร หรือ ตลาด อ.ต.ก. ที่เรารู้จักกันดี ทุกคนรู้หรือไม่ว่า ทุเรียนพันธุ์หมอนทองร้านเจ๊นิดมีราคาที่สูงถึงกิโลกรัมละ 12,000 บาท เลยทีเดียว ต้องบอกว่าขณะที่นั่งคุยกับเธอ ได้ทั้งแนวคิด วิธีการจัดการร้านมากมาย และในระหว่างที่นั่งฟังเจ๊นิดเล่า ก็มีลูกค้าแวะเวียนมาซื้อกันอยู่ตลอดๆ บ้างก็ราคา 20,000 บาท บ้างก็ 10,000 บาทต้นๆ เรื่องราวของเจ๊นิด กับการเริ่มต้นอาชีพเกษตรกรตั้งแต่วัย 13 ปี ย้อนไปเมื่อเธอยังเด็ก เจ๊นิดก็เริ่มทำสวนทุเรียนมา อยู่ที่บ้านเกิดจังหวัดระยอง เพราะเป็นการทำจากรุ่นสู่รุ่น แต่การทำสวนทุเรียนในรุ่นปู่รุ่นย่า ผลผลิต หรือรายได้ไม่ได้ดีมากเท่าไหร่นัก ทั้งกำหนดราคาเองไม่ได้ และโดนกดราคาอยู่ตลอด ทำแล้วไม่คุ้มราคาเหมือนการทำนาในสมัยนี้ “พี่นิดเจอเหตุการณ์แบบนี้บ่อยๆ เข้า เราก็พยายามจะพลิกวิกฤต ปรับเปลี่ยนใหม่ในรุ่นของเรา
