SMEs
หากย้อนกลับไปในวันแรก จุดเริ่มต้นของที่นี่ไม่ได้เริ่มจากเห็ด แต่เริ่มจากการเลี้ยงไส้เดือนของ คุณชารีย์ บุญญวินิจ หรือ ลุงรีย์ เจ้าของ “OmakaHed (โอมากาเห็ด)” ที่คิดอยากนำไส้เดือนมาจัดการกับ “ขยะอาหาร” แต่ไส้เดือนนั้นก็ไม่ได้จัดการอาหารได้ทุกอย่าง สามารถจัดการได้แค่บางส่วน และเปลี่ยนมันออกมาเป็น “มูลไส้เดือน” ซึ่งเป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง แต่คำถามสำคัญที่ต้องตอบเจตนาตัวเองให้ได้ก่อนว่า “ต้องการจัดการขยะอาหารหรือต้องการได้ปุ๋ยคุณภาพสูง” ซึ่งที่ฟาร์มลุงรีย์ มีการปรับเปลี่ยนโซนและขยับพื้นที่มาแล้วไม่ต่ำกว่า 20 ครั้ง ปัจจุบันฟาร์มแห่งนี้เป็นการคิดแบบหมดจด นั่นคือถ้าคุณเดินจากหลังฟาร์มเข้าหน้าบ้าน มันคือเรื่องของการจัดการขยะอาหาร ย้อนมาเป็นวัตถุดิบกลายเป็นมื้ออาหารแปรรูป แต่ถ้าเดินจากหน้าบ้านไปหลังบ้าน มันคือการเริ่มจากร้านอาหาร ไปสู่ขยะอาหาร และจบที่ต้นตอของการจัดการ “มันก็มองได้สองทางเดิน มองได้สองแบบ ก็แล้วแต่ว่าใครถนัดจากดินไปบนฟ้า ใครถนัดจากบนร้านอาหารลงมาสู่ดิน” นิยามความยั่งยืนในแบบ ‘เกษตรกรอินดี้’ ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่เสมอไป แต่มันเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลมากๆ ซึ่งเศร
เรื่องราวของ “ลีออน โลว์” (Leon Low) ชายสิงคโปร์ วัย 48 ปี เขาเปลี่ยนบ้านของตัวเองเป็นบาร์ส่วนตัว “Bar59” ธุรกิจเสริมเล็กๆ ที่เริ่มต้นจากพื้นที่ในบ้านและการชอบสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อน ก่อนกลายเป็นโฮมบาร์เสิร์ฟค็อกเทลที่เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย ทั้งที่ครั้งหนึ่งเขาเคยไม่ชอบดื่มค็อกเทลเสียด้วยซ้ำ จากไม่ชอบดื่มค็อกเทลสู่บาร์ลับในบ้าน ลีออนชอบชวนเพื่อนและคนรู้จักมานั่งสังสรรค์ที่บ้าน เขาอาศัยอยู่ในแฟลตย่านซรังกูน (Serangoon) ที่มีเคาน์เตอร์ครัวอยู่ตรงกลางและที่นั่งพูดคุย จากเดิมที่เป็นแค่สถานที่พบปะ ดื่มสังสรรค์ แต่หลังจากเพื่อนคนหนึ่งถ่ายรูปเครื่องดื่มของเขาเล่นๆ แล้วติดแท็กว่า “Bar59” จากเลขห้อง 5-9 ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของบาร์แห่งนี้ ตั้งแต่ปี 2020 ลีออนได้เปิด Bar59 ภายในบ้านโดยต้อนรับเพื่อน ครอบครัว และแขกที่จองล่วงหน้าเท่านั้น ทั้งที่เขาไม่ชอบดื่มค็อกเทลเลยด้วยซ้ำ ลีออนเล่าย้อนว่า เมื่อ 8-9 ปีก่อน เขามองค็อกเทลเป็นเครื่องดื่มที่ “เน้นลูกเล่นเกินไป หวานเกินไป และราคาแพง” และเขาเป็นสายดื่มวิสกี้และไวน์ตัวยงมากกว่า แต่มุมมองนี้ได้เปลี่ยนไป เมื่อเขาได้พูดคุยกับบาร
ในย่านสวนตะไคร้ จังหวัดนครปฐม มีร้านเต้าหู้เก่าแก่ที่มีชื่อเสียงคือ “เต้าหู้ต้ามู่” ขึ้นชื่อเรื่องการทำเต้าหู้ทำมือ ใช้กรรมวิธีดั้งเดิมมานานนับ 100 ปี จุดเด่นอยู่ที่เนื้อเต้าหู้นุ่มละมุน ที่ขายมาตั้งแต่ก้อนละ 50 สตางค์ วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีโอกาสเดินทางไปถึงจังหวัดนครปฐม ได้ดูกระบวนการทำแบบดั้งเดิม ตั้งแต่ขั้นตอนการโม่ถั่ว กรองถั่ว จนได้เป็นเต้าหู้หนึ่งก้อน พร้อมพูดคุยกับ อาม่าสุรีย์พร อางนานนท์ ทายาทรุ่น 3 วัย 70 ปี และ คุณเอก-วิโรจน์ อางนานนท์ ทายาทรุ่น 4 เกี่ยวกับเบื้องหลังของโรงเต้าหู้แห่งนี้ ว่าทำอย่างไรให้อยู่ได้มานานกว่า 100 ปี ส่งต่อกรรมวิธีจากรุ่นสู่รุ่น ก่อนจะไปเจาะลึกถึงเรื่องขั้นตอนการทำที่พิถีพิถัน อาม่าเล่าย้อนความหลังให้ฟังว่า ร้านนี้เป็นของเหล่ากงมาจากเมืองจีน สมัยนั้นก็มาแบบเสื่อผืนหมอนใบ กระทั่งอาม่ามารับช่วงต่ออาชีพนี้ตั้งแต่อายุ 17 ปี หลังจากแต่งงานเข้ามาในครอบครัวนี้ ซึ่งตอนแต่งเข้ามาใหม่ๆ ขายก้อนหนึ่ง 50 สตางค์ “สมัยก่อนจะใช้ถั่วทางเชียงใหม่ที่เดียว ที่อื่นใช้ไม่ได้ มันไม่สวย มันกระด้าง น้ำเต้าหู้มันจะไม่เหมือนกัน” ในส่วนของกระบวนการทำ อาม่าบอกว่าต้อ
เรื่องราวของ คุณตุล-ธรพร โถวรุ่งเรือง คุณแม่ที่อยากให้ลูกพูดภาษาไทยได้ จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดโรงเรียนสอนภาษาไทยในนครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย โดยใช้หลักสูตรที่เธอและครูสอนภาษาไทยหลายท่านร่วมกันพัฒนาจากประสบการณ์จริงและปัญหาที่พบในการสอน ก่อนปรับรูปแบบสู่ “คลาสออนไลน์” ที่สามารถเข้าถึงนักเรียนได้จากหลายประเทศทั่วโลก พร้อมต่อยอดเป็นโอกาสสร้างอาชีพให้กับครูและผู้ที่สนใจสอนภาษาไทยแก่ชาวต่างชาติ ท่ามกลางกระแสความนิยมประเทศไทยที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากศิลปินไทย ซีรีส์วาย อาหารไทย และซอฟต์พาวเวอร์ด้านต่างๆ ที่ดึงดูดให้ชาวต่างชาติหันมาเรียนภาษาไทยมากขึ้น จากแม่ที่อยากให้ลูกพูดไทยได้ สู่ติวเตอร์สอนภาษา คุณตุลย้ายไปอยู่นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ก่อนสร้างครอบครัวกับสามีชาวจีนและมีลูกวัย 7 ขวบ เธออยากให้ลูกพูดภาษาไทยได้ แต่หาครูสอนค่อนข้างยาก จึงเห็นโอกาสทางธุรกิจร่วมกับคุณครูคนไทยจากวิ่งไปสอนเด็กตามบ้านสู่การเปิดโรงเรียนสอนภาษาในปี 2018 ก่อนปิดตัวปี 2019 เพราะเจอโควิด เธอมองเป็นความโชคดี เพราะก่อนหน้านี้ต้องแบกค่าเช่าสถานที่ราคาสูง เปิดสอนจริงๆ ได้แค่วันเสาร์
สบายใจ ไม่รวย แต่พอกิน! คนรุ่นใหม่ทำเกษตร ปลูกผักสลัดบนดอย มีรายได้หลักหมื่น แถมได้ดูแลพ่อแม่ “ถามว่ามีความสุขไหม ทำเกษตรแรกๆ คือร้องไห้เลย มือแตก มือลอก รู้สึกว่า “กูปิ๊กมาอะหยังวะ” ท้อมาก แม่ก็ไล่กลับไปอยู่เวียง (เชียงใหม่) แต่เรารู้สึกว่าไม่สนุก เลยกลับมาสู้ต่อ เพราะทำเกษตรสบายใจกว่า ไม่ต้องแข่งกับใคร แข่งกับตัวเองพอ ขยันมากก็ได้มาก และได้กลับมาอยู่กับพ่อแม่ด้วย” คำบอกเล่าจาก คุณกระแต-วนิดา สุขกำแหง สาววัย 27 ปี เธอเติบโตมาในครอบครัวชาวสวนลำไย จึงซึมซับวิถีเกษตรมาตั้งแต่เด็ก อีกทั้งเมื่อได้ลองทำงานประจำ แต่ไม่ตรงใจ การกลับมาทำเกษตร อาชีพดั้งเดิมของพ่อแม่ จึงเป็นความตั้งใจจริง นำมาสู่การสร้างรายได้ต่อเดือนที่มั่นคงจากผักสลัด ที่เริ่มจากปลูกเล็กๆ ในสวนลำไย สู่การเช่าพื้นที่บนดอยเพิ่มผลผลิต งานประจำไม่ใช่ทาง คุณกระแต เล่าให้ฟังว่า เธอไม่มีทุนเรียนต่อปริญญาตรี หลังจบ ปวส. ด้านอุตสาหกรรมการเกษตร ที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงใหม่ จึงหยุดเรียนเพื่อหาทุนศึกษาต่อ โดยเลือกทำงานประจำ เป็นบาริสต้า เปิดร้านกาแฟ และเป็นบาร์เทนเดอร์ ใช้ชีวิตเป็นมนุษย์เงินเดือนนาน 2 ปี
“ทองหล่อ” ในภาพของใครหลายๆ คน อาจนึกถึงพื้นที่ที่เป็นแหล่งทางธุรกิจสำคัญของกรุงเทพมหานคร เป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยบริษัท คอนโดหรู รวมไปถึงสถานบันเทิงอันเป็นแหล่งรวมตัวของเหล่านักเที่ยวไฮโซ แต่อาจจะน้อยคนนักที่ทราบว่า ในทองหล่อซอย 3 ยังมีพื้นที่ขนาด 250 ตารางวา ที่ถูกอุทิศให้เป็นสาธารณะประโยชน์ ที่แห่งนี้คือ “สวนครูองุ่น” โดยผู้ตั้งชื่อคือ คุณสมบัติ บุญงามอนงค์ เพื่อเป็นเกียรติและเฉลิมฉลองให้กับคุณครูองุ่น มาลิก ประหนึ่งว่าตัวท่านและเจตนารมณ์ในการทำประโยชน์เพื่อสังคมจะยังคงอยู่ ไม่หายไปไหน วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ขอพาทุกคนไปพูดคุยกับ คุณโซเฟีย-สิริพร สุขชูศรี ผู้จัดการสวนครูองุ่นและหัวหน้าโครงการสวนครูองุ่น โดยใช้เวลากว่า 3 ปีกว่าจะพิสูจน์ให้ชุมชนเห็นว่า พื้นที่สีเขียวที่ “ฟรี” และ “เข้าถึงง่าย” คือสิ่งที่คนเมืองโหยหาจริงๆ โมเดล “ธุรกิจเพื่อสังคม” ย้อนกลับไปจุดเริ่มต้น ที่ดินผืนนี้เป็นของ คุณครูองุ่น มาลิก ซึ่งก่อนเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2533 ท่านได้เขียนพินัยกรรมและบันทึกประจำวันทิ้งไว้เพื่อแสดงความตั้งใจที่อยากให้ที่ดินผืนนี้เกิดประโยชน์ต่อสังคม จนกระทั่งเกิดความร่วมมือกันระหว่าง มูลนิธ
ลองจินตนาการดูว่า ถ้าวันหนึ่งร้านอาหารที่คุณสร้างมากับมือต้องปิดตัวลงกะทันหันเพราะวิกฤตโลก คุณจะทำอย่างไร เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ได้หยิบเรื่องราวของ Katie Lee (เคธี่ ลี) มาถอดบทเรียนความสำเร็จเพื่อเป็นแรงกระเพื่อมให้กับผู้ประกอบการไทย เธอคือเจ้าของร้านพิซซ่าในเซนต์หลุยส์ ที่ไม่มีเวลาแม้แต่จะนั่งเสียใจ เพราะโจทย์เดียวในหัวตอนนั้นคือ “เราต้องรอด” และลูกน้องของเธอก็ต้องรอดด้วย ในวันที่ร้านเงียบเหงา เคธี่ไม่ได้พยายามคิดค้นนวัตกรรมล้ำสมัยอะไรเลย แต่เธอเลือกมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้า คือ “พิซซ่าเตาถ่าน” แสนอร่อยที่เธอทำอยู่ทุกวัน เธอใช้เวลาเพียง 1 วันในการทำพิซซ่าแช่แข็งต้นแบบขึ้นมา ลองแพ็ก ลองแช่ แล้วลองเอามาอบกินเองจนมั่นใจว่ามันเวิร์ก จากนั้นเธอก็เปลี่ยนร้านอาหารให้กลายเป็นสายการผลิตขนาดย่อมทันที โดยเปลี่ยนพนักงานเสิร์ฟและบาร์เทนเดอร์มาสวมบทพนักงานขับรถส่งพิซซ่าแช่แข็งในรัศมี 80 กิโลเมตรแทน ความเร็วและความเรียบง่ายนี้เองที่ทำให้เธอขายพิซซ่าได้ถึง 5 หมื่นถาดในเวลาแค่ 6 สัปดาห์ แต่เมื่อธุรกิจเริ่มโตจนเข้าไปวางขายในซูเปอร์มาร์เก็ต เธอก็เจอกำแพงยักษ์เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐสั่งระงับการขายทั้งหมดเพราะปัญห
จาก “ล้มละลาย” วันนี้ คุณหมวย-ศรัณรัศศ์ ศักดาพิสิฐกุล อายุ 39 ปี และ คุณโจ้-วัชรพงษ์ กลางชนีย์ อายุ 42 ปี กลายเป็นเจ้าของแบรนด์กางเกงยีนส์ชื่อดัง “SARAN JEANS ” ที่ขายได้เดือนละ 1 แสนกว่าตัว สร้างรายได้ 280 ล้านในปี 68 พร้อมตั้งเป้ารายได้ 300 ล้านบาท ในปี 2569 โดยหวังทำกำไรมากขึ้นจากปีก่อน แม้ทั้งคู่จะไม่ได้เรียนจบด้านแฟชั่นโดยตรง ฝ่ายหนึ่งจบเภสัชศาสตร์ อีกฝ่ายจบฟู้ดไซน์ แต่ใช้ “ความเข้าใจลูกค้า” และการศึกษาข้อมูลอย่างจริงจัง ค่อยๆ พัฒนาแบรนด์จากการแก้ Pain Point ของผู้หญิงไทย จนทำให้ “ความสำเร็จ” ค่อยๆ เกิดขึ้น “มีวันนี้ได้เพราะลูกค้า” คือประโยคที่สะท้อนเส้นทางของ SARAN JEANS จากวันที่เคยล้ม จนกลายเป็นแบรนด์ยีนส์ที่หลายคนเลือกใส่ในวันนี้ เคยล้มละลาย กลับมาตั้งต้นใหม่ด้วย SARAN JEANS คุณโจ้กับคุณหมวยขายสินค้าออนไลน์มาตั้งแต่ยุคแรก โดยรับกางเกงยีนส์จากประตูน้ำมาขายตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว แต่ด้วยเป็นสินค้าสำเร็จรูป ทำให้มี Pain Point เรื่องรูปทรงที่ยังไม่ตอบโจทย์ผู้บริโภค จึงหันมาสร้างแบรนด์ของตัวเองในชื่อ “ป้ายหมวย (MUAYY)” ที่เน้น “คุณภาพ” ของเนื้อผ้าและรูปทรงเป็นหลัก ขายตัวละ 890 บาท ส
มีหลักฐานยืนยันว่า “กรีน” มาตั้งแต่รุ่นอากง สำหรับการดำเนินกิจการของ “ศิวาเทล กรุงเทพฯ” โรงแรม 5 ดาว สัญชาติไทย 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งปัจจุบันตกทอดมาถึง ผู้บริหารเจน 3 แล้ว “ไม่ได้ทำโรงแรมมาตั้งแต่ต้น ที่ดินตรงนี้เป็นของครอบครัวตั้งแต่ 50-60 ปีที่แล้ว ตอนแรกทำเป็นอพาร์ตเมนต์ 8 ชั้น ต่อมา อากง เปลี่ยนมาเป็นฮอลิเดย์ แมนชั่น เป็นโรงแรม 3-4 ดาว กระทั่ง 15-16 ปีที่แล้ว จีนเปิดประเทศ การท่องเที่ยวไทยเติบโต ท่านเห็นโอกาส ด้วยทำเล ที่อยู่ๆ เรากลายมาอยู่ใจกลางเมือง เลยตัดสินใจทุบตึก 8 ชั้นทิ้ง สร้างเป็น ศิวาเทล ทาวเวอร์ ที่เป็น Mixed-Use” คุณหนิง–อลิสรา ศิวยาธร CEO โรงแรมศิวาเทล กรุงเทพฯ ในฐานะผู้บริหารเจน 3 เริ่มต้นกับ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” อย่างนั้น ก่อนคุยต่อด้วยอัธยาศัยกันเองว่า ในวันแรกของการเป็น “ศิวาเทล กรุงเทพฯ” คือ โรงแรมสำหรับนักธุรกิจ ที่มีคอนเซ็ปต์รักษ์โลก และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพราะ “อากง” ของเธอ บอก ธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว มักใช้ทรัพยากรธรรมชาติค่อนข้างเยอะ จึงอยากจะมีส่วนรับผิดชอบสังคม โดยเริ่มจากการวางระบบในโรงแรม “เรามีระบบประหยัดพลังงานตั้งแต่เริ่มทำโรงแรม ใช้หลอด L
“อย่ารอให้เกษียณแล้วค่อยทำ แต่ควรเริ่มตั้งแต่ตอนที่เรายังแข็งแรงอยู่ เพื่อที่จะได้มีเวลาเสพสุขกับมันไปนานๆ” จะมีสักกี่คนที่เลือกใช้วันหยุดจากงานประจำ กลับมาปลูกต้นไม้ ทำสวน และสร้างคาเฟ่เล็กๆ ด้วยตัวเอง ในคอนเทนต์ชุดพิเศษ “โอกาสธุรกิจเกษตร” เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ x เทคโนโลยีชาวบ้าน ขอพาไปพูดคุยกับ คุณแป้ง-ธิดารัตน์ อนันตรกิตติ ที่นอกจากอาชีพหลักอย่างการเป็นผู้ประกาศข่าวแล้ว เธอยังสวมหมวกอีกใบ นั่นคือการเป็นเจ้าของคาเฟ่เล็กๆ ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ชื่อว่า “บ้านสวนกำไรสุข” โดยเธอใช้เวลานอกเหนือจากงานประจำ ค่อยๆ สร้างพื้นที่แห่งนี้ด้วยตัวเอง ซึ่งเบื้องหลังบ้านสวนแห่งนี้ ไม่ได้มีแค่เรื่องของการเปิดร้านอาหารหรือทำเกษตร แต่ยังเป็นเรื่องของความตั้งใจเล็กๆ ที่อยากให้พิสูจน์ว่า ความสุขไม่จำเป็นต้องรอถึงวันเกษียณเสมอไป เริ่มต้นจากความฝัน คุณแป้งเล่าให้ฟังปนรอยยิ้มว่า ความจริงแล้ว “เกษตรกร” คือความฝันแรกในชีวิต เพราะเติบโตมาในครอบครัวที่ทำเกษตร คุณพ่อเป็นเกษตรกรปลูกสวนมะม่วงมาตลอด แต่เพราะภาพจำในอดีตที่เห็นว่าการปลูกพืชเชิงเดี่ยวมีรายได้น้อย อีกทั้งยังโดนกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง คุณแม่จึงไม่สนับสนุ
